- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว
บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว
บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว
บทที่ 93 : หลิ่วหรูเยียนผู้โกรธเกรี้ยว
“ขอบคุณมากขอรับ” เฉินปู้ฟานรีบกล่าวขอบคุณพลางพาหลิ่วหรูเยียนนั่งลง
….
“สหายทั้งสอง หรือว่าพวกท่านก็จะไปที่เมืองหุบเขาทมิฬเช่นกัน?” เฉินปู้ฟานเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“ไปเมืองหุบเขาทมิฬทำไมกัน? ดินแดนลับหุบเขาทมิฬปิดไปแล้วไม่ใช่หรือ” ลู่เย่รู้สึกสงสัยทันที
หากว่าเป็นช่วงก่อนหน้าที่ดินแดนลับจะเปิด การรีบเดินทางไปที่นั่นก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ตอนนี้มันปิดไปแล้ว เหตุใดถึงยังมุ่งหน้าไปที่นั่นกันอีก
ยิ่งไปกว่านั้น คนทั้งสองนี้ก็ยังไม่ถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยซ้ำ
“ดินแดนลับปิดไปแล้วนั่นก็ใช่ขอรับ แต่ว่าที่ข้าไปก็ไม่ใช่เพื่อดินแดนลับหรอก เพราะพลังฝีมือของข้ายังไม่เพียงพอ”
“ที่เดินทางไปครั้งนี้ ก็เพราะว่าได้ยินมาว่า ในดินแดนลับมีคนทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้จริงๆ…ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนตอนเหนือของซวนโจวเลยทีเดียว”
“ดังนั้นในตอนนี้ น่าจะมีคนอีกไม่น้อยที่คิดเหมือนข้า และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหุบเขาทมิฬกันอยู่”
“ส่วนคุณหนูหรูเยียน ข้าเพิ่งจะรู้จักกับนางระหว่างทาง...จริงสิ คุณหนูหรูเยียน ท่านยังไม่ได้บอกเลยนี่ว่าจะไปที่ใด”
ลู่เย่: “…..”
การบรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ สำหรับตัวเขาเองแล้วมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายธรรมดามาก
ดังนั้น เขาจึงไม่คิดเลยว่ามันจะสามารถปลุกกระแสความสนใจได้มากมายถึงเพียงนี้
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ มันก็พอจะเข้าใจได้
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็เปรียบเสมือน “ดารา” ในชาติก่อนของเขา
แค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถดึงดูดผู้คนให้ติดตามคลั่งไคล้ได้นับไม่ถ้วน
ดูท่าทางแล้ว ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เมืองหุบเขาทมิฬคงจะคึกคักขึ้นมาอีกพักใหญ่เลยทีเดียว
เมื่อเห็นเฉินปู้ฟานเอาแต่จ้องมองปลาย่างในมือของตนเป็นพักๆ ขณะที่พูดคุยกัน
ลู่เย่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นปลาให้เขาตัวหนึ่ง
“ให้เจ้า”
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็ยอมควักผลึกปราณออกมาถึงสองชิ้นเพื่อขอยืมกองไฟ การให้ปลาตัวหนึ่งก็ไม่นับว่าเกินเลยไป
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินปู้ฟานก็แสดงสีหน้ายินดีออกมาพลางกล่าว
“ขอบคุณมากสหาย…เอ้อ ยังไม่ได้เรียนถามนามของทั้งสองท่านเลย?”
“ลู่เย่ ส่วนนางชื่อเฉินหลิงเซียง” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ที่แท้ก็คือคุณชายลู่กับคุณหนูเฉินนี่เอง”
เฉินปู้ฟานรีบประสานหมัดคารวะ พลางยื่นปลาย่างในมือของตนให้กับหลิ่วหรูเยียนที่อยู่ข้างๆ
“คุณหนูหรูเยียนเดินทางมาทั้งวัน คงจะหิวแล้ว ท่านลองชิมดูสิ”
เมื่อมองไปยังเฉินปู้ฟาน ลู่เย่ก็รู้ได้ในทันทีว่าคนทั้งสองนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ใช่คนจากดินแดนทางเหนือ
เพราะชื่อของเขาในตอนนี้ยังไม่มีคนในดินแดนทางเหนือรู้จักมากนัก แต่สำหรับชื่อของเฉินหลิงเซียงแล้ว หากเป็นคนที่เกิดและเติบโตในดินแดนทางเหนือ ก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย
เพราะอย่างไรเสีย นางก็มีตำแหน่งเป็นถึงทายาทตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ และยังเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในรัศมีหลายพันลี้ค้ำคออยู่
….
เมื่อมองดูเฉินปู้ฟานที่ยื่นปลาย่างเข้ามาให้ด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น หลิ่วหรูเยียนก็เผยรอยยิ้มอันเย้ายวนออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย
“ขอบคุณคุณชายเฉินเจ้าค่ะ หรูเยียนหิวจริงๆ แต่ว่าท่านก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่คะ...”
ทันใดนั้นเอง ลู่เย่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจิบชาอยู่ไม่มีผิด…กลิ่นชามันหอมฟุ้งตลบอบอวลไปหมด
(สำนวนจีน "กลิ่นชา" สื่อถึงผู้หญิงที่ดูภายนอกใสซื่อ แต่จริงๆ แล้วเสแสร้งและมีเล่ห์เหลี่ยม)
เฉินปู้ฟานตบหน้าอกตัวเองพลางกล่าว
“ไม่เป็นไรขอรับ คุณหนูหรูเยียน ท่านกินเถอะ ข้ากินนี่ก็พอแล้ว...”
เมื่อเห็นปลาย่างถูกเปลี่ยนมือไปในชั่วพริบตา ลู่เย่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
เพราะเขาได้มอบมันให้กับเฉินปู้ฟานไปแล้ว ดังนั้นเฉินปู้ฟานย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับมันอย่างไรก็ได้
เพียงแต่... เฉินปู้ฟานที่ดูท่าทางจะร่ำรวยคนนี้ กลับมีคุณสมบัติของ ‘ลูกหมา’ แฝงอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?
…..
เเละหลังจากรับปลาย่างมา คาดไม่ถึงเลยว่าหลิ่วหรูเยียนจะหันไปขอบคุณลู่เย่ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง
“ขอบคุณคุณชายลู่ ที่อุตส่าห์ย่างปลาได้อร่อยถึงเพียงนี้ ลำบากท่านแล้วนะเจ้าคะ” กล่าวจบนางก็ส่งยิ้มหวานยั่วยวนให้เขา
เฉินหลิงเซียงที่เงียบมาตลอดเหลือบตามองลู่เย่แวบหนึ่ง ก่อนจะแอบหัวเราะออกมาเบาๆ
ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน เฉินหลิงเซียงสัมผัสได้ว่า…ตอนที่มองลู่เย่ ในแววตาของผู้หญิงที่ชื่อหลิ่วหรูเยียนคนนี้ เคยมีประกายแห่งความปรารถนาวูบผ่านไปครั้งหนึ่ง
ราวกับอยากจะจับลู่เย่กลืนลงท้องไปทั้งตัว
แต่ว่า...เฉินหลิงเซียงก็หันไปมองลู่เย่เช่นกัน...
สำหรับลู่เย่นั้น….หน้าตาของเขาก็ไม่เลวจริงๆนั่นแหละนะ
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เจ้าขอบคุณคุณชายเฉินปู้ฟานก็พอ”
และในตอนนั้นเอง สิ่งที่เฉินปู้ฟานพูดว่า “ข้ากินนี่ก็พอแล้ว” ก็ถูกหยิบออกมาในที่สุด
เดิมทีทุกคนรวมถึงหลิ่วหรูเยียนต่างก็คิดว่าการที่เฉินปู้ฟานยอมสละปลาย่างให้นางนั้น ตัวเขาเองก็คงจะกินเสบียงแห้งที่พกติดตัวมาแทน
ซึ่งเสบียงแห้งแข็งๆนั่น ย่อมไม่อร่อยเท่าปลาย่างหอมกรุ่นอย่างแน่นอน
แต่ทว่าหลังจากที่ได้เห็นของที่เฉินปู้ฟานหยิบออกมาอย่างชัดเจน ลู่เย่ก็ถึงกับขมวดคิ้ว
ส่วนเฉินหลิงเซียงและหลิ่วหรูเยียนที่อยู่อีกฝั่งก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นไปอีก
เพราะมันคือ…สมุนไพรวิญญาณระดับสาม!
สิ่งที่อยู่ในมือของเฉินปู้ฟาน กลับกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับสามที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์!
พลังโอสถอันเข้มข้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน ทำให้สมุนไพรทั้งต้นส่งกลิ่นหอมจางๆออกมา
หลิ่วหรูเยียนเบิกตามองสมุนไพรวิญญาณระดับสามในมือของเฉินปู้ฟาน สลับกับปลาย่างในมือของตัวเอง...
ให้ตายเถอะ...โมโหจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ลูกหมาเขาเป็นกันอย่างนี้เรอะ?!
ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องเป็นลูกหมายังไง ก็อย่าเสนอหน้าออกมาทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ไหม?!
ในชั่วขณะนั้น หลิ่วหรูเยียนก็หมดความอยากอาหารกับปลาย่างในมือไปโดยสิ้นเชิง
แม้กระทั่งลู่เย่และเฉินหลิงเซียงเอง เมื่อสบตากันในตอนนี้ สีหน้าของทั้งคู่ก็ดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่ลูกหมาหรอกหรือ... แต่ว่าการกระทำในตอนนี้มันเหมือนกับการเอามีดไปแทงที่หัวใจของหลิ่วหรูเยียนชัดๆ
จากนั้น ทุกคนก็ได้เห็นเฉินปู้ฟานกัดสมุนไพรวิญญาณต้นนั้นเข้าไปคำเดียวถึงครึ่งต้น เเละภาพนี้ทำให้ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
สมุนไพรวิญญาณระดับสามนั้นมีไว้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ ดังนั้นหากคนขอบเขตเหนือสวรรค์เป็นคนกิน ก็ยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ปกติ
ทว่าเฉินปู้ฟานเป็นเพียงคนขอบเขตปราณก่อกำเนิด ตามหลักการแล้วเขาไม่น่าจะทนรับพลังโอสถที่มหาศาลขนาดนั้นได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขาสามารถหยิบสมุนไพรวิญญาณระดับสามออกมาได้ ประกอบกับเรื่องที่ใช้ผลึกปราณเพื่อขอยืมกองไฟก่อนหน้านี้
นั่นก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์คำคาดเดาของลู่เย่ ว่าพื้นเพของเฉินปู้ฟานคนนี้คงจะไม่ธรรมดาจริงๆ
….
หลังจากกัดสมุนไพรวิญญาณไปคำหนึ่ง เฉินปู้ฟานก็หันไปมองหลิ่วหรูเยียน
เมื่อมองใบหน้าที่ดูเหมือนจะเริ่มเขียวคล้ำขึ้นมาของหลิ่วหรูเยียน เฉินปู้ฟานก็เอ่ยถามอย่างสงสัยทันที
“คุณหนูหรูเยียน โชคดีที่ข้าพกเสบียงแห้งติดตัวมาด้วย”
‘เสบียงเเห้งบ้านเเกสิ!!’ หลิ่วหรูเยียนคำรามอยู่ในใจ
“คุณชายเฉิน ไม่นึกเลยว่าท่านจะพกเสบียงแห้งแบบนี้ติดตัวมาด้วย” ลู่เย่กล่าวพลางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ชายคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ ดูเผินๆเหมือนจะเป็นลูกหมา แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว
อย่างน้อยที่สุด ปลาย่างน่ะให้จริง แต่สมุนไพรวิญญาณ...อย่าหวังเลย
“ข้ากินจุไปหน่อย เวลาออกมาข้างนอกหาอะไรกินไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นเลยพกเสบียงแห้งมานิดหน่อย ทำให้พวกท่านต้องหัวเราะเยาะแล้ว” เฉินปู้ฟานกล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อย
ขณะที่คนทั้งสี่พูดคุยกันไปเรื่อยๆ เวลาก็ค่อยๆ ผ่านไป
ในช่วงเวลานั้นเอง หลิ่วหรูเยียนก็พูดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่แล้วนางก็ไม่สนใจเฉินปู้ฟานอีกเลย แต่กลับหันมาให้ความสนใจในตัวลู่เย่แทน
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เฉินปู้ฟานได้แต่เกาศีรษะตัวเอง ไม่เข้าใจเลยว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดไป
ปลาย่างตัวนั้นหอมขนาดนั้น เขาเองก็อยากกินมาก แต่ก็ยังยอมมอบให้กับหลิ่วหรูเยียน…แล้วทำไมถึงดูเหมือนว่าจะทำให้คุณหนูหรูเยียนไม่พอใจได้ล่ะ?
เมื่อรัตติกาลล่วงลึก ลู่เย่จึงกล่าวขึ้น
“ไกล้เช้าแล้ว ทุกท่านรีบพักผ่อนกันเถอะ”
ตั้งแต่ตอนที่เริ่มก่อไฟ ลู่เย่และเฉินหลิงเซียงก็ได้นำเต็นท์ออกมาจากแหวนมิติและกางเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ส่วนอีกฝั่งของกองไฟ ก็เป็นเต็นท์ของหลิ่วหรูเยียนและเฉินปู้ฟาน
เมื่อเข้าไปในเต็นท์ ลู่เย่ไม่ได้เลือกที่จะนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร เพราะมีคนอื่นอยู่ใกล้ๆการเคลื่อนไหวจะดังเกินไป
แต่กลับเลือกที่จะฝึกฝนวิชาผนึกโบราณสี่จตุรเทพโดยการจินตภาพเงาของหงส์เพลิงและเต่าดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจในความลึกซึ้งของมัน
ยามเที่ยงคืน ท่ามกลางป่ารกร้างที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงที่ไม่รู้จักชื่อร้องขึ้นมาเป็นครั้งคราว ยิ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศที่น่าขนลุกขึ้นอีกสองส่วน
และในตอนนั้นเอง จากเต็นท์หลังหนึ่ง ก็มีร่างเงาสายหนึ่ง พลันเคลื่อนตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ
(จบตอน)