เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 92 : ทำอย่างไร...ถึงจะยิ่งใหญ่เหมือนพี่หญิงได้?

บทที่ 92 : ทำอย่างไร...ถึงจะยิ่งใหญ่เหมือนพี่หญิงได้?

บทที่ 92 : ทำอย่างไร...ถึงจะยิ่งใหญ่เหมือนพี่หญิงได้?


บทที่ 92 : ทำอย่างไร...ถึงจะยิ่งใหญ่เหมือนพี่หญิงได้?

เมื่อราตรีมาเยือน คนทั้งสองก็หาที่เหมาะๆ เพื่อก่อกองไฟและพักค้างคืน

เฉินหลิงเซียงวางฟืนที่เก็บรวบรวมมาได้ไว้ข้างที่โล่ง ครู่หนึ่งเธอก็ครุ่นคิดแล้วเอ่ยขึ้น

“คุณชายลู่ หรือว่าจะไปหาอะไรมากินกันหน่อยดีไหมคะ?”

แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการโคจรพลังฟ้าดิน แต่การหาอะไรทำระหว่างเดินทางก็ช่วยให้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานที่ได้จากอาหารก็ให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลกว่าการดูดซับพลังฟ้าดินอยู่บ้าง

ลู่เย่จึงพยักหน้าเห็นด้วย

ครู่ต่อมา ทั้งสองก็แบ่งงานกันทำ โดยเฉินหลิงเซียงรับหน้าที่ออกไปล่าสัตว์ ส่วนลู่เย่ก็เดินมายังริมลำธารสายหนึ่ง

น้ำในลำธารนั้นใสสะอาด เป็นสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆจนสามารถมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมา ทำให้เกิดระลอกคลื่นเล็กๆบนผิวน้ำ

ปลาชนิดนี้มีความว่องไวสูงมาก ดังนั้นหากเป็นคนธรรมดาทั่วไปก็คงจะจับมันได้ยากพอสมควร

แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว...ลู่เย่ก็แค่ก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาสองสามก้อน แล้วปาออกไปเท่านั้น ก็ได้ปลามาอย่างง่ายดาย

ไม่นานหลังจากนั้น กลิ่นหอมของปลาย่างและเนื้อย่างก็โชยออกมาจากลานโล่งที่ทั้งสองใช้เป็นที่พักแรม

...

ณ ตระกูลเจียง

ขณะที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเจียงชิงเกอ และมองดูใบหน้าของพี่สาวที่ดูดีขึ้นมากแล้ว ในใจของเจียงหลิงเยว่ก็พลันเกิดความสงสัยขึ้นมา

แปลกจัง...

เมื่อสองวันก่อนพี่หญิงยังเบื่ออาหารแถมยังนอนไม่หลับอยู่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้อาการถึงดีขึ้นกะทันหันได้ล่ะ?

เเถมก็ไม่เห็นว่านางจะกินยาเม็ดวิเศษอะไรเข้าไปเลยนี่นา

เจียงชิงเกอที่กำลังตักโจ๊กเข้าปากคำเล็กๆ พลันสังเกตเห็นสายตาแปลกๆ ของน้องสาวเข้า ก็อดที่จะหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้

“เจ้ามองข้าทำไม”

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรเลย” เจียงหลิงเยว่รีบโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะกล่าวต่อไป

“พี่หญิงเจ้าคะ ตอนนี้ข้าบรรลุขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่งแล้วนะ ท่านรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะรีบฝึกฝนให้ถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ แล้วจะได้ช่วยท่านยกเลิกสัญญาหมั้นกับท่านพี่เขยเสียที”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอที่กำลังซดโจ๊กอยู่ก็ชะงักไป

ยกเลิกสัญญาหมั้น?

นางกับลู่เย่น่ะหรือ?

สีหน้าของเจียงชิงเกอพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ตอนนั้นเอง นางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ลู่เย่มาที่ตระกูลเจียงครั้งแรก พวกเขาเคยพูดกันไว้ว่า... เมื่อใดที่เจียงหลิงเยว่ฝึกฝนจนบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์เมื่อไหร่...

สัญญาหมั้นฉบับนี้ ก็จะสามารถยกเลิกได้โดยสมบูรณ์

ซึ่งในตอนนั้น ในใจของเจียงชิงเกอเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

ถึงขนาดที่ว่านางภาวนาให้น้องสาวของตนรีบก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์โดยเร็ว เพื่อให้วันนั้นมาถึงไวๆ

แต่ทว่าในตอนนี้…เมื่อได้ยินเรื่องนี้อีกครั้ง

คำว่า “ยกเลิกสัญญาหมั้น” ทั้งสี่คำที่กระทบโสตประสาทของเจียงชิงเกอ กลับทำให้นางรู้สึกว่ามันช่างบาดหูเสียเหลือเกิน

บาดหูจนถึงขั้นรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ

คนก็ยังคงเป็นคนเดิมกับเมื่อปีก่อน แต่สภาพจิตใจกลับแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเทียบกับการต้องยกเลิกสัญญาหมั้นแล้วไปเผชิญหน้ากับบุรุษคนอื่น เจียงชิงเกอพบว่าการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเหมือนที่เป็นอยู่กับลู่เย่ต่อไปแบบนี้...มันก็ดีอยู่แล้ว

“เหตุใดเจ้าถึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันเล่า ตอนนี้ยังเร็วไป อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย”

“ว่าแต่…ที่แท้ที่คุณหนูเฉินมา ก็เพื่อไปตามล่าสมบัติกับลู่เย่อย่างนั้นหรือ?” เจียงชิงเกอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“เจ้าค่ะๆ ในมือของพี่หลิงเซียงมีกุญแจของสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่เจ้าค่ะ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นสมบัติอะไร”

ทันใดนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เจียงหลิงเยว่เหลือบมองเรือนร่างสมส่วนอันงดงามของพี่สาวตัวเอง แล้วก็ก้มลงมองของตัวเอง ก่อนจะเขยิบเข้าไปกระซิบถามเสียงเบา

“พี่หญิง... ข้าขอถามท่านเรื่องหนึ่งได้หรือไม่...”

“เรื่องอะไรล่ะ ถามมาสิ”

“เอ่อ...” เจียงหลิงเยว่ชี้นิ้วไปที่เจียงชิงเกอ พลางเอ่ยถามอย่างเหนียมอาย

“ตรงนี้...ทำอย่างไรถึงจะเป็นเหมือนของพี่หญิงได้เจ้าคะ?”

เจียงชิงเกอก้มลงมอง...ภูเขาสองลูกของตน

“เจ้าเด็กคนนี้นิ ถามคำถามอะไรของเจ้า จู่ๆก็มาถามเรื่องนี้ทำไมกัน”

แก้มของเจียงชิงเกอแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย พลางใช้มือเคาะศีรษะน้องสาวเบาๆ

“ในหัวของเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”

พูดตามตรง สำหรับคำถามนี้ เจียงชิงเกอเองก็ไม่รู้คำตอบเช่นกัน

นางไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย ทุกอย่างมันก็แค่เติบโตขึ้นมาเป็นแบบนี้เองตามวัยที่เพิ่มขึ้น

คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าตนเองที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วกลับไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้…แต่เจียงหลิงเยว่ที่ยังไม่ออกเรือน กลับมาสนใจเรื่องแบบนี้เสียได้

ช่างเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรกันเสียจริง

ในฉับพลันนั้น เจียงชิงเกอดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เมื่อคิดว่าท่าทีของน้องสาวในช่วงหลายวันที่ผ่านมาดูไม่เหมือนปกติ นางจึงย้อนถามกลับไปทันที

“หลิงเยว่…เจ้าคงไม่ได้มีคนที่ชอบแล้วหรอกนะ?”

แม้ว่าตัวเจียงชิงเกอเองจะเป็นมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์เรื่องความรักระหว่างชายหญิงเลยแม้แต่น้อย

ทว่านางก็พอจะเดาได้ว่า การที่สตรีคนหนึ่งจะหันมาสนใจเรื่องพวกนี้อย่างกะทันหัน มันย่อมต้องมีสาเหตุอยู่แล้ว

มีคำกล่าวว่าอย่างไรนะ...สตรีแต่งกายงดงามเพื่อให้ผู้ที่สตรีชมชอบชื่นชมตน

ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีคนที่ชอบแล้ว เจียงชิงเกอก็นึกไม่ออกเลยว่าเหตุใดน้องสาวของตนถึงได้มาใส่ใจเรื่องพวกนี้ขึ้นมากะทันหัน

“หา?”

“จะ...จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ?” เจียงหลิงเยว่โบกไม้โบกมืออย่างลนลานพลางกล่าว

“ไม่มี ไม่มีเสียหน่อย พี่หญิง ท่านถามเรื่องนี้ทำไมกัน ในใจของข้ามีแต่การฝึกยุทธ์เท่านั้น!”

ไม่มีงั้นหรือ?

เมื่อเห็นน้องสาวพูดถึงขนาดนั้น อีกทั้งตั้งแต่เล็กจนโตนางก็ไม่เคยโป้ปดมดเท็จ เจียงชิงเกอจึงเริ่มจะเชื่อขึ้นมาบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น นางก็รู้จักน้องสาวของตัวเองดี บุรุษธรรมดาทั่วไป ไม่มีทางอยู่ในสายตาของนางได้อย่างแน่นอน

…..

ณ สถานที่ตั้งค่ายพักแรม

หลังจากใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ ลู่เย่ก็เพิ่งจะย่างปลาในมือจนเหลืองทองน่ากินทั้งสองด้าน

ทันใดนั้น บนเส้นทางที่ไม่ไกลออกไป ก็มีร่างของคนสองคนค่อยๆเดินเข้ามา และพวกเขาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง

ชายผู้นั้นเดินเข้ามาพลางกล่าวอย่างยินดี

“คุณหนูหรูเยียน จมูกท่านยังไวเหมือนเดิมเลยนะ ทางนี้มีสหายกำลังย่างของกินอยู่จริงๆด้วย”

เมื่อกวาดสายตามองคนทั้งสอง ลู่เย่ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบไม่ให้ใครสังเกตเห็น

คนทั้งสองนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน

ชายหนุ่มอยู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด ส่วนสตรีกลับแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย อยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าแล้ว

สตรีที่ถูกเรียกว่าหรูเยียนนั้นมีท่วงท่าที่ค่อนข้างยั่วยวน แม้ว่ารูปลักษณ์จะเทียบกับเฉินหลิงเซียงไม่ได้ แต่เมื่อรวมกับท่าทีอันเย้ายวนนั้นแล้ว ก็ถือว่ามีเสน่ห์อยู่ในระดับเจ็ดแปดส่วนเลยทีเดียว

เมื่อมองปลาย่างสลับกับมองใบหน้าอันหล่อเหลาของลู่เย่ ดวงตาของหลิ่วหรูเยียนก็พลันเป็นประกายขึ้นมา

ชายคนนี้…ช่างเป็นบุรุษที่หล่อเหลาอะไรเช่นนี้!

“ข้าน้อยหลิ่วหรูเยียน ขอคารวะทั้งสองท่าน ตอนนี้ก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว การเดินทางไม่ค่อยสะดวกนัก ไม่ทราบว่าจะขอยืมกองไฟของพวกท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“ใช่แล้วขอรับ การเดินทางยามค่ำคืนไม่สะดวกอย่างยิ่ง”

“สหายทั้งสอง ข้าชื่อเฉินปู้ฟาน หวังว่าพวกท่านจะให้ความสะดวกแก่พวกเราด้วย” ชายหนุ่มขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดประสานหมัดคารวะ

ดูเหมือนจะกลัวว่าหากพูดอย่างเดียวอาจจะยังถูกปฏิเสธ…หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในมือของเฉินปู้ฟานก็ปรากฏของบางอย่างที่ส่องประกายวิบวับอยู่ใต้แสงไฟขึ้นมาสองชิ้น

“นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ หวังว่าทั้งสองท่านจะไม่ปฏิเสธนะขอรับ”

สายตาของลู่เย่เหลือบไปเห็นก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ

สิ่งที่เฉินปู้ฟานหยิบออกมา กลับกลายเป็นผลึกปราณถึงสองชิ้น!

นี่มันคุณชายจากตระกูลร่ำรวยที่ไหนหนีออกมาเที่ยวเล่นกันเนี่ย?

ต้องรู้ก่อนว่า ผลึกปราณนั้นเป็นของมีประโยชน์แม้กระทั่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์หรือปรมาจารย์ยุทธ์เลยทีเดียว

แล้วนี่คนขอบเขตปราณก่อกำเนิดกลับนำมาใช้...พูดตามตรงว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลืองเกินไปหน่อยนะ

ครั้งก่อนที่เขาบีบให้บุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินควักออกมาห้าชิ้นเพื่อเป็นการไถ่โทษ ก็เหมือนกับเฉือนเนื้อของมันออกมา…เเละลู่เย่มองออกเลยว่านั่นคือความเจ็บปวดใจอย่างแท้จริง

แต่ตอนนี้ เฉินปู้ฟานคนนี้แค่จะขอยืมกองไฟ กลับสามารถหยิบออกมาได้ถึงสองชิ้น...

ในชั่วพริบตาเดียว ในใจของลู่เย่ก็ผุดความคิดคาดเดาขึ้นมามากมาย

น่าจะเป็นคนจากตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่ในซวนโจว? หรืออาจจะ...มาจากนอกซวนโจว?

คนจากดินแดนทางเหนือ ไม่มีทางใจกว้างมือเติบขนาดนี้แน่

แน่นอนว่าการใช้ผลึกปราณสองชิ้นเพื่อขอยืมกองไฟ การค้าครั้งนี้ย่อมทำได้อย่างแน่นอน

สุดท้าย ลู่เย่จึงพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“การเดินทางยามค่ำคืนไม่สะดวกจริงๆ พวกท่านสองคนเชิญนั่งเถิด”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 92 : ทำอย่างไร...ถึงจะยิ่งใหญ่เหมือนพี่หญิงได้?

คัดลอกลิงก์แล้ว