- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"
บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"
บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"
บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"
“ชิงซวนจื่อ ท่านเป็นถึงประมุขแห่งนิกาย การกดดันเด็กน้อยเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติไปหน่อยรึ?”
และในตอนนั้นเอง ณ ที่แห่งหนึ่งบนที่ราบ ก็มีเสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบดังขึ้นมา
“ประมุข... แห่งนิกายสามหยินงั้นรึ?”
ดวงตาของชิงซวนจื่อสว่างวาบขึ้นมา
เนื่องจากนิกายอัสนีครามและนิกายสามหยินมีความแค้นสะสมกันมานาน
ดังนั้นแต่เดิมแล้ว เมื่อครู่นี้ชิงซวนจื่อจึงตั้งใจที่จะหาข้ออ้างเพื่อจับกุมบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินไว้
ชิงซวนจื่อรู้ดีว่า ในเมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินกล้ามา ย่อมต้องมีไพ่ตายสำหรับป้องกันตัวอย่างแน่นอน
แต่หากไม่ลองดู จะรู้ได้อย่างไรว่าไพ่ตายของอีกฝ่ายนั้นใช้ได้ผลดีหรือไม่?
ทว่าเขากลับไม่คาดคิดว่า ในครั้งนี้แม้แต่ประมุขแห่งนิกายสามหยินก็ยังมาด้วย
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย!
….
ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชนขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเอ่ยกับบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินอย่างเรียบเฉย
“คำถามของชิงซวนจื่อ หากเจ้าอยากจะตอบก็ตอบ…หากไม่อยาก ก็ไม่ต้องไปสนใจ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เบื้องล่างจำนวนไม่น้อยก็พลันเปลี่ยนไป
คำพูดของประมุขแห่งนิกายสามหยินผู้นี้ ช่างแข็งกร้าวเสียจริง!
เขาเอ่ยชื่อของชิงซวนจื่อโดยตรง แต่กลับไม่ได้เอ่ยถึงอีกสองคน…นั่นก็เท่ากับว่าไม่ไว้หน้าประมุขแห่งนิกายอัสนีครามเลยแม้แต่น้อย!
และก็เป็นไปตามคาด ใบหน้าของชิงซวนจื่อพลันเปลี่ยนสีในทันที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ประมุขแห่งนิกายสามหยิน เเบบนี้…ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
เพราะคนอย่างพวกเขา สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือหน้าตา การเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนนั้น เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกตบหน้าในที่ลับเสียอีก
“พวกท่านทั้งสองต่างก็เป็นประมุขแห่งนิกาย…การต่อสู้กัน ณ ที่แห่งนี้ ย่อมจะทำให้คนรุ่นหลังต้องหัวเราะเยาะเอาได้” กงถงซานรีบเอ่ยขึ้น
ชิงซวนจื่อกวาดสายตามองประมุขแห่งนิกายสามหยินในชุดดำอย่างเย็นชา ก่อนจะเงียบไป
ในทางกลับกัน นางเซียนเมฆาสีชาดในตอนนี้กลับมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินและเอ่ยถามเเทน
“คนที่ทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้นั้น...สวมใส่ชุดดำใช่หรือไม่? และบนใบหน้ายังคลุมด้วยผ้าอีกด้วย?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินพยักหน้า
“ใช่แล้วขอรับ วิชาของเขา...น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ หากจะบอกว่าเขาดูดกลืนพลังไปถึงห้าส่วน อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีทางต่ำกว่าสามส่วนอย่างแน่นอน!”
สามส่วนงั้นรึ...
ณ วินาทีนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดก็เข้าใจในที่สุดว่า เหตุใดในคืนนั้น เมื่อนางเอ่ยปากชักชวนเขาด้วยตนเอง คนผู้นั้นถึงยังคงสามารถปฏิเสธได้อย่างสงบนิ่ง
เพราะด้วยฝีมือของเขา ย่อมมีดีพอที่จะทำเช่นนั้นได้
ในชั่วขณะนั้น ในใจของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันปรากฏคำสี่คำขึ้นมา…
มังกรซ่อนกายในห้วงลึก!!!
ในดินแดนตอนเหนือ ถึงแม้จะมีอัจฉริยะอยู่บ้าง แต่ทว่าในสายตาของนางเซียนเมฆาสีชาดแล้ว คนที่คู่ควรกับคำว่า "อัจฉริยะฟ้าประทาน" หรือ "ปีศาจ" นั้น…กลับไม่มีอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
แต่บัดนี้...ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแตกต่างออกไปแล้ว
ปรมาจารย์ยุทธ์ที่มีอายุไม่ถึงสี่สิบปี
หากว่าอยู่ในนิกายเมฆาสีชาดของนาง...ก็จะเปรียบเสมือนเสือติดปีก
บนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางเซียนเมฆาสีชาดกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่ส่องประกายระยิบระยับนั้น…บ่งบอกว่าในใจของนางไม่ได้สงบนิ่งเลยแม้แต่น้อย
……
อีก​ด้าน
ณ หาดหินอันรกร้างแห่งหนึ่ง
ในตอนนี้ มีร่างเงาสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง
แต่ทว่าในขณะที่กำลังจะถึงพื้น เขากลับฝืนกฎแรงโน้มถ่วงอย่างน่าเหลือเชื่อ ปรับสมดุลร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว และลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
“นี่ข้า…ถูกส่งมาที่ไหนกันล่ะเนี่ย?”
เมื่อมองดูทิวทัศน์แปลกตาโดยรอบ ลู่เย่ก็กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง และก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า ที่นี่ไม่ใช่เมืองหุบเขาทมิฬหรือที่ราบหุบเขาทมิฬอย่างแน่นอน
“ไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์แล้ว ดินแดนลึกลับจะส่งตัวเราออกมาโดยอัตโนมัติ”
ลู่เย่รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เพราะในตอนที่ถูกส่งตัวออกมานั้น ปริมาณพลังปราณจากสระวิญญาณยังคงหลงเหลืออยู่อย่างน้อยหนึ่งถึงสองส่วน
หากว่าให้เขาดูดซับต่ออีกสักครู่ เกรงว่าคงจะสามารถข้ามขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งช่วงต้น ไปยังช่วงกลางได้โดยตรง
เเละเมื่อสำรวจภายในทะเลปราณตันเถียนของตนเอง
ลู่เย่ก็พบว่า ในตอนนี้พลังปราณแท้จริงในตันเถียนของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณฟ้าดินที่สูงส่งยิ่งกว่าแล้ว!
เพียงพลังปราณฟ้าดินของปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งสาย ก็เทียบเท่ากับพลังปราณแท้ก่อกำเนิดของขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าถึงหลายสิบสาย!
กระทั่ง ในทุกลมหายใจเข้าออก ลู่เย่ก็สามารถสัมผัสได้อย่างแผ่วเบาว่า เพียงแค่เขาคิด เขาก็สามารถควบคุมพลังปราณฟ้าดินในรัศมีหลายร้อยเมตรรอบกายได้อย่างอิสระ!
ซึ่งเมื่อเทียบกับความเร็วในการโจมตีครั้งก่อนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพเลยทีเดียว
“ไปหาสถานที่ที่มีผู้คนเพื่อสอบถามก่อนดีกว่าว่าที่นี่คือที่ไหน”
ในเมื่อตอนนี้ออกมาจากดินแดนลึกลับแล้ว การยังคงสวมใส่ชุดดำเช่นนี้กลับจะยิ่งเป็นการดึงดูดสายตา ลู่เย่จึงถอดมันออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเองทันที
ครู่ต่อมา เพียงแค่ลู่เย่คิด ร่างของเขาก็พลันข้ามผ่านระยะทางหลายร้อยเมตรในชั่วพริบตาไปปรากฏตัวขึ้นอีกฟากหนึ่ง!
ย่างก้าวพริบตา
หนึ่งในกระบวนท่าอันเป็นเอกลักษณ์ของปรมาจารย์ยุทธ์!
มีเพียงผู้ที่สามารถควบคุมพลังปราณฟ้าดินรอบกายได้อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถทำถึงขั้นนี้ได้
ครึ่งค่อนวันต่อมา ลู่เย่ก็ได้มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง และเมื่อสอบถามดูก็เพิ่งจะรู้ว่า ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหุบเขาทมิฬราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบลี้
“ยี่สิบถึงสามสิบลี้ ก็ไม่ไกลเท่าไหร่...” ลู่เย่พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณพ่อค้าแผงลอยที่อยู่ตรงหน้า
“ไกลโขเลยล่ะขอรับ ต้องเดินตั้งสองชั่วยามถึงจะ...”
พ่อค้าแผงลอยยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มรูปงามที่เมื่อครู่ยังยืนสอบถามเรื่องราวอยู่ตรงหน้าเขา กลับหายวับไปราวกับภูตผี!
ครู่ต่อมา เมื่อนึกถึงตำนานต่างๆ เกี่ยวกับยอดฝีมือยุทธ์ที่เหินไปมาได้ซึ่งเล่าขานกันในเมือง จางซานก็เข้าใจในทันที
“ยอดฝีมือ...ข้า จางซาน วันนี้ได้พบกับยอดฝีมือยุทธ์แล้ว!”
จางซานรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ซื้อของของเขา แต่อย่างน้อยก็ได้พูดคุยกับยอดฝีมือยุทธ์เชียวนะ
“น่าจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักเฒ่าระดับปราณก่อเกิดขั้นที่ห้าในเมืองกระมัง?” จางซานคิดอย่างตื่นเต้น
ด้วยอายุยังน้อย แต่กลับแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักเฒ่าในเมือง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับปราณก่อเกิดแล้ว!
.….
ครู่ต่อมา ลู่เย่ที่เมื่อครู่ยังอยู่ในเมืองเล็กๆข้างเคียง ในตอนนี้ก็ได้มาถึงนอกเมืองหุบเขาทมิฬแล้ว
ผู้คนในเมืองยังคงมีอยู่ไม่น้อย และหลายคนก็เดินทางมาจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะเพื่อมหกรรมของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ในครั้งนี้
หลังจากที่ยืนยันได้ว่าผู้ที่น่าจะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้สำเร็จนั้นไม่ได้อยู่บริเวณใกล้เคียงที่ราบ นางเซียนเมฆาสีชาดก็ได้ปล่อยให้คนเหล่านั้นจากไปแล้ว
และในตอนนี้ก็มีบางคนกลับมาถึงเมืองและเริ่มเล่าเรื่องราวที่ตนเองได้พบเห็นออกมา
เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้เห็นการกำเนิดของปรมาจารย์ยุทธ์กับตาตนเอง! ความตกตะลึงนั้น ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจของพวกเขาจนถึงบัดนี้
และทันทีที่ลู่เย่ก้าวเข้าไปในเมืองได้ไม่นาน ร่างเงาสายหนึ่งก็ได้ข้ามผ่านอากาศหลายร้อยเมตร และในชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองหุบเขาทมิฬ
ลู่เย่กวาดสายตามองไป และพบว่าผู้ที่มาคือนางเซียนเมฆาสีชาด
นางเซียนเมฆาสีชาดมุ่งตรงไปยังทิศทางของลานเล็กๆในโรงเตี๊ยม พลางเหลือบสายตามองไปยังฝูงชนที่จอแจอยู่เบื้องล่างอย่างไม่ใส่ใจ ทันใดนั้นดูเหมือนว่านางจะเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง
นางเซียนเมฆาสีชาดชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่า คนผู้นี้...ดูเหมือนจะเป็นศิษย์รับใช้ที่นางส่งไปยังตระกูลเจียงมิใช่หรือ?
น่าจะชื่ออะไรนะ…ลู่เย่กระมัง
ว่าแค่ เขามาปรากฏตัวที่เมืองหุบเขาทมิฬได้อย่างไร?
มาทำอะไร หรือว่าเป็นแค่ตามมาดูความสนุก?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว นางเซียนเมฆาสีชาดก็ละสายตากลับไป ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก
เพราะในตอนนี้นางเตรียมที่จะกลับนิกายเพื่อออกคำสั่ง ให้ค้นหายอดฝีมือลึกลับชุดดำอย่างเต็มกำลัง...
ไม่สิ ตอนนี้...กลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ลึกลับไปแล้ว
เมื่อพิจารณาจากการที่ไม่มีใครในที่นั้นรู้ที่มาของคนผู้นั้น บวกกับการที่เขาสวมชุดดำคลุมหน้าอยู่ตลอดเวลา
นางเซียนเมฆาสีชาดก็มั่นใจว่า คนผู้นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นยอดฝีมือไร้สังกัด!
หากว่าสามารถดึงตัวเข้าสู่นิกายเมฆาสีชาดได้ล่ะก็… (ไล่ออกไปเองแท้ไม่)
(จบตอน)