- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 86 : กำเนิดปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่!
บทที่ 86 : กำเนิดปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่!
บทที่ 86 : กำเนิดปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่!
บทที่ 86 : กำเนิดปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ บนใบหน้างดงามหมดจดของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันปรากฏแววตาที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
‘ปรมาจารย์ยุทธ์ชุดดำลึกลับผู้นั้น หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์อิสระ... ข้าจะต้องชักชวนเขาเข้าสู่นิกายให้จงได้!’
เมื่อถึงเวลานั้น คำกล่าวที่ว่า ‘สร้างความยิ่งใหญ่ ก้าวไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง’ ก็จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูดที่เลื่อนลอยอีกต่อไป
….
"นั่นคือเจ้าสำนักนิกายเมฆาสีชาดงั้นรึ?"
"ได้ยินมาว่า นางเซียนแห่งภาคเหนือคนก่อนก็คือเจ้าสำนักนิกายเมฆาสีชาดนี่แหละ วันนี้ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง สมคำร่ำลือจริงๆ"
การซุบซิบนินทาและมุงดูเรื่องสนุกถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว
ดังนั้นทันทีที่นางเซียนเมฆาสีชาดปรากฏตัวขึ้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาก็ดังขึ้นทั่วทั้งเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในบัดดล
ลู่เย่ส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะละสายตาจากนางเซียนเมฆาสีชาดที่หายลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม…จากนั้นเขาก็เดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่ตนกับเถียนชิงเข้าพัก
ในขณะนั้น เถียนชิงกำลังนั่งไม่ติดสุขอยู่ภายในห้องของตน
ก่อนหน้านี้ หลังจากที่เถียนชิงดูดซับปราณศักดิ์สิทธิ์จากคลื่นพลังที่สระวิญญาณบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้น…เขาก็เฝ้าจับตามองสถานการณ์ที่บ่อน้ำพุอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
บุรุษชุดดำผู้นั้น...ผู้ที่ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน และในท้ายที่สุดก็ดูเหมือนว่ากำลังจะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์...
เถียนชิงจำได้อย่างแม่นยำในแวบแรกเลยว่า นั่นคือนายน้อยเฉิน... เฉินเป่ยซวน!
หลังจากเรื่องนี้จบลง ปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่ผู้นี้จะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งภาคเหนืออย่างแน่นอน!
เขาเองก็คาดไม่ถึงเลยว่า คนที่ตนพบตอนแอบลอบเข้าไปในตระกูลเจียงเพื่อสืบข่าวเมื่อครั้งกระโน้น จะกลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังถึงเพียงนี้
เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ การยอมสวามิภักดิ์ต่อบุคคลระดับนี้ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย
….
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องข้างๆ เถียนชิงจึงรีบเดินออกมาทันที
แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า เขาก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
เพราะว่า...ร่างที่เดินเข้ามานั้นไม่ใช่บุรุษในชุดดำ แต่กลับเป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าป่านธรรมดา
ทว่าอาภรณ์เรียบง่ายนั้นก็ไม่อาจปิดบังรัศมีอันเป็นเอกลักษณ์ที่แผ่ออกมาจากตัวเขาได้เลย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เถียนชิงรู้จักชายหนุ่มผู้นี้!
เขาคือ...บุตรเขยที่แต่งเข้าบ้านในงานวิวาห์ของคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงเมื่อคราวนั้น...
ในชั่วพริบตานั้นเอง เถียนชิงก็ราวกับจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาในทันที
"ท่าน...ท่านคือนายน้อยเฉิน?"
ด้วยความตกตะลึง เถียนชิงถึงกับพูดจาติดๆขัดๆ
ไม่ใช่ว่าเถียนชิงรับมือกับเรื่องน่าตกใจไม่ไหว
แต่เป็นเพราะว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดเดาจริงๆล่ะก็…เรื่องนี้คงจะกลายเป็นข่าวที่สะเทือนวงการที่สุดในภาคเหนือเลยทีเดียว!
บุตรเขยที่แต่งเข้าตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง คือปรมาจารย์ยุทธ์คนใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น...
ให้ตายเถอะ ต่อให้เป็นในนิยาย ก็คงไม่มีใครกล้าเขียนเรื่องแบบนี้ออกมาแน่ๆ
"ข้าเอง” ลู่เย่พยักหน้าเบาๆ
“เราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
หลังจากที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์แล้ว ลู่เย่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังตัวตนต่อหน้าเถียนชิงอีกต่อไป
อีกฝ่ายเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าอะไรควรพูด และอะไรไม่ควรพูด
เเละบัดนี้ ทั่วทั้งภาคเหนือแห่งนี้ คงมีเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสี่ขึ้นไปจากสามนิกายใหญ่เท่านั้นที่จะสร้างปัญหาให้กับลู่เย่ได้บ้าง
แต่เมื่อลองนับดูจริงๆแล้ว นิกายที่มีความแค้นเคืองกับตนอยู่ก็มีเพียงนิกายอัสนีครามเท่านั้น
ชิงซวนจื่อ ประมุขนิกายอัสนีคราม มีพลังฝีมืออยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่หก นอกจากนี้ยังมีผู้อาวุโสสูงสุดอีกหนึ่งคนซึ่งอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่ห้า
ทว่า ขอเพียงแค่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชา ‘ย่างก้าวมังกรท่องสี่ทิศ’ จนถึงขั้นความสำเร็จขั้นสูง…ต่อให้นิกายอัสนีครามต้องการจะลงมือกับเขาจริงๆ ลู่เย่ก็สามารถไปมาได้อย่างอิสระโดยสมบูรณ์
…..
จนกระทั่งกลับมาถึงห้องพักในโรงเตี๊ยมแล้ว เถียนชิงก็ยังคงมีท่าทีเหมือนยังไม่ได้สติกลับคืนมา
ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่กลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ไปแล้วเลย แม้แต่ตอนก่อนหน้านี้ที่ยังอยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์...เขาก็ยังเป็นยอดคนในขอบเขตเหนือสวรรค์อยู่ดี
แล้วทำไมคนแบบนี้ถึงได้ไปอยู่ที่ตระกูลเจียง เพื่อเป็นแค่บุตรเขยตัวเล็กๆคนหนึ่งกัน?
เถียนชิงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก
หรือว่า...คนระดับนี้จะชอบทำอะไรตามใจนึก อยากทำก็ทำอย่างนั้นหรือ?
หรือแม้กระทั่งตัวเขาเอง ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสนุกของสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วย?
"ข้าเดาว่าเจ้าน่าจะรู้จักข้า" ลู่เย่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เถียนชิงอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบว่า
"ผู้เฒ่าเคยพบนายน้อยลู่มาก่อนขอรับ..."
เถียนชิงรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ตระกูลเจียงมีเจียงชิงเกอ...แม้นางจะฝึกยุทธ์ไม่ได้ แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าสามีของนางจะกลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์….ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในภาคเหนือแห่งนี้!
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เย่ยังหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้ ในอนาคตย่อมต้องมีอนาคตที่ไกลอย่างแน่นอน
เเม้เเต่การก้าวออกจากภาคเหนือเพื่อเผชิญหน้ากับโลกที่กว้างใหญ่กว่า… บัดนี้เขาก็มีความสามารถพอที่จะทำเช่นนั้นได้แล้ว
ปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งคน แม้จะไปอยู่ที่เขตกลางของซวนโจว ก็ยังนับว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูอยู่​ดี
"เรื่องตัวตนของข้า เจ้ารู้ไว้ก็พอ ไม่ต้องไปบอกใคร" ลู่เย่กล่าว
"นายน้อยลู่ เถียนชิงผู้นี้อาจไม่มีข้อดีอื่นใด แต่เชื่อใจ​ได้แน่นอนขอรับ"
"เเล้วตอนนี้…เราจะเดินทางกลับเลยหรือไม่ขอรับ?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่จึงพยักหน้า
"เจ้าไปจัดการเถอะ เตรียมรถม้าสักคันก็พอ"
ในเมื่อทะลวงระดับสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในเมืองหุบเขาทมิฬนี้ต่อไป
อีกทั้งยังสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า หลังจากข่าวที่เขาบรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในดินแดนเร้นลับแพร่สะพัดออกไปอย่างกว้างขวางแล้ว…ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เมืองเล็กๆ แห่งนี้คงจะไม่มีวันสงบสุขอีกเป็นแน่
หลังจากนั้นไม่นาน รถม้าคันหนึ่งก็ได้เคลื่อนตัวออกจากเมืองเล็กๆ แห่งหุบเขาอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเมฆาสีชาด
….
ในอีกด้านหนึ่ง
ชิงซวนจื่อนั่งพักอยู่บนเก้าอี้
หลังจากฟังรายงานจากผู้อาวุโสในนิกายจบ สีหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงจนน่ากลัว
"เจ้าจะบอกว่า มันไม่เพียงแต่ซัดเจ้าร่วงลงมา แต่ยังช่วงชิงวาสนาจากสระวิญญาณไปได้อย่างน้อยสี่ถึงห้าส่วนด้วยตัวคนเดียวงั้นรึ?"
"ถูกต้องขอรับ! หากมิใช่เพราะมันชิงตำแหน่งแท่นศิลาของข้าไป ป่านนี้ข้าคงทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าไปแล้ว!" ผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดของนิกายอัสนีครามกล่าวด้วยความเคียดแค้น
"ดี! ดีมาก! กล้าดีอย่างไรมาลงมือกับคนของนิกายอัสนีครามของข้า" ชิงซวนจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"แค่ปรมาจารย์ยุทธ์ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่คนเดียว ก็กล้าไม่เห็นนิกายอัสนีครามของข้าอยู่ในสายตา…”
“ฮึ่ม….ไปสืบมา ทันทีที่สืบพบตัวตนของมัน ข้าจะเชิญผู้อาวุโสสูงสุดให้มาสังหารมันซะ!”
มีอีกประโยคหนึ่งที่ชิงซวนจื่อไม่ได้พูดออกมา
‘นั่นคือ หลังจากสังหารมันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของปรมาจารย์ยุทธ์ลึกลับคนใหม่ผู้นั้น... ก็ย่อมจะตกเป็นของนิกายอัสนีครามโดยปริยาย’
เคล็ดวิชาที่ทรงพลังอำนาจถึงเพียงนั้น ระดับของมันย่อมไม่ต่ำอย่างแน่นอน
ขนาดอัจฉริยะจากนิกายใหญ่ของแคว้นบูรพาและแคว้นทักษิณยังเทียบไม่ติด เกรงว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็นเคล็ดวิชาระดับปฐพีขั้นสูงเป็นแน่!
และเมื่อใดที่ได้มันมาไว้ในครอบครอง พลังของนิกายอัสนีครามจะต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นทวีคูณ
…
ณ โรงเตี๊ยมของนิกายเมฆาสีชาด
หลังจากได้รับฟังรายงานที่ละเอียดมากขึ้นจากซูหว่านและคนอื่นๆแล้ว
สิ่งแรกที่นางเซียนเมฆาสีชาดนึกถึงก็คือ...
ด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของชิงซวนจื่อแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยปรมาจารย์ยุทธ์ลึกลับคนใหม่ผู้นั้นไปง่ายๆอย่างแน่นอน
ทว่าสำหรับเรื่องนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดกลับรู้สึกยินดีที่เห็นมันเป็นเช่นนั้น
เพราะถึงอย่างไรเสีย หากปราศจากแรงกดดันจากภายนอกเลย การจะชักชวนปรมาจารย์ยุทธ์อิสระเช่นนี้เข้าสังกัดนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
แต่ถ้าหากมีตัวป่วนอย่างนิกายอัสนีครามเข้ามาวุ่นวายอยู่ข้างในด้วยล่ะก็...
ในช่วงเวลาคับขันสุดท้าย ขอเพียงตนนางยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ รับบทเป็นผู้มาโปรด...นั่นจะไม่ทำให้ปรมาจารย์ยุทธ์ชุดดำผู้นั้นติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่หรอกหรือ?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของนางเซียนเมฆาสีชาดก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างแผ่วเบา
…
ณ เมืองเมฆาใบไม้
เมื่อข่าวอันน่าตกตะลึงเรื่องการกำเนิดของปรมาจารย์ยุทธ์แพร่มาถึงที่นี่ เฉินหลิงเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยหยอกล้อขึ้นว่า
"พี่เขยของเจ้าก็ไปที่ทุ่งราบหุบเขาทมิฬเหมือนกันนี่นา หรือว่าปรมาจารย์ยุทธ์ในตำนานคนนั้น... จะเป็นลู่เย่เสียเอง?"
"พี่หลิงเซียง ท่านก็ช่างกล้าพูดนะ" เจียงหลิงเยว่ย่นจมูกเล็กๆของเธอ
'มีอะไรที่ข้าไม่กล้าพูดกัน?' เฉินหลิงเซียงคิดในใจ​
อีกอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่ปรมาจารย์ยุทธ์ แต่ด้วยอายุของลู่เย่ในตอนนี้ที่บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว... นั่นมันไม่น่าสะพรึงกลัวพอหรือไง?
เเละการที่เธอมาที่นี่ในครั้งนี้ นอกจากจะอยากพบหน้าลู่เย่แล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ครั้งก่อนตอนที่เกิดเหตุปล้นขบวนสินค้า ในมือของเฉินหลิงเซียงนั้นมีกุญแจสำหรับเปิดขุมทรัพย์เร้นลับแห่งหนึ่งอยู่
บัดนี้เมื่อนับเวลาดูแล้ว ก็ใกล้จะถึงกำหนดการเข้าไปแล้ว
(จบตอน)