- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 88 : เจ้าคนน่ารังเกียจคนนั้น...จะกลับมาตระกูลเจียงได้อย่างไร?
บทที่ 88 : เจ้าคนน่ารังเกียจคนนั้น...จะกลับมาตระกูลเจียงได้อย่างไร?
บทที่ 88 : เจ้าคนน่ารังเกียจคนนั้น...จะกลับมาตระกูลเจียงได้อย่างไร?
บทที่ 88 : เจ้าคนน่ารังเกียจคนนั้น...จะกลับมาตระกูลเจียงได้อย่างไร?
รุ่งเช้าของวันต่อมา ทั้งสองก็ออกเดินทางกันต่อ
แต่เพราะเหตุการณ์ที่ได้พบเจอเมื่อคืนวาน ทำให้ลู่เย่คาดการณ์ได้ว่า ภาคเหนือคงจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความโกลาหลอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้า
เขาจึงหมดอารมณ์ที่จะเดินทางกลับอย่างเชื่องช้าอีกต่อไป และเร่งความเร็วเต็มพิกัดมุ่งตรงไปยังเมืองเมฆาใบไม้ทันที
…
ในขณะเดียวกันนั้น
ช่วงสายของวัน เฉินหลิงเซียงหลังจากที่ฝึกฝนเสร็จแล้ว ก็หยิบป้ายหยกสองชิ้นที่มีคุณภาพดีเยี่ยมออกมา
นี่คือป้ายหยกสื่อสารที่เฉินหลิงเซียงตั้งใจทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อมาโดยเฉพาะ ภายในสลักไว้ด้วยค่ายกลอันซับซ้อน ซึ่งผู้ที่ครอบครองมันสามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้ข้างในเพื่อใช้ในการสื่อสารทางไกลได้
ของสิ่งนี้ก็เหมือนกับแหวนมิติ ตรงที่มีราคาค่อนข้างสูง
แม้ว่าแต่ละชิ้นจะถูกกว่าแหวนมิติอยู่มาก แต่ถึงกระนั้นคนธรรมดาทั่วไปก็ไม่มีปัญญาหามาใช้ได้อยู่ดี
“ให้ลู่เย่ชิ้นหนึ่ง ข้าเก็บไว้ชิ้นหนึ่ง ถึงตอนนั้นก็จะได้ติดต่อกันได้แล้ว” เฉินหลิงเซียงรำพึงในใจอย่างยินดี
…
ณ ลานเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง
ณ เวลานี้ เจียงชิงเกอนั่งอยู่ในสวนด้วยอาการเหม่อลอย
เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ซูหว่านแห่งนิกายเมฆาสีชาดยังอยู่ ลานแห่งนี้ก็ยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง…แต่บัดนี้ กลับดูเหมือนจะคืนสู่สภาพที่เงียบเหงาวังเวงดังเดิม
เธอก้มมองม้านั่งหินใต้ร่าง พลันนึกขึ้นได้ว่า ตำแหน่งนี้...ดูเหมือนจะเป็นที่ที่ลู่เย่ชอบมานั่งทำสมาธิอยู่เป็นประจำ
หลายวันที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่เธอมานั่งเล่นในสวนเล็กๆแห่งนี้ เจียงชิงเกอก็ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เธอมักจะเดินมานั่งตรงตำแหน่งนี้โดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
เดิมทีเธอคิดว่าการจากไปที่ลู่เย่พูดถึงนั้น อย่างมากก็แค่สิบวันครึ่งเดือน อย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับมาเยี่ยมบ้านตระกูลเจียงบ้าง
ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่า พอเขาไปแล้ว...ก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเจียงชิงเกอก็พลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
‘หรือว่าการอยู่ร่วมกันมาตลอดหนึ่งปีนี้ จะไม่ได้ทิ้งความทรงจำที่น่าจดจำไว้ในใจของเขาเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ?’
….
และในตอนนั้นเอง ก็มีสาวใช้เข้ามาแจ้งว่า นายน้อยหลิว...หลิวฮ่าวเสียง มาขอเข้าพบที่จวน
เจียงชิงเกอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าจะฉายแววรำคาญใจออกมาอย่างชัดเจน
ชายผู้นี้เป็นคนของสำนักยุทธ์เทียนเซี่ยที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในเมือง
ได้ยินมาว่าเป็นถึงศิษย์เอกของเจ้าสำนัก อีกทั้งเจ้าสำนักของเขาก็มีข่าวลือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์เสียด้วย!
ซึ่งในบรรดาสำนักยุทธ์ด้วยกันแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นหลังจากที่สร้างเสร็จ สำนักแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในเมืองเมฆาใบไม้แทบจะในทันที
หากเป็นเมื่อก่อน เจียงชิงเกอไม่มีทางอยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนประเภทนี้อย่างแน่นอน
แต่ทว่าในยามนี้ที่ท่านบรรพบุรุษไม่อยู่ ทั้งยังเคยทนรับความอัปยศอดสูมามากมายถึงขั้นยอมแต่งงานไปแล้ว บัดนี้ย่อมไม่อาจทำอะไรตามใจตัวเองได้อีก
เพราะถึงอย่างไรเสีย เขาก็แค่มาขอพบเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสำนักของเขามีความแข็งแกร่ง นอกจากจะมีสำนักยุทธ์เป็นของตนเองแล้ว ก็ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในบางด้าน ตระกูลเจียงเองก็มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพวกเขาเช่นกัน
เจียงชิงเกอเก็บซ่อนอารมณ์ของตนเองไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"นำทางไป"
แน่นอนว่าเธอไม่มีทางเชิญหลิวฮ่าวเสียงเข้ามาในสวนส่วนตัวของเธอเป็นอันขาด
….
ครู่ต่อมา ณ โถงรับรองแห่งหนึ่งในจวนตระกูลเจียง
ภายในห้องโถงนั้น มีชายหนุ่มหน้ายาวคนหนึ่งนั่งรออยู่
เเละเมื่อได้เห็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียงค่อยๆก้าวเข้ามา แววตาของเขาก็พลันฉายประกายแห่งความลุ่มหลงออกมาในทันที
‘สมแล้วที่เป็นนางฟ้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาใบไม้ หากนับเฉพาะรูปลักษณ์แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมนางได้จริงๆ’
สำนักยุทธ์เทียนเซี่ยเป็นสำนักที่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง ในวันเปิดสำนัก ตระกูลเจียงก็ได้ส่งคนจากสายหลักไปร่วมแสดงความยินดีด้วยสองสามคน
และในครั้งแรกที่ได้พบกับเจียงชิงเกอ หลิวฮ่าวเสียงก็ตกหลุมรักนางในทันที
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมักจะหาข้ออ้างต่างๆนานาเพื่อมาที่ตระกูลเจียงอยู่บ่อยครั้ง
"ข้ามาโดยไม่ได้เชื้อเชิญ หวังว่าคุณหนูชิงเกอจะไม่ถือสานะ" หลิวฮ่าวเสียงเอ่ยขึ้น พลางคิดว่าตนเองนั้นช่างดูดีมีมาดเสียเหลือเกิน
‘ถ้าท่านไม่มาสิ ข้าถึงจะไม่ถือสาจริงๆ’ เจียงชิงเกอได้แต่รำพึงในใจอย่างอ่อนแรง
ในวินาทีนั้น เมื่อมองไปยังหลิวฮ่าวเสียงที่กำลังยิ้มจนหน้าบานเป็นจานกระด้ง
เจียงชิงเกอก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ลู่เย่กลับดูสบายตากว่ากันเยอะเลย
อย่างน้อยในเรื่องของหน้าตา ลู่เย่ก็กินขาดไปอย่างสิ้นเชิง
แม้กระทั่งในเรื่องของบุคลิกท่าทางก็เช่นกัน ถึงแม้พื้นเพของเขาจะไม่ดี แต่เขากลับรู้จักวางตัวอย่างเหมาะสมมาโดยตลอด
กระทั่งบางครั้งที่เธอพยายามยั่วยวนเขา...เจ้าลู่เย่บ้าคนนั้นก็ยังคงไม่ไหวติง!
น่าเสียดายที่ตอนนั้นพอได้ยินเรื่องการแต่งงานอย่างกะทันหัน เธอก็พลั่งเผลอทำอะไรผิดพลาดลงไป...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาที่เคยสดใสของเจียงชิงเกอก็พลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อหลิวฮ่าวเสียงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเห็นเจียงชิงเกอที่งดงามราวกับเทพธิดาพลันมีท่าทีเศร้าสร้อยลง เขาก็รู้สึกราวกับหัวใจจะถูกบีบไปด้วย
"คุณหนูชิงเกอ ท่านเป็นอะไรไป? มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือ?" หลิวฮ่าวเสียงรีบเอ่ยเอาใจในทันที
"หากมีเรื่องอะไร บอกข้าได้เลย! แม้ข้าหลิวฮ่าวเสียงจะไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย ตอนนี้อาจจะมีพลังแค่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่หก แต่เมื่อเห็นแก่หน้าอาจารย์…ข้าก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง"
แม้ปากจะบอกว่าตนเองไม่ได้เรื่อง ทว่าสีหน้าของหลิวฮ่าวเสียงกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
ด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปี แต่กลับมีพลังถึงขอบเขต​ปราณก่อกำเนิดขั้นที่หกแล้ว ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นที่เจ็ด!
ด้วยฝีมือระดับนี้ หากไปอยู่ที่เมืองอื่น ก็แข็งแกร่งพอที่จะเปิดสำนักยุทธ์เป็นของตัวเองได้อย่างสบายๆ
พรสวรรค์ระดับนี้อาจจะเทียบกับอัจฉริยะชื่อดังแห่งภาคเหนืออย่างเฉินหลิงเซียงหรือซูหว่านไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปส่วนใหญ่แล้ว ก็นับว่าแข็งแกร่งกว่ามากโข
ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความเร็วในการเลื่อนระดับของเขา หลิวฮ่าวเสียง... มีแต่จะเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเท่านั้น!
เมื่อเห็นว่าเจียงชิงเกอดูจะไม่สนใจไยดีและยังคงมีท่าทีซึมเศร้าอยู่ หลิวฮ่าวเสียงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"หากประสบปัญหาใดๆ คุณหนูชิงเกอก็ไม่ต้องกลัว ข้าสามารถเชิญท่านอาจารย์ของข้าให้มาช่วยได้"
โถงรับรองแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับประตูใหญ่ของจวนตระกูลเจียง พอหลิวฮ่าวเสียงพูดจบประโยค ก็พลันมีเสียงกีบม้าดังมาจากบริเวณหน้าประตูใหญ่ด้านนอก
และในวินาทีต่อมา ก็มีเสียงของยามเฝ้าประตูที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้น...
"ทะ...ท่านเขย?"
"คือข้าเอง" น้ำเสียงเรียบเฉยดังแว่วมาจากนอกสวน ก่อนจะลอยเข้ามาในโถงรับรอง
ในชั่วพริบตานั้นเอง เจียงชิงเกอที่กำลังจมอยู่ในความเศร้า ก็พลันสะดุ้งราวกับได้สติกลับคืนมา
ดวงตาคู่สวยดุจจันทร์เสี้ยวของเธอเบิกกว้างขึ้นทันที​
เมื่อครู่...เมื่อครู่นี้นางได้ยินเสียงของใครกัน?!
ต้องหูฝาดไปแน่ๆ!
เจ้าคนน่ารังเกียจคนนั้น... จะกลับมาได้อย่างไร?
ตอนที่จากไป เขายังไม่มีท่าทีลังเลเลยแม้แต่น้อย
หัวใจของเจียงชิงเกอพลันสับสนอลหม่านขึ้นมา
ในแง่หนึ่ง เธอกลัวว่าตนเองจะได้ยินไม่ผิดจริงๆ
แต่ในขณะเดียวกัน...เธอก็กลัวว่าตนเองจะหูแว่วไปจริงๆ!
ความกลัวแรก คือกลัวว่าคนผู้นั้นจะกลับมาจริงๆ แล้วเธอควรจะพูดอะไรกับเขาดี?
ส่วนความกลัวที่สองนั้น...คือเธอกลัวว่าตนเองจะหูฝาดไปจริงๆ เขาไม่ได้กลับมาเลยแม้แต่น้อย
เพราะสำหรับเขาแล้ว ตระกูลเจียงแห่งนี้ไม่ได้มีสิ่งใดให้เขาต้องอาลัยอาวรณ์เลย...
….
เมื่อมองไปยังเจียงชิงเกอที่จู่ๆ ก็มีท่าทีราวกับถูกปลุกพลังงานบางอย่างขึ้นมา หลิวฮ่าวเสียงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
เรื่องที่เจียงชิงเกอแต่งงานแล้วนั้นไม่ใช่ความลับอะไร
ตอนนั้นตระกูลเจียงถึงกับจัดงานเลี้ยงฉลองสมรส หลิวฮ่าวเสียงเองก็ทราบเรื่องนี้ดี
ทว่าหลิวฮ่าวเสียงไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงในบางครั้ง ภรรยาของผู้อื่นก็ให้รสชาติที่แปลกใหม่ไปอีกแบบ...
อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในวงล้อมของเหล่าสตรีมานานปี เขาย่อมมองออกได้ในทันทีว่า คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียงผู้สง่างามหมดจดตรงหน้านี้ ยังคงเป็นหญิงบริสุทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่งงานแล้ว แต่กลับยังไม่ได้เข้าห้องหอ...
หลังจากนั้น ด้วยความตั้งใจของหลิวฮ่าวเสียงที่จะสืบเสาะหาข้อมูล ตัวตนของสามีเจียงชิงเกอก็ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด
มีพื้นเพมาจากนิกายเมฆาสีชาด เบื้องหน้าเป็นศิษย์สายใน แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงศิษย์รับใช้คนหนึ่ง เทียบเท่ากับหมากที่ถูกนิกายเมฆาสีชาดทิ้งมา...
และด้วยเหตุนี้เอง บุตรเขยแต่งเข้าผู้นั้นจึงไม่เป็นที่โปรดปรานในตระกูลเจียง…รวมไปถึงเจียงชิงเกอ ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของเขาเองก็ไม่ชอบเขาเช่นกัน
ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่ได้ร่วมห้องหอกันเสียที
ส่วนการที่เขาจากตระกูลเจียงไปในครั้งก่อน ก็น่าจะเป็นเพราะทนความอัปยศอดสูไม่ไหวนั่นเอง
(จบตอน)