เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว

บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว

บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว


บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว

“ขอบคุณมากขอรับ” เฉินปู้ฟานรีบกล่าวขอบคุณพลางพาหลิ่วหรูเยียนนั่งลง

….

“สหายทั้งสอง หรือว่าพวกท่านก็จะไปที่เมืองหุบเขาทมิฬเช่นกัน?” เฉินปู้ฟานเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

“ไปเมืองหุบเขาทมิฬทำไมกัน? ดินแดนลับหุบเขาทมิฬปิดไปแล้วไม่ใช่หรือ” ลู่เย่รู้สึกสงสัยทันที

หากว่าเป็นช่วงก่อนหน้าที่ดินแดนลับจะเปิด การรีบเดินทางไปที่นั่นก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ตอนนี้มันปิดไปแล้ว เหตุใดถึงยังมุ่งหน้าไปที่นั่นกันอีก

ยิ่งไปกว่านั้น คนทั้งสองนี้ก็ยังไม่ถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยซ้ำ

“ดินแดนลับปิดไปแล้วนั่นก็ใช่ขอรับ แต่ว่าที่ข้าไปก็ไม่ใช่เพื่อดินแดนลับหรอก เพราะพลังฝีมือของข้ายังไม่เพียงพอ”

“ที่เดินทางไปครั้งนี้ ก็เพราะว่าได้ยินมาว่า ในดินแดนลับมีคนทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้จริงๆ…ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนตอนเหนือของซวนโจวเลยทีเดียว”

“ดังนั้นในตอนนี้ น่าจะมีคนอีกไม่น้อยที่คิดเหมือนข้า และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหุบเขาทมิฬกันอยู่”

“ส่วนคุณหนูหรูเยียน ข้าเพิ่งจะรู้จักกับนางระหว่างทาง...จริงสิ คุณหนูหรูเยียน ท่านยังไม่ได้บอกเลยนี่ว่าจะไปที่ใด”

ลู่เย่: “…..”

การบรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ สำหรับตัวเขาเองแล้วมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายธรรมดามาก

ดังนั้น เขาจึงไม่คิดเลยว่ามันจะสามารถปลุกกระแสความสนใจได้มากมายถึงเพียงนี้

แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ มันก็พอจะเข้าใจได้

ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็เปรียบเสมือน “ดารา” ในชาติก่อนของเขา

แค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถดึงดูดผู้คนให้ติดตามคลั่งไคล้ได้นับไม่ถ้วน

ดูท่าทางแล้ว ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เมืองหุบเขาทมิฬคงจะคึกคักขึ้นมาอีกพักใหญ่เลยทีเดียว

เมื่อเห็นเฉินปู้ฟานเอาแต่จ้องมองปลาย่างในมือของตนเป็นพักๆ ขณะที่พูดคุยกัน

ลู่เย่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นปลาให้เขาตัวหนึ่ง

“ให้เจ้า”

เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็ยอมควักผลึกปราณออกมาถึงสองชิ้นเพื่อขอยืมกองไฟ การให้ปลาตัวหนึ่งก็ไม่นับว่าเกินเลยไป

เมื่อเห็นดังนั้น เฉินปู้ฟานก็แสดงสีหน้ายินดีออกมาพลางกล่าว

“ขอบคุณมากสหาย…เอ้อ ยังไม่ได้เรียนถามนามของทั้งสองท่านเลย?”

“ลู่เย่ ส่วนนางชื่อเฉินหลิงเซียง” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ที่แท้ก็คือคุณชายลู่กับคุณหนูเฉินนี่เอง”

เฉินปู้ฟานรีบประสานหมัดคารวะ พลางยื่นปลาย่างในมือของตนให้กับหลิ่วหรูเยียนที่อยู่ข้างๆ

“คุณหนูหรูเยียนเดินทางมาทั้งวัน คงจะหิวแล้ว ท่านลองชิมดูสิ”

เมื่อมองไปยังเฉินปู้ฟาน ลู่เย่ก็รู้ได้ในทันทีว่าคนทั้งสองนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ใช่คนจากดินแดนทางเหนือ

เพราะชื่อของเขาในตอนนี้ยังไม่มีคนในดินแดนทางเหนือรู้จักมากนัก แต่สำหรับชื่อของเฉินหลิงเซียงแล้ว หากเป็นคนที่เกิดและเติบโตในดินแดนทางเหนือ ก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย

เพราะอย่างไรเสีย นางก็มีตำแหน่งเป็นถึงทายาทตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ และยังเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในรัศมีหลายพันลี้ค้ำคออยู่

….

เมื่อมองดูเฉินปู้ฟานที่ยื่นปลาย่างเข้ามาให้ด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น หลิ่วหรูเยียนก็เผยรอยยิ้มอันเย้ายวนออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย

“ขอบคุณคุณชายเฉินเจ้าค่ะ หรูเยียนหิวจริงๆ แต่ว่าท่านก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่คะ...”

ทันใดนั้นเอง ลู่เย่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจิบชาอยู่ไม่มีผิด…กลิ่นชามันหอมฟุ้งตลบอบอวลไปหมด

(สำนวนจีน "กลิ่นชา" สื่อถึงผู้หญิงที่ดูภายนอกใสซื่อ แต่จริงๆ แล้วเสแสร้งและมีเล่ห์เหลี่ยม)

เฉินปู้ฟานตบหน้าอกตัวเองพลางกล่าว

“ไม่เป็นไรขอรับ คุณหนูหรูเยียน ท่านกินเถอะ ข้ากินนี่ก็พอแล้ว...”

เมื่อเห็นปลาย่างถูกเปลี่ยนมือไปในชั่วพริบตา ลู่เย่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

เพราะเขาได้มอบมันให้กับเฉินปู้ฟานไปแล้ว ดังนั้นเฉินปู้ฟานย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับมันอย่างไรก็ได้

เพียงแต่... เฉินปู้ฟานที่ดูท่าทางจะร่ำรวยคนนี้ กลับมีคุณสมบัติของ ‘ลูกหมา’ แฝงอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?

…..

เเละหลังจากรับปลาย่างมา คาดไม่ถึงเลยว่าหลิ่วหรูเยียนจะหันไปขอบคุณลู่เย่ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง

“ขอบคุณคุณชายลู่ ที่อุตส่าห์ย่างปลาได้อร่อยถึงเพียงนี้ ลำบากท่านแล้วนะเจ้าคะ” กล่าวจบนางก็ส่งยิ้มหวานยั่วยวนให้เขา

เฉินหลิงเซียงที่เงียบมาตลอดเหลือบตามองลู่เย่แวบหนึ่ง ก่อนจะแอบหัวเราะออกมาเบาๆ

ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน เฉินหลิงเซียงสัมผัสได้ว่า…ตอนที่มองลู่เย่ ในแววตาของผู้หญิงที่ชื่อหลิ่วหรูเยียนคนนี้ เคยมีประกายแห่งความปรารถนาวูบผ่านไปครั้งหนึ่ง

ราวกับอยากจะจับลู่เย่กลืนลงท้องไปทั้งตัว

แต่ว่า...เฉินหลิงเซียงก็หันไปมองลู่เย่เช่นกัน...

สำหรับลู่เย่นั้น….หน้าตาของเขาก็ไม่เลวจริงๆนั่นแหละนะ

“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เจ้าขอบคุณคุณชายเฉินปู้ฟานก็พอ”

และในตอนนั้นเอง สิ่งที่เฉินปู้ฟานพูดว่า “ข้ากินนี่ก็พอแล้ว” ก็ถูกหยิบออกมาในที่สุด

เดิมทีทุกคนรวมถึงหลิ่วหรูเยียนต่างก็คิดว่าการที่เฉินปู้ฟานยอมสละปลาย่างให้นางนั้น ตัวเขาเองก็คงจะกินเสบียงแห้งที่พกติดตัวมาแทน

ซึ่งเสบียงแห้งแข็งๆนั่น ย่อมไม่อร่อยเท่าปลาย่างหอมกรุ่นอย่างแน่นอน

แต่ทว่าหลังจากที่ได้เห็นของที่เฉินปู้ฟานหยิบออกมาอย่างชัดเจน ลู่เย่ก็ถึงกับขมวดคิ้ว

ส่วนเฉินหลิงเซียงและหลิ่วหรูเยียนที่อยู่อีกฝั่งก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นไปอีก

เพราะมันคือ…สมุนไพรวิญญาณระดับสาม!

สิ่งที่อยู่ในมือของเฉินปู้ฟาน กลับกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับสามที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์!

พลังโอสถอันเข้มข้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน ทำให้สมุนไพรทั้งต้นส่งกลิ่นหอมจางๆออกมา

หลิ่วหรูเยียนเบิกตามองสมุนไพรวิญญาณระดับสามในมือของเฉินปู้ฟาน สลับกับปลาย่างในมือของตัวเอง...

ให้ตายเถอะ...โมโหจะบ้าตายอยู่แล้ว!

ลูกหมาเขาเป็นกันอย่างนี้เรอะ?!

ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องเป็นลูกหมายังไง ก็อย่าเสนอหน้าออกมาทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ไหม?!

ในชั่วขณะนั้น หลิ่วหรูเยียนก็หมดความอยากอาหารกับปลาย่างในมือไปโดยสิ้นเชิง

แม้กระทั่งลู่เย่และเฉินหลิงเซียงเอง เมื่อสบตากันในตอนนี้ สีหน้าของทั้งคู่ก็ดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย

นี่ไม่ใช่ลูกหมาหรอกหรือ... แต่ว่าการกระทำในตอนนี้มันเหมือนกับการเอามีดไปแทงที่หัวใจของหลิ่วหรูเยียนชัดๆ

จากนั้น ทุกคนก็ได้เห็นเฉินปู้ฟานกัดสมุนไพรวิญญาณต้นนั้นเข้าไปคำเดียวถึงครึ่งต้น เเละภาพนี้ทำให้ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

สมุนไพรวิญญาณระดับสามนั้นมีไว้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ ดังนั้นหากคนขอบเขตเหนือสวรรค์เป็นคนกิน ก็ยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ปกติ

ทว่าเฉินปู้ฟานเป็นเพียงคนขอบเขตปราณก่อกำเนิด ตามหลักการแล้วเขาไม่น่าจะทนรับพลังโอสถที่มหาศาลขนาดนั้นได้

ส่วนเรื่องที่ว่าเขาสามารถหยิบสมุนไพรวิญญาณระดับสามออกมาได้ ประกอบกับเรื่องที่ใช้ผลึกปราณเพื่อขอยืมกองไฟก่อนหน้านี้

นั่นก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์คำคาดเดาของลู่เย่ ว่าพื้นเพของเฉินปู้ฟานคนนี้คงจะไม่ธรรมดาจริงๆ

….

หลังจากกัดสมุนไพรวิญญาณไปคำหนึ่ง เฉินปู้ฟานก็หันไปมองหลิ่วหรูเยียน

เมื่อมองใบหน้าที่ดูเหมือนจะเริ่มเขียวคล้ำขึ้นมาของหลิ่วหรูเยียน เฉินปู้ฟานก็เอ่ยถามอย่างสงสัยทันที

“คุณหนูหรูเยียน โชคดีที่ข้าพกเสบียงแห้งติดตัวมาด้วย”

‘เสบียงเเห้งบ้านเเกสิ!!’ หลิ่วหรูเยียนคำรามอยู่ในใจ

“คุณชายเฉิน ไม่นึกเลยว่าท่านจะพกเสบียงแห้งแบบนี้ติดตัวมาด้วย” ลู่เย่กล่าวพลางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

ชายคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ ดูเผินๆเหมือนจะเป็นลูกหมา แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว

อย่างน้อยที่สุด ปลาย่างน่ะให้จริง แต่สมุนไพรวิญญาณ...อย่าหวังเลย

“ข้ากินจุไปหน่อย เวลาออกมาข้างนอกหาอะไรกินไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นเลยพกเสบียงแห้งมานิดหน่อย ทำให้พวกท่านต้องหัวเราะเยาะแล้ว” เฉินปู้ฟานกล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อย

ขณะที่คนทั้งสี่พูดคุยกันไปเรื่อยๆ เวลาก็ค่อยๆ ผ่านไป

ในช่วงเวลานั้นเอง หลิ่วหรูเยียนก็พูดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่แล้วนางก็ไม่สนใจเฉินปู้ฟานอีกเลย แต่กลับหันมาให้ความสนใจในตัวลู่เย่แทน

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เฉินปู้ฟานได้แต่เกาศีรษะตัวเอง ไม่เข้าใจเลยว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดไป

ปลาย่างตัวนั้นหอมขนาดนั้น เขาเองก็อยากกินมาก แต่ก็ยังยอมมอบให้กับหลิ่วหรูเยียน…แล้วทำไมถึงดูเหมือนว่าจะทำให้คุณหนูหรูเยียนไม่พอใจได้ล่ะ?

เมื่อรัตติกาลล่วงลึก ลู่เย่จึงกล่าวขึ้น

“ไกล้เช้าแล้ว ทุกท่านรีบพักผ่อนกันเถอะ”

ตั้งแต่ตอนที่เริ่มก่อไฟ ลู่เย่และเฉินหลิงเซียงก็ได้นำเต็นท์ออกมาจากแหวนมิติและกางเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ส่วนอีกฝั่งของกองไฟ ก็เป็นเต็นท์ของหลิ่วหรูเยียนและเฉินปู้ฟาน

เมื่อเข้าไปในเต็นท์ ลู่เย่ไม่ได้เลือกที่จะนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร เพราะมีคนอื่นอยู่ใกล้ๆการเคลื่อนไหวจะดังเกินไป

แต่กลับเลือกที่จะฝึกฝนวิชาผนึกโบราณสี่จตุรเทพโดยการจินตภาพเงาของหงส์เพลิงและเต่าดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจในความลึกซึ้งของมัน

ยามเที่ยงคืน ท่ามกลางป่ารกร้างที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงที่ไม่รู้จักชื่อร้องขึ้นมาเป็นครั้งคราว ยิ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศที่น่าขนลุกขึ้นอีกสองส่วน

และในตอนนั้นเอง จากเต็นท์หลังหนึ่ง ก็มีร่างเงาสายหนึ่ง พลันเคลื่อนตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว