เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"

บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"

บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"


บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"

“ชิงซวนจื่อ ท่านเป็นถึงประมุขแห่งนิกาย การกดดันเด็กน้อยเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติไปหน่อยรึ?”

และในตอนนั้นเอง ณ ที่แห่งหนึ่งบนที่ราบ ก็มีเสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบดังขึ้นมา

“ประมุข... แห่งนิกายสามหยินงั้นรึ?”

ดวงตาของชิงซวนจื่อสว่างวาบขึ้นมา

เนื่องจากนิกายอัสนีครามและนิกายสามหยินมีความแค้นสะสมกันมานาน

ดังนั้นแต่เดิมแล้ว เมื่อครู่นี้ชิงซวนจื่อจึงตั้งใจที่จะหาข้ออ้างเพื่อจับกุมบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินไว้

ชิงซวนจื่อรู้ดีว่า ในเมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินกล้ามา ย่อมต้องมีไพ่ตายสำหรับป้องกันตัวอย่างแน่นอน

แต่หากไม่ลองดู จะรู้ได้อย่างไรว่าไพ่ตายของอีกฝ่ายนั้นใช้ได้ผลดีหรือไม่?

ทว่าเขากลับไม่คาดคิดว่า ในครั้งนี้แม้แต่ประมุขแห่งนิกายสามหยินก็ยังมาด้วย

และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย!

….

ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชนขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเอ่ยกับบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินอย่างเรียบเฉย

“คำถามของชิงซวนจื่อ หากเจ้าอยากจะตอบก็ตอบ…หากไม่อยาก ก็ไม่ต้องไปสนใจ”

เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เบื้องล่างจำนวนไม่น้อยก็พลันเปลี่ยนไป

คำพูดของประมุขแห่งนิกายสามหยินผู้นี้ ช่างแข็งกร้าวเสียจริง!

เขาเอ่ยชื่อของชิงซวนจื่อโดยตรง แต่กลับไม่ได้เอ่ยถึงอีกสองคน…นั่นก็เท่ากับว่าไม่ไว้หน้าประมุขแห่งนิกายอัสนีครามเลยแม้แต่น้อย!

และก็เป็นไปตามคาด ใบหน้าของชิงซวนจื่อพลันเปลี่ยนสีในทันที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ประมุขแห่งนิกายสามหยิน เเบบนี้…ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

เพราะคนอย่างพวกเขา สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือหน้าตา การเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนนั้น เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกตบหน้าในที่ลับเสียอีก

“พวกท่านทั้งสองต่างก็เป็นประมุขแห่งนิกาย…การต่อสู้กัน ณ ที่แห่งนี้ ย่อมจะทำให้คนรุ่นหลังต้องหัวเราะเยาะเอาได้” กงถงซานรีบเอ่ยขึ้น

ชิงซวนจื่อกวาดสายตามองประมุขแห่งนิกายสามหยินในชุดดำอย่างเย็นชา ก่อนจะเงียบไป

ในทางกลับกัน นางเซียนเมฆาสีชาดในตอนนี้กลับมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินและเอ่ยถามเเทน

“คนที่ทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้นั้น...สวมใส่ชุดดำใช่หรือไม่? และบนใบหน้ายังคลุมด้วยผ้าอีกด้วย?”

บุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินพยักหน้า

“ใช่แล้วขอรับ วิชาของเขา...น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ หากจะบอกว่าเขาดูดกลืนพลังไปถึงห้าส่วน อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีทางต่ำกว่าสามส่วนอย่างแน่นอน!”

สามส่วนงั้นรึ...

ณ วินาทีนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดก็เข้าใจในที่สุดว่า เหตุใดในคืนนั้น เมื่อนางเอ่ยปากชักชวนเขาด้วยตนเอง คนผู้นั้นถึงยังคงสามารถปฏิเสธได้อย่างสงบนิ่ง

เพราะด้วยฝีมือของเขา ย่อมมีดีพอที่จะทำเช่นนั้นได้

ในชั่วขณะนั้น ในใจของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันปรากฏคำสี่คำขึ้นมา…

มังกรซ่อนกายในห้วงลึก!!!

ในดินแดนตอนเหนือ ถึงแม้จะมีอัจฉริยะอยู่บ้าง แต่ทว่าในสายตาของนางเซียนเมฆาสีชาดแล้ว คนที่คู่ควรกับคำว่า "อัจฉริยะฟ้าประทาน" หรือ "ปีศาจ" นั้น…กลับไม่มีอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

แต่บัดนี้...ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแตกต่างออกไปแล้ว

ปรมาจารย์ยุทธ์ที่มีอายุไม่ถึงสี่สิบปี

หากว่าอยู่ในนิกายเมฆาสีชาดของนาง...ก็จะเปรียบเสมือนเสือติดปีก

บนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางเซียนเมฆาสีชาดกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง

แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่ส่องประกายระยิบระยับนั้น…บ่งบอกว่าในใจของนางไม่ได้สงบนิ่งเลยแม้แต่น้อย

……

อีก​ด้าน

ณ หาดหินอันรกร้างแห่งหนึ่ง

ในตอนนี้ มีร่างเงาสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง

แต่ทว่าในขณะที่กำลังจะถึงพื้น เขากลับฝืนกฎแรงโน้มถ่วงอย่างน่าเหลือเชื่อ ปรับสมดุลร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว และลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง

“นี่ข้า…ถูกส่งมาที่ไหนกันล่ะเนี่ย?”

เมื่อมองดูทิวทัศน์แปลกตาโดยรอบ ลู่เย่ก็กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง และก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า ที่นี่ไม่ใช่เมืองหุบเขาทมิฬหรือที่ราบหุบเขาทมิฬอย่างแน่นอน

“ไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์แล้ว ดินแดนลึกลับจะส่งตัวเราออกมาโดยอัตโนมัติ”

ลู่เย่รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง

เพราะในตอนที่ถูกส่งตัวออกมานั้น ปริมาณพลังปราณจากสระวิญญาณยังคงหลงเหลืออยู่อย่างน้อยหนึ่งถึงสองส่วน

หากว่าให้เขาดูดซับต่ออีกสักครู่ เกรงว่าคงจะสามารถข้ามขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งช่วงต้น ไปยังช่วงกลางได้โดยตรง

เเละเมื่อสำรวจภายในทะเลปราณตันเถียนของตนเอง

ลู่เย่ก็พบว่า ในตอนนี้พลังปราณแท้จริงในตันเถียนของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณฟ้าดินที่สูงส่งยิ่งกว่าแล้ว!

เพียงพลังปราณฟ้าดินของปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งสาย ก็เทียบเท่ากับพลังปราณแท้ก่อกำเนิดของขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าถึงหลายสิบสาย!

กระทั่ง ในทุกลมหายใจเข้าออก ลู่เย่ก็สามารถสัมผัสได้อย่างแผ่วเบาว่า เพียงแค่เขาคิด เขาก็สามารถควบคุมพลังปราณฟ้าดินในรัศมีหลายร้อยเมตรรอบกายได้อย่างอิสระ!

ซึ่งเมื่อเทียบกับความเร็วในการโจมตีครั้งก่อนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพเลยทีเดียว

“ไปหาสถานที่ที่มีผู้คนเพื่อสอบถามก่อนดีกว่าว่าที่นี่คือที่ไหน”

ในเมื่อตอนนี้ออกมาจากดินแดนลึกลับแล้ว การยังคงสวมใส่ชุดดำเช่นนี้กลับจะยิ่งเป็นการดึงดูดสายตา ลู่เย่จึงถอดมันออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเองทันที

ครู่ต่อมา เพียงแค่ลู่เย่คิด ร่างของเขาก็พลันข้ามผ่านระยะทางหลายร้อยเมตรในชั่วพริบตาไปปรากฏตัวขึ้นอีกฟากหนึ่ง!

ย่างก้าวพริบตา

หนึ่งในกระบวนท่าอันเป็นเอกลักษณ์ของปรมาจารย์ยุทธ์!

มีเพียงผู้ที่สามารถควบคุมพลังปราณฟ้าดินรอบกายได้อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถทำถึงขั้นนี้ได้

ครึ่งค่อนวันต่อมา ลู่เย่ก็ได้มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง และเมื่อสอบถามดูก็เพิ่งจะรู้ว่า ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหุบเขาทมิฬราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบลี้

“ยี่สิบถึงสามสิบลี้ ก็ไม่ไกลเท่าไหร่...” ลู่เย่พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณพ่อค้าแผงลอยที่อยู่ตรงหน้า

“ไกลโขเลยล่ะขอรับ ต้องเดินตั้งสองชั่วยามถึงจะ...”

พ่อค้าแผงลอยยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มรูปงามที่เมื่อครู่ยังยืนสอบถามเรื่องราวอยู่ตรงหน้าเขา กลับหายวับไปราวกับภูตผี!

ครู่ต่อมา  เมื่อนึกถึงตำนานต่างๆ เกี่ยวกับยอดฝีมือยุทธ์ที่เหินไปมาได้ซึ่งเล่าขานกันในเมือง จางซานก็เข้าใจในทันที

“ยอดฝีมือ...ข้า จางซาน วันนี้ได้พบกับยอดฝีมือยุทธ์แล้ว!”

จางซานรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ซื้อของของเขา แต่อย่างน้อยก็ได้พูดคุยกับยอดฝีมือยุทธ์เชียวนะ

“น่าจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักเฒ่าระดับปราณก่อเกิดขั้นที่ห้าในเมืองกระมัง?” จางซานคิดอย่างตื่นเต้น

ด้วยอายุยังน้อย แต่กลับแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักเฒ่าในเมือง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับปราณก่อเกิดแล้ว!

.….

ครู่ต่อมา ลู่เย่ที่เมื่อครู่ยังอยู่ในเมืองเล็กๆข้างเคียง ในตอนนี้ก็ได้มาถึงนอกเมืองหุบเขาทมิฬแล้ว

ผู้คนในเมืองยังคงมีอยู่ไม่น้อย และหลายคนก็เดินทางมาจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะเพื่อมหกรรมของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ในครั้งนี้

หลังจากที่ยืนยันได้ว่าผู้ที่น่าจะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้สำเร็จนั้นไม่ได้อยู่บริเวณใกล้เคียงที่ราบ นางเซียนเมฆาสีชาดก็ได้ปล่อยให้คนเหล่านั้นจากไปแล้ว

และในตอนนี้ก็มีบางคนกลับมาถึงเมืองและเริ่มเล่าเรื่องราวที่ตนเองได้พบเห็นออกมา

เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้เห็นการกำเนิดของปรมาจารย์ยุทธ์กับตาตนเอง! ความตกตะลึงนั้น ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจของพวกเขาจนถึงบัดนี้

และทันทีที่ลู่เย่ก้าวเข้าไปในเมืองได้ไม่นาน ร่างเงาสายหนึ่งก็ได้ข้ามผ่านอากาศหลายร้อยเมตร และในชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองหุบเขาทมิฬ

ลู่เย่กวาดสายตามองไป และพบว่าผู้ที่มาคือนางเซียนเมฆาสีชาด

นางเซียนเมฆาสีชาดมุ่งตรงไปยังทิศทางของลานเล็กๆในโรงเตี๊ยม พลางเหลือบสายตามองไปยังฝูงชนที่จอแจอยู่เบื้องล่างอย่างไม่ใส่ใจ ทันใดนั้นดูเหมือนว่านางจะเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง

นางเซียนเมฆาสีชาดชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่า คนผู้นี้...ดูเหมือนจะเป็นศิษย์รับใช้ที่นางส่งไปยังตระกูลเจียงมิใช่หรือ?

น่าจะชื่ออะไรนะ…ลู่เย่กระมัง

ว่าแค่ เขามาปรากฏตัวที่เมืองหุบเขาทมิฬได้อย่างไร?

มาทำอะไร หรือว่าเป็นแค่ตามมาดูความสนุก?

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว นางเซียนเมฆาสีชาดก็ละสายตากลับไป ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก

เพราะในตอนนี้นางเตรียมที่จะกลับนิกายเพื่อออกคำสั่ง ให้ค้นหายอดฝีมือลึกลับชุดดำอย่างเต็มกำลัง...

ไม่สิ ตอนนี้...กลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ลึกลับไปแล้ว

เมื่อพิจารณาจากการที่ไม่มีใครในที่นั้นรู้ที่มาของคนผู้นั้น บวกกับการที่เขาสวมชุดดำคลุมหน้าอยู่ตลอดเวลา

นางเซียนเมฆาสีชาดก็มั่นใจว่า คนผู้นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นยอดฝีมือไร้สังกัด!

หากว่าสามารถดึงตัวเข้าสู่นิกายเมฆาสีชาดได้ล่ะก็… (ไล่ออกไปเองแท้ไม่)

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 85 : "ศิษย์รับใช้ลู่เย่? เขามาทำอะไรที่เมืองหุบเขาทมิฬ?"

คัดลอกลิงก์แล้ว