- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 90 : ตรวจร่างกายเจียงชิงเกอ
บทที่ 90 : ตรวจร่างกายเจียงชิงเกอ
บทที่ 90 : ตรวจร่างกายเจียงชิงเกอ
บทที่ 90 : ตรวจร่างกายเจียงชิงเกอ
ดังนั้น การที่เถียนชิงมาเยือนตระกูลเจียงอย่างกะทันหันจึงสร้างความงุนงงสับสนเป็นอย่างยิ่ง
ราวกับจะล่วงรู้ความคิดในใจของเจียงเหลียนซาน
ณ กลางโถงรับรอง เถียนชิงจึงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"ประมุขเจียง ไม่ได้พบกันเสียนาน”
“การที่ข้าติดตามนายน้อยลู่มาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้านี้ คงไม่ได้รบกวนประมุขเจียงใช่หรือไม่?”
"ไม่เลย ไม่เลย ท่านผู้เฒ่าเถียนมาเยือนถึงที่นี่ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร" เจียงเหลียนซานกล่าว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"แต่ไม่ทราบว่า นายน้อยลู่ที่ท่านว่าคือยอดบุรุษจากที่ใดกันหรือ?"
"ก็ย่อมต้องเป็นลู่เย่... นายน้อยลู่ อย่างแน่นอนขอรับ" เถียนชิงยิ้มอย่างมีเลศนัย
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เถียนชิงก็มองไปยังเจียงเหลียนซานด้วยแววตาที่เจือไปด้วยความอิจฉา
‘ตระกูลเจียงนี่ ให้กำเนิดบุตรสาวที่ดีจริงๆ’
แม้จะฝึกยุทธ์ไม่ได้ แต่ทว่าสามีของนาง ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้นๆก็สามารถบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ได้แล้ว!
‘เจ้าหนุ่มเจียงเหลียนซานนี่ ไปสะสมบุญวาสนามามากมายขนาดไหนกัน ถึงได้หาคู่ครองที่ดีเช่นนี้ให้กับบุตรสาวของตนเองได้?’
….
‘ลู่เย่? นายน้อยลู่?’
คราวนี้ เจียงเหลียนซานถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกจริงๆ
เจ้าศิษย์รับใช้ที่นิกายเมฆาสีชาดส่งมานั่น ไปผูกสัมพันธ์กับอดีตบรรพบุรุษตระกูลเถียนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
หรือว่า...ช่วงเวลาที่ลู่เย่ไม่ได้อยู่ที่ตระกูลเจียง เขาไปตีสนิทกับอดีตบรรพบุรุษตระกูลเถียนอยู่อย่างนั้นรึ?
เจียงเหลียนซานดึงสติกลับมา ก่อนจะหัวเราะ แล้วกล่าวว่า
"อ้อ ที่แท้ก็ลู่เย่เองรึ เจ้าหนุ่มนั่นโชคดีจริงๆ ที่ได้รับการเอ็นดูจากท่านผู้เฒ่า"
เถียนชิง: “…..”
เถียรชิงรีบหันไปมองข้างหลังทันที
เมื่อไม่เห็นร่างของลู่เย่ เถียนชิงก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
‘ผู้เฒ่าอย่างข้าไปเอ็นดูเขารึ?
‘ให้เขามาเอ็นดูผู้เฒ่าอย่างข้ายังจะเข้าท่ากว่า!’
ปรมาจารย์ยุทธ์ที่อายุเพียงยี่สิบต้นๆ...ต่อให้เป็นคนโง่ก็ย่อมรู้ดีว่า การได้ติดตามคนระดับนี้ ย่อมต้องมีอนาคตที่ไกลอย่างแน่นอน
ขอเพียงแค่ลู่เย่เปรยปากออกไปเล็กน้อย ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ยินดีจะติดตามเขา แม้จะไม่ถึงกับต้องต่อคิว แต่ก็ย่อมมีมากมายจนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
ส่วนเขา เถียนชิง…นับว่าโชคดีอย่างมหาศาล ที่ได้มีโอกาสติดตามก่อนใคร
"ประมุขเจียง คำพูดเช่นนี้ ต่อไปอย่าได้พูดอีกเลย”
“ข้ากับนายน้อยลู่... เอ๊ย ลู่เย่ เป็นสหายต่างวัยกันเท่านั้น” เถียนชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เเละเมื่อ​เห็น​เช่นนี้ เจียงเหลียนซานถึงกับชะงักไปเล็กน้อย​
‘ดูท่าทางแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเถียนชิงกับเจ้าลูกเขยลู่เย่คนนั้น คงจะดีไม่น้อยเลยสินะ?’
ท่าทีของท่านผู้เฒ่าเถียนเมื่อครู่นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการให้เกียรติลู่เย่ในฐานะที่ทัดเทียมกัน
…
อีก​ด้าน ณ สวนเล็กๆของเจียงชิงเกอ
ภายใต้คำเชิญของเจียงชิงเกอ ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตกลงมาที่นี่
"เจ้า...เจ้านั่งก่อน เดี๋ยวข้าไปรินชามาให้"
หลังจากพูดจบ เจียงชิงเกอก็รีบร้อนเข้าไปในบ้าน
ภายในห้องพัก เจียงชิงเกอกำลังง่วนอยู่กับการชงชา พลางอมยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ในใจ
ทั้งๆที่เป็นเพียงคนคนเดียวที่กลับมา
แต่ไม่รู้ทำไม นางกลับรู้สึกราวกับว่า...สวนเล็กๆแห่งนี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ครู่ต่อมา นางก็เดินออกมาพร้อมกับกาน้ำชาร้อนในมือ
เจียงชิงเกอรินชาให้ลู่เย่ถ้วยหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความคาดหวังเล็กน้อยว่า
“ท่านลองดื่มดูสิ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง? หากไม่ถูกปาก ข้าจะได้เปลี่ยนใบชาให้ใหม่”
ลู่เย่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ
ทันทีที่สัมผัสริมฝีปาก กลิ่นหอมจางๆ ของชาก็อบอวลไปทั่ว ทั้งยังมีรสสัมผัสที่นุ่มนวลดุจแพรไหม
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ชงชานั้น มีความรู้ความสามารถในเรื่องศาสตร์แห่งชาอยู่พอตัว
“ไม่เลว” เขากล่าวชมสั้นๆ
“เจ้าเคยเรียนศาสตร์แห่งชามาก่อนหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็พยักหน้า พร้อมกับฉายแววละอายใจออกมาเล็กน้อย
“อืม...เคยเรียนมานิดหน่อย”
“ข้าฝึกยุทธ์ไม่ได้ จึงทำได้เพียงเรียนรู้อย่างอื่น เพื่อที่จะได้ไม่เป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว”
ดูท่าแล้ว การที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้น ช่างเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับคนคนหนึ่ง…โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทายาทของตระกูลใหญ่
ณ เวลานี้…ลู่เย่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอ้างว้างที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเจียงชิงเกอ
เมื่อทอดสายตามองไปยังนางที่ตอนนี้ดูสบายตาขึ้นไม่น้อย ลู่เย่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ยื่นมือของเจ้าออกมา ข้าขอดูหน่อย”
สาเหตุของการไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้นั้นมีอยู่หลายประการ
ตัวอย่างเช่น บางคนอาจไม่มีพรสวรรค์เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่บางคนอาจเป็นเพราะสาเหตุบางอย่าง
"เอ๊ะ?" เจียงชิงเกอถึงกับชะงักงันไป
นางจ้องมองใบหน้าของลู่เย่ ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่
เขา...เขา​รู้จักแสดงความหวังดีต่อนางตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“ดะ…ได้...ขอบคุณนะ ลู่เย่”
เมื่อได้สติกลับคืนมา เจียงชิงเกอก็รีบยื่นมืออันขาวผ่องเรียวงามของนางออกไป
นางไม่รู้ว่าลู่เย่จะตรวจดูอย่างไร ด้วยกลัวว่าแขนเสื้อจะเกะกะ เจียงชิงเกอจึงตัดสินใจดึงแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องของนางต่อหน้าลู่เย่
“เอ่อ...ทะ...ท่านดูเถอะ”
ลู่เย่เองก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาเช่นกัน ก่อนจะวางลงบนท่อนแขนของเจียงชิงเกออย่างแผ่วเบา
จากนั้นก็ส่งกระแสลมปราณระดับปรมาจารย์อันละเอียดอ่อนสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
ในชั่วพริบตานั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึก... จั๊กจี้อยู่บ้าง
มันราวกับมีกระแสความร้อนประหลาดสายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างกายของนาง แล้วก็...วิ่งวนไปมาอยู่ข้างใน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปยังใบหน้าที่ดูจริงจังของลู่เย่ที่อยู่ตรงข้าม นางก็ได้แต่ข่มกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกมา
พร้อมกัน​นั้น บนแก้มที่ซูบซีดแต่ทว่ายังคงเนียนใสนั้น ก็ค่อยๆปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมา
ลู่เย่ควบคุมลมปราณของตนให้เคลื่อนไปตามเส้นชีพจรของเจียงชิงเกอเพื่อสำรวจหาความผิดปกติ
สำหรับคนที่ไม่เคยฝึกยุทธ์ เส้นชีพจรของพวกเขาย่อมไม่เคยได้รับการฝึกฝนหรือขยายตัวจากการทะลวงด่านพลัง ดังนั้นมันจึงมีความคับแคบเป็นอย่างมาก
สถานการณ์เช่นนี้ต้องการการควบคุมพลังที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ในชั่วพริบตาสีหน้าของลู่เย่จึงดูจริงจังขึ้นไม่น้อย
เพราะถึงอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นการค้นหาสาเหตุในเส้นชีพจรของผู้อื่น… เขาจะประมาทเลินเล่อไม่ได้เด็ดขาด
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็ส่ายศีรษะเบาๆด้วยความผิดหวัง
เขาสำรวจเส้นชีพจรของเจียงชิงเกอไปจนเกือบจะทั่วแล้ว…แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆเลย
ทว่า ในขณะที่ลู่เย่กำลังจะดึงลมปราณกลับคืนมานั้นเอง…มันก็พลันมีเสียงครางแผ่วเบาหลุดออกมาจากคนตรงข้าม
"อืม... อ๊า..."
ในที่สุดเจียงชิงเกอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เสียงประหลาดนั้นได้หลุดรอดออกมาจากลำคอของนาง และเมื่อสบเข้ากับสายตาของลู่เย่ที่ตวัดมองมาในทันทีนั้น
นางก็รู้สึกราวกับใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะลุกเป็นไฟ อยากจะหาหลุมที่ไหนสักแห่งเพื่อมุดหนีไปให้พ้นๆ
‘เขากำลังช่วยเราค้นหาสาเหตุอยู่นะ...แล้วเราจะส่งเสียงแบบนั้นออกไปได้อย่างไรกัน!’
"ขอโทษนะ ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านทำต่อเถอะ..." เจียงชิงเกอก้มหน้าลงจนแทบจะชิดกับอก
โชคยังดีที่ที่นี่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย มิเช่นนั้นแล้วนางคงไม่กล้าออกไปสู้หน้าใครอีกแล้ว
ส่วนลู่เย่…
ขนาดนางยั่วยวนเขา เขายังไม่ไหวติงเลย
ดังนั้นถึงแม้จะน่าอายอยู่บ้าง แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้นางไม่อาจเผชิญหน้ากับใครได้โดยสิ้นเชิง
"ไม่ต้องแล้ว ข้าตรวจดูจนทั่วแล้ว" ลู่เย่ดึงฝ่ามือกลับ พลางส่ายศีรษะ
"ขอโทษด้วย ข้าหาสาเหตุไม่พบ"
"อะ? อ๋อ... เสร็จแล้วหรือ?" ในน้ำเสียงของเจียงชิงเกอนั้น เจือไปด้วยความผิดหวังจางๆ
ความผิดหวังนี้ไม่ใช่เพราะหาสาเหตุไม่พบ และนางยังคงฝึกยุทธ์ไม่ได้ดังเดิม
หากแต่เป็นความผิดหวังที่สภาวะที่คนทั้งสองมีสายใยเชื่อมถึงกันอยู่บางๆเช่นนี้...ได้จบลงแล้วอย่างนั้นหรือ
"แต่ถึงอย่างไร ก็ขอบคุณท่านมากนะ" เจียงชิงเกอแย้มยิ้มออกมา ก่อนจะกล่าวว่า
"เอ่อ…ท่านรอข้าสักครู่"
พูดจบ นางก็รีบร้อนเดินกลับเข้าไปในห้อง
ครู่ต่อมา เจียงชิงเกอก็เดินออกมาพร้อมกับถุงเงินใบหนึ่ง นางหยิบเงินออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า
"เอ่อ...ท่านคงเหนื่อยมาก ข้าให้ท่านร้อยตำลึงได้หรือไม่?"
"ถ้าไม่พอ...ขะ…ข้ายังเพิ่มให้อีกได้นะ"
ลู่เย่: "0__0???"
ลู่เย่รู้สึกว่าการกลับมาครั้งนี้ เจียงชิงเกอดู... มีอะไรไม่ค่อยปกติไปหน่อย
เขาไม่ได้พูดสักคำว่าจะเก็บเงิน...เเล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้รีบควักเงินออกมาให้เองแบบนี้
"ไม่ต้อง…เจ้าเก็บกลับไปเถอะ" ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ เจียงชิงเกอก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย
"รับไว้เถอะ ท่านอุตส่าห์ลงแรงช่วยข้าแล้ว"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าที่เจือไปด้วยความเว้าวอนออกมา
"ข้าขอร้องล่ะนะ"
จากพฤติกรรมของลู่เย่ที่ผ่านมา ทำให้นางรู้ดีว่าลู่เย่ขาดแคลนเงิน
เพราะเขาเคย...เอ่ยปากขอยืมเงินจากนางมาก่อน
(จบตอน)