- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 91 : เจียงชิงเกอผู้ผิดแปลกไป
บทที่ 91 : เจียงชิงเกอผู้ผิดแปลกไป
บทที่ 91 : เจียงชิงเกอผู้ผิดแปลกไป
บทที่ 91 : เจียงชิงเกอผู้ผิดแปลกไป
เพียงแต่ว่า เมื่อก่อนตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับลู่เย่ที่มาขอยืมเงิน…ในใจของเจียงชิงเกอนั้นเต็มไปด้วยความรำคาญ นางรู้สึกว่าชายคนนี้ช่างเห็นแก่เงินเสียจริง
แต่ในตอนนี้มันกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
นางเป็นฝ่ายยัดเงินใส่มือให้ลู่เย่เอง... ก็เพราะแค่นางไม่อยากให้ลู่เย่ต้องมาลำบากใจเพราะเรื่องเงินอีกต่อไป
สุภาษิตที่ว่า ‘วีรบุรุษยังต้องจนตรอกเพราะเงินเพียงอีแปะเดียว’ เจียงชิงเกอไม่ปรารถนาให้สามีในนามของตนเองต้องมาเผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นนี้
"ข้าขอร้องล่ะนะ ลู่เย่..."
ในใจของเจียงชิงเกอพลันบังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา
การต้องมาอ้อนวอนให้คนอื่นรับเงิน...นี่ก็นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของนางเลยทีเดียว
ลู่เย่: "0__0..."
‘ผิดปกติ... ผิดปกติจริงๆ’
‘ผู้หญิงคนนี้...โดนภูตผีปีศาจเข้าสิงไปด้วยอีกคนรึไง? ถึงได้มาอ้อนวอนให้คนอื่นเอาเงินไปแบบนี้’
"ก็ได้ เช่นนั้นข้ารับไว้แค่ห้าสิบตำลึงก็พอ"
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเงินหนึ่งตำลึงไปจากมือของเจียงชิงเกอ
"พอหรือ? หรือว่าท่าน...ท่านเอาไปให้หมดเลยเถอะ ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินที่ไหน" เจียงชิงเกอเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง​
กิจการของตระกูลเจียงหลายอย่างล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของเจียงชิงเกอ ซึ่งนางก็จัดการได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ด้วยเหตุนี้ ส่วนแบ่งของเจียงชิงเกอจึงมากกว่าคนอื่นๆในสายหลักอยู่บ้าง
เพราะถึงอย่างไรเสีย นางก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับตระกูล…ช่วยเปิดโอกาสให้คนอื่นๆในสายหลักได้มีเวลาฝึกยุทธ์อย่างเต็มที่
ทว่า ปกติแล้วเจียงชิงเกอก็ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไรมากนัก ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทองเท่าไหร่
"ไม่ต้องแล้ว"
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็ไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ
นางรู้ดีว่าลู่เย่เป็นคนมีหลักการของตัวเองสูงมาก หากเขาบอกว่าไม่เอา ก็คือไม่เอาจริงๆ
…
ในอีกด้านหนึ่ง ณ สวนเล็กๆที่อยู่ติดกัน
เจียงหลิงเยว่ซึ่งเพิ่งจะกลับมาถึงสวนของตนพร้อมกับเฉินหลิงเซียง
ทันใดนั้น นางก็ดูเหมือนจะได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากทางฝั่งของพี่สาว
‘ใครมากันนะ?’
เพราะว่า สวนของเจียงชิงเกอนั้นปกติแล้วจะเงียบเหงาเป็นอย่างมาก
จะมีก็แต่ตัวนางเองที่แวะไปหาบ่อยๆ กับท่านพ่อที่นานๆ จะไปสักครั้ง…นอกเหนือจากนั้น ก็แทบจะนึกถึงคนอื่นไม่ออกแล้ว
อ้อ...ใช่
ยังมีเจ้าหลิวฮ่าวเสียงคนนั้นอีก
เพียงแต่ว่า หากหลิวฮ่าวเสียงมาล่ะก็ พี่หญิงไม่มีทางยอมให้เขาเข้ามาในสวนเป็นอันขาด
"ดูเหมือนว่าทางฝั่งพี่สาวของเจ้าจะมีแขกมานะ..." เฉินหลิงเซียงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
​
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าเสียงนั้น...
มันช่างคุ้นหูอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ ประสาทสัมผัสทั้งห้าย่อมเฉียบคมเป็นพิเศษ
แม้จะไม่ได้ตั้งใจเงี่ยหูฟัง แต่ในขณะนี้นางก็ได้ยินเสียงพูดของคนผู้นั้นแว่วมาอย่างชัดเจน
“ดูเหมือนว่าจะเป็น...ลู่เย่?”
เจียงหลิงเยว่ร้อง “อ๊ะ” ออกมาคำหนึ่ง
พลันรอยยิ้มแห่งความยินดีก็เบ่งบานขึ้นบนใบหน้าเล็กๆของนาง ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังสวนของเจียงชิงเกอทันที
“ลู่เย่...ท่านพี่เขย! เป็นท่านจริงๆด้วย ท่านกลับมาแล้วหรือ?!”
ในเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่สาว หากยังเรียกชื่อลู่เย่ตรงๆ มีหวังพี่หญิงต้องตำหนิเอาแน่ๆ…ดังนั้นเจียงหลิงเยว่จึงรีบเปลี่ยนคำเรียกในทันที
“เพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อครู่นี้เอง” ลู่เย่พยักหน้ารับ
ครู่ต่อมา เมื่อมองไปยังเฉินหลิงเซียงที่ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูอีกคน ลู่เย่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
‘เฉินหลิงเซียง นางมาที่นี่ด้วยได้อย่างไร?’
“นายน้อยลู่ เรื่องขุมทรัพย์เร้นลับที่เคยบอกท่านไว้ก่อนหน้านี้ บัดนี้ก็ได้เวลาแล้ว ท่านว่า...” เฉินหลิงเซียงเอ่ยเข้าประเด็นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ขณะที่พูดนั้น สายตาของเฉินหลิงเซียงก็จับจ้องอยู่ระหว่างเจียงหลิงเยว่และลู่เย่ด้วยท่าทีครุ่นคิด
เพราะตอนที่นางเดินตามมานั้น นางเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในตอนแรกเจียงหลิงเยว่ตั้งท่าจะโผเข้าใส่ลู่เย่เลยด้วยซ้ำ…แต่ทว่าในวินาทีสุดท้ายนางก็ยับยั้งใจเอาไว้ได้ทัน
‘คนสองคนนี้...ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้เลยหรือ?’
….
‘ขุมทรัพย์เร้นลับ...’
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดเขาก็นึกขึ้นมาได้
ครั้งแรกที่ได้พบกับเฉินหลิงเซียง ก็เป็นเพราะเหตุการณ์ปล้นขบวนสินค้านั่นเอง
สำหรับเรื่องขุมทรัพย์เร้นลับนั้น ลู่เย่เองก็รู้สึกสนใจอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าในทันที
"ข้าพร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็เอ่ยถามขึ้นเสียงเเข็ง​ทันที
"ท่าน...จะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ?"
ลู่เย่พยักหน้ารับ เจียงชิงเกอก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
"เช่นนั้น...ท่านก็ระวังตัวด้วยนะ"
ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเขาจะไปทำอะไรกับคุณหนูตระกูลเฉิน
แต่ทว่าคำว่า "ขุมทรัพย์เร้นลับ" นั้น เจียงชิงเกอก็พอจะเข้าใจความหมายของมันอยู่
ของสิ่งนี้ โดยทั่วไปแล้วมักจะเกี่ยวข้องกับการแข็งแกร่งขึ้น…สำหรับลู่เย่แล้ว นี่คือโอกาสที่จะทำให้แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นเจียงชิงเกอย่อมไม่มีทางไปขัดขวางเขาอย่างแน่นอน
เเละเมื่อรู้ว่าคุณหนูตระกูลเฉินคือยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้โด่งดัง…เจียงชิงเกอจึงเดินเข้าไปหาเฉินหลิงเซียง แล้วเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
"คงต้องรบกวนคุณหนูเฉินช่วยดูแลลู่...เอ่อ สามีของข้าด้วยนะเจ้าคะ"
‘ให้ข้าดูแลเขารึ?’
‘ให้เขามาดูแลข้ายังจะเข้าท่ากว่า’
‘ช่องว่างระหว่างข้ากับลู่เย่ในตอนนี้น่ะ อย่างน้อยก็กว้างกว่าแม่น้ำหยุนหลานนอกเมืองเมฆาใบไม้เสียอีก’ เฉินหลิงเซียงรำพึงในใจ
"วางใจเถอะเจ้าค่ะ คุณหนูชิงเกอ" เฉินหลิงเซียงแย้มยิ้ม
….
หลังจากที่บอกกล่าวกับเถียนชิงเรียบร้อยแล้ว ลู่เย่และเฉินหลิงเซียงก็ได้เดินออกจากจวนตระกูลเจียงไป
"อ้อ จริงสิ..." เมื่อนึกถึงป้ายหยกสื่อสาร
เฉินหลิงเซียงจึงหยิบป้ายหยกสองชิ้นออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะยื่นชิ้นหนึ่งให้กับลู่เย่
"นี่คือป้ายหยกสื่อสาร หลังจากที่พวกเราทิ้งร่องรอยเอาไว้แล้ว ก็สามารถใช้มันเพื่อติดต่อกันได้"
ลู่เย่รับมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย​
อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์จะมีวิธีการสื่อสารแบบพิเศษที่ทั้งสะดวกและรวดเร็วอยู่บ้างหรือไม่ และในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้เห็นมันด้วยตาตัวเองแล้ว
"ท่านสามารถทิ้งร่องรอยจิตสัมผัสของท่านไว้ข้างในได้ จากนั้นข้าก็จะทิ้งของข้าไว้ แล้วพวกเราก็จะสามารถส่งข้อความถึงกันได้แล้ว" เฉินหลิงเซียงอธิบาย
เมื่อลู่เย่ได้ยินเช่นนั้น เขาก็พลันเข้าใจได้ในทันทีว่านี่มันก็คืออ "โทรศัพท์" ในเวอร์ชันต่างโลกดีๆ นี่เอง
ร่องรอยจิตสัมผัสของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งก็เปรียบได้กับ "หมายเลขโทรศัพท์" นั่นเอง
เขาทำการส่งจิตสัมผัสเข้าไปข้างใน ทิ้งร่องรอยของตนเองเอาไว้…จากนั้น ก็ยื่นมันกลับไปให้เฉินหลิงเซียง
เเละเฉินหลิงเซียงก็ทิ้งร่องรอยจิตสัมผัสของตนเองไว้ในป้ายหยกสื่อสารของลู่เย่อย่างร่าเริง
"นี่...ป้ายหยกของข้า ท่านทิ้งร่องรอยของท่านไว้สิ" เฉินหลิงเซียงยื่นป้ายหยกของตนเองออกมา
ครู่ต่อมา หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฉินหลิงเซียงก็นำทางมุ่งตรงออกไปนอกเมืองเมฆาใบไม้ทันที
คนทั้งสองต่างก็เป็น "ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์" ขึ้นไป…ดังนั้นการเดินทางด้วยตัวเองย่อมสะดวกและรวดเร็วกว่า
หลังจากที่เดินไปได้สักพัก พวกเขา​ก็ออกมาห่างจากเมืองเมฆาใบไม้พอสมควรแล้ว
ทันใดนั้น เฉินหลิงเซียงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นายน้อยลู่ ก่อนหน้านี้ ท่านไปที่ดินแดนลับ-หุบเขาทมิฬมาหรือเจ้าคะ?"
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยคาดเดาไปเช่นนั้น แต่ทว่าในเมื่อตอนนี้เจ้าตัวกลับมาแล้ว เฉินหลิงเซียงก็ยังคงอดสงสัยไม่ได้และอยากจะลองถามดู
ลู่เย่พยักหน้ารับอย่างง่ายดาย
หลายวันที่ผ่านมานี้ ระหว่างทาง เขาก็มักจะได้ยินผู้คนตามทางพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง
ทั่วทั้งภาคเหนือแห่งนี้ หากนับดูแล้ว ก็เป็นเวลาอย่างน้อยสิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีปรมาจารย์ยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่
แน่นอนว่านั่นไม่นับรวมเหล่าผู้อาวุโสที่เก็บตัวไม่ปรากฏกายต่อโลกภายนอก แล้วทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ด้วยตนเองอย่างเงียบๆ
ดังนั้นการกำเนิดของปรมาจารย์ยุทธ์ในครั้งนี้ จึงได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกแห่งหนในภาคเหนืออย่างรวดเร็ว...กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงในโรงน้ำชาหลายแห่ง
"ได้ยินมาว่าดินแดนลับในครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะมีปรมาจารย์ยุทธ์ตัวจริงถือกำเนิดขึ้นมาด้วย!" เฉินหลิงเซียงเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ
"ปรมาจารย์ยุทธ์เชียวนะ...นั่นคือบุคคลที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของภาคเหนือได้อย่างแท้จริง"
"ข้าล่ะอยากจะเห็นจริงๆว่าปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่ผู้นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยนักหรอก ก็มีแค่ปากเดียว สองมือ สองขา ไม่ได้มีสามหัวหกแขนเสียหน่อย"
"หากมีสามหัวหกแขนจริงๆ นั่นคงจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลย”
“ว่าเเต่ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ? นั่นคือปรมาจารย์ยุทธ์เชียวนะ” เฉินหลิงเซียงอมยิ้มสดใส
‘จะให้ข้าสงสัยว่าตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไรอย่างนั้นรึ?’
ลู่เย่หัวเราะในใจ ก่อนจะส่ายศีรษะแล้วตอบว่า
"ไม่สงสัย"
สำหรับชาวโลกแล้ว การบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์นั้น ราวกับได้ปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอันน่าทึ่ง
แต่สำหรับลู่เย่แล้ว เส้นทางแห่งยุทธ์ของเขานั้น ยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุดมากนัก
(จบตอน)