เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 87: ขุมทรัพย์เร้นลับของเฉินหลิงเซียง

บทที่ 87: ขุมทรัพย์เร้นลับของเฉินหลิงเซียง

บทที่ 87: ขุมทรัพย์เร้นลับของเฉินหลิงเซียง


บทที่ 87: ขุมทรัพย์เร้นลับของเฉินหลิงเซียง

ครั้งก่อนตอนที่เกิดเหตุปล้นขบวนสินค้า ในมือของเฉินหลิงเซียงนั้นมีกุญแจสำหรับเปิดขุมทรัพย์เร้นลับแห่งหนึ่งอยู่

บัดนี้เมื่อนับเวลาดูแล้ว ก็ใกล้จะถึงกำหนดการเข้าไปแล้วเช่นกัน

เธอเคยรับปากลู่เย่ไว้ว่าจะไปด้วยกัน

ยิ่งไปกว่านั้น หากมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อแบบลู่เย่อยู่ด้วย โอกาสที่จะสำเร็จก็ย่อมมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

"แล้วลู่เย่ได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่?" เฉินหลิงเซียงเอ่ยถาม

เจียงหลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะ

เจ้าคนใจร้ายนั่นไม่ได้บอกนางไว้จริงๆว่าจะกลับมาเมื่อใด

อีก​ด้าน

บนเส้นทาง รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด

ไม่นานนัก ยามสนธยาก็มาเยือน

"นายน้อย จะให้หาที่ตั้งค่ายพักแรมเลยหรือไม่ขอรับ?" เถียนชิงเอ่ยถามเข้ามาในตัวรถม้าขณะที่กำลังบังคับรถอยู่

ต้องยอมรับเลยว่า แม้เถียนชิงจะมาจากตระกูลสาขา แต่ก็มีความรู้รอบตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ขนาดมาทำหน้าที่สารถี ก็ยังทำได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ

ครู่ต่อมา ทั้งสองก็ได้พบกับลานกว้างแห่งหนึ่ง เถียนชิงจึงออกไปหาฟืนมาเพื่อเตรียมก่อกองไฟ

"อ้อ...จริงสิ แหวนวงนี้เจ้าลองดูว่าจะขายออกหรือไม่" ลู่เย่โยนแหวนมิติวงหนึ่งออกมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

ในเมื่อตอนนี้เขากลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทยอยนำของเหล่านี้ออกไปขายเพื่อแลกเป็นเงินเสียที

"แหวนมิติหรือขอรับ...ได้เลยขอรับ พอกลับไปข้าจะนำไปมอบให้หอการค้าทันที"

เถียนชิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก

ยังไงจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ต้องมาจบชีวิตด้วยน้ำมือของลู่เย่นั้นคงมีอยู่ไม่น้อย

และโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์แทบทุกคนก็มักจะมีแหวนมิติไว้ในครอบครอง

….

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งยามดึกสงัดมาเยือน

เปลวไฟในกองไฟเริ่มมอดลงมากแล้ว ในขณะที่คนทั้งสองต่างก็นั่งหลับตาทำสมาธิคล้ายกับกำลังหลับใหล

แม้ว่าไอความเย็นและน้ำค้างยามค่ำคืนจะหนักหน่วงเพียงใด ทว่าสำหรับคนทั้งสองแล้ว มันแทบไม่มีผลอะไรเลย

ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็พลันลืมตาขึ้น ก่อนจะทอดสายตาไปยังที่ห่างไกล

ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่างอย่างเลือนราง ณ ที่แห่งนั้น พอจะมองเห็นเงาของบ้านเรือนอยู่รำไร

ดูเหมือนว่าเเถวนี้จะเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

และในตอนนั้นเอง เมื่อสายลมพัดผ่านมา ลู่เย่กลับได้กลิ่นคาวเลือดเจือจางลอยมาตามอากาศ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ลู่เย่จึงเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า

"เจ้าเฝ้ารถม้าอยู่ที่นี่ ข้าไปแล้วจะรีบกลับมา"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเถียนชิงก็พลันจริงจังขึ้นทันที

"นายน้อยโปรดวางใจ"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ร่างของลู่เย่ที่อยู่เบื้องหน้าเถียนชิงก็พลันหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

“นี่สินะ...ขอบเขตปรมาจารย์” เถียนชิงรำพึงในใจด้วยความทึ่ง

อีกด้านหนึ่ง

ลู่เย่ประสานมือไพล่หลัง พลางใช้วิชาตัวเบาย่างก้าวเพียงไม่กี่ครั้งก็มาถึงนอกหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้แล้ว

เมื่อมาถึงที่นี่ กลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าในหมู่บ้านต้องเกิดเรื่องร้ายขึ้นอย่างแน่นอน

ณ เวลานี้​มีกลุ่มคนชุดดำสองกลุ่มกำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างวุ่นวายอยู่ภายในหมู่บ้าน

และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บนลานกว้างของหมู่บ้าน บัดนี้กลับมีแท่นบูชายัญที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ตั้งตระหง่านอยู่!

ดวงตาของลู่เย่พลันหรี่ลงในทันที

เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่มาพักค้างแรมในป่ารกร้าง จะได้มาเจอกับเหล่าสานุศิษย์ลัทธิมารกำลังลงมือกับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์

ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่เล็กมาก มีบ้านเรือนอยู่ราวๆ สิบถึงยี่สิบหลังคาเรือนเท่านั้น

แต่ทว่าคนชุดดำเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป ในชั่วพริบตาที่ลู่เย่มาถึง ก็มีชาวบ้านหลายครอบครัวต้องประสบเคราะห์กรรมไปเสียแล้ว

ในวินาทีต่อมา ลู่เย่ก็ลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

พลังโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวหลายสายพุ่งเข้าใส่ร่างของคนชุดดำเหล่านั้น ทะลวงผ่านร่างของพวกมันไปอย่างง่ายดาย

ชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุดของแท่นบูชายัญ เมื่อเห็นลูกน้องของตนล้มลงราวกับต้นหญ้า สีหน้าของเขาก็พลันแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

"บังอาจนัก?!”

“กล้าดียังไงมาขัดขวางเรื่องสำคัญของนิกายข้า!”

รัศมีพลังของชายชุดดำระเบิดออกในทันที

เเละคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม

ด้วยฝีมือระดับนี้ หากนำทีมมาสังหารหมู่ชาวบ้านธรรมดาๆ…ตามสถานการณ์ปกติแล้ว ก็นับว่าสำเร็จไปแล้วเก้าส่วนอย่างแน่นอน

ทว่าในวินาทีต่อมา...

ฉัวะ!

แขนข้างหนึ่งของชายชุดดำพลันขาดสะบั้นร่วงหล่นลงกับพื้น

ในขณะเดียวกันนั้น ลู่เย่ซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดสีดำสนิทก็ได้ก้าวออกมาจากเงามืด

"เจ้าเป็นใคร?"

"บังอาจมาขวางการทำธุระของนิกายเบญจพิษ...เจ้า... เจ้าตายแน่!"

ใบหน้าของหัวหน้าชุดดำบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงเอ่ยข่มขู่ลู่เย่ด้วยสายตาที่อาฆาตแค้น

‘นิกายเบญจพิษ?’

ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะเป็นคนของนิกายเบญจพิษ

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว หากจะกล่าวว่านิกายเบญจพิษเมื่อหมื่นปีก่อนเป็นนิกายที่ก้ำกึ่งระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรม

เช่นนั้นในตอนนี้...พวกมันก็ได้กลายเป็นนิกายฝ่ายอธรรมโดยสมบูรณ์แล้ว!

ลู่เย่พยายามซักถามข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติม แต่หัวหน้าชุดดำกลับเอาแต่พูดอย่างบ้าคลั่งว่า

"เจ้าตายแน่! ยังไงซวนโจวจะต้องตกเป็นของเรา!"

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสนทนากันต่อไป

ลู่เย่สะบัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ชีพจรหัวใจของหัวหน้าชุดดำก็พลันถูกทำลายจนแหลกสลาย

….

ในขณะนั้นเอง ชาวบ้านหลายคนที่ถูกมัดไว้บนแท่นสูงและกำลังจะถูกกรีดเลือดเพื่อทำพิธี ก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด

ในทันใดนั้น สัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอดก็พลุ่งพล่านขึ้นมา พวกเขาทุกคนต่างจับจ้องไปยังลู่เย่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

และเมื่อได้เห็นลู่เย่สังหารหัวหน้าชุดดำได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มของผู้รอดชีวิตจากความตายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา

หลังจากที่ลู่เย่ตัดเชือกที่มัดร่างของคนเหล่านี้ออก ชาวบ้านสิบกว่าคนก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

"ขอบพระคุณผู้มีพระคุณ!”

“ขอบพระคุณผู้มีพระคุณ!”

ลู่เย่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปยังแท่นบูชา

บนนั้นมีไหใบเล็กๆที่มีฝาปิดวางอยู่ใบหนึ่ง

แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายเมตร แต่ลู่เย่กลับสัมผัสได้รางๆ ว่าภายในไหใบนั้น...มีสิ่งชั่วร้ายอย่างยิ่งอยู่!

ในชั่วพริบตา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าไหใบนั้น พร้อมกับใช้กระแสลมปราณปัดฝาไหออก

และในวินาทีต่อมา ตะขาบยักษ์น่าสะพรึงกลัวตัวหนึ่งซึ่งมีความยาวเกือบครึ่งเมตรก็พลันพุ่งพรวดออกมาจากในไห!

รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าเลยแม้แต่น้อย!

ทันทีที่ตะขาบยักษ์ตัวนี้ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเหล่าชาวบ้านที่เพิ่งจะเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณเมื่อครู่ ก็พลันซีดเผือดลงในบัดดล

สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว ตะขาบยักษ์ที่ทั้งชั่วร้ายและเย็นเยียบตัวนี้ไม่ต่างอะไรไปจากอสูรร้ายเลย

"ที่แท้ก็เป็นเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้นี่เอง"

เมื่อเผชิญหน้ากับตะขาบที่น่าสยดสยองซึ่งกำลังพุ่งเข้ามา ลู่เย่ก็เพียงแค่ชี้นิ้วออกไป

ตูม!

ร่างของตะขาบยักษ์พลันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ครู่ต่อมา เปลวเพลิงที่เกิดจากลมปราณระดับปรมาจารย์ก็ได้เผาซากของตะขาบจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไม่เหลือซาก

"เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ พวกท่านนำไปแจ้งทางการที่ปกครองเมืองนี้ก็พอ" ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปอีกครั้ง

ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่รอดชีวิต มีเด็กหญิงคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ กำลังโผเข้าหาร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่

เธอจ้องมองไปยังซากศพของเหล่าคนชุดดำด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังอย่างล้ำลึก

จากนั้น เธอก็หันไปมองยังทิศทางที่ผู้มีพระคุณได้หายตัวไป พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า

‘นางจะต้องฝึกยุทธ์...เพื่อล้างแค้นให้จงได้!’

อีก​ด้าน

เมื่อกลับมาถึงลานกว้างอีกครั้ง ลู่เย่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า

"เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับนิกายเบญจพิษบ้าง?"

‘นิกายเบญจพิษ?’

เถียนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ

"ข้าทราบไม่มากนักขอรับ รู้เพียงว่าพวกเขาขึ้นชื่อเรื่องการฝึกฝนวิชาพิษ

โดยใช้พลังของสัตว์พิษทั้งห้ามาหลอมรวมกับร่างกายของตนเอง จนในท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายพิษที่น่าหวาดหวั่นสำหรับทุกคน"

"นอกเหนือจากนั้น ดูเหมือนว่านิกายเบญจพิษยังเลี้ยงสัตว์พิษที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดไว้ห้าชนิด ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าประจำนิกายขอรับ"

ลู่เย่พยักหน้ารับ

อันที่จริง เขาก็พอจะคาดเดาเรื่องนี้ได้อยู่บ้างแล้ว

ก่อนหน้านี้ที่พวกมันตั้งใจจะสังหารคนทั้งหมู่บ้าน ก็เพื่อใช้เลือดของชาวบ้านมาเป็นอาหารให้ตะขาบตัวนั้นนั่นเอง

เพียงแต่ว่า ตะขาบตัวนั้นเพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์เท่านั้น น่าจะยังห่างไกลจากมาตรฐานของอสูรพิษประจำนิกายเบญจพิษอยู่มาก

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็พลันแสดงสีหน้าราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา

“น่าจะเป็นการกลืนกินสินะ”

กล่าวคือ พวกมันให้ลูกน้องนำตะขาบตัวอื่นๆ ไปเลี้ยงด้วยศาสตร์มารตามที่ต่างๆ

และในท้ายที่สุด เมื่อตะขาบเหล่านั้นเติบโตถึงระดับหนึ่ง ก็จะถูกส่งกลับไปยังสำนักใหญ่ของนิกายเบญจพิษ เพื่อให้ตะขาบตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักกลืนกินพวกมันทั้งหมด

เมื่อพลังงานทั้งหมดมารวมอยู่ที่ตะขาบตัวนั้นเพียงตัวเดียว ก็ย่อมจะสามารถสร้างราชันย์แห่งตะขาบขึ้นมาได้อย่างแน่นอน...

เมื่อคิดได้เช่นนี้...ทุกอย่างก็สมเหตุสมผลเเล้ว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 87: ขุมทรัพย์เร้นลับของเฉินหลิงเซียง

คัดลอกลิงก์แล้ว