- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 76 : ซากโบราณสถานแห่งนิกายเทียนเซิ่ง
บทที่ 76 : ซากโบราณสถานแห่งนิกายเทียนเซิ่ง
บทที่ 76 : ซากโบราณสถานแห่งนิกายเทียนเซิ่ง
บทที่ 76 : ซากโบราณสถานแห่งนิกายเทียนเซิ่ง
หากทรัพยากรอันล้ำค่าในดินแดนลึกลับแห่งดินแดนตอนเหนือ…ต้องตกไปอยู่ในมือของยอดฝีมือจากดินแดนอื่นของซวนโจว นั่นก็ย่อมจะเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่งสำหรับเหล่ายอดฝีมือของดินแดนตอนเหนือทั้งหมด
เเต่หากมองจากภาพรวมของพลังฝีมือแล้ว ดินแดนอื่นๆ อีกหลายแห่งของซวนโจวนั้นแข็งแกร่งกว่าดินแดนตอนเหนือที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งกันดารอยู่มากโขทีเดียว
เมื่อได้ฟังดังนั้น นางเซียนเมฆาสีชาดก็จมอยู่ในภวังค์ความคิด…ไม่ได้เอ่ยตอบอันใด
อันที่จริง ในครั้งนี้ นางเองก็ได้ยินข่าวมาเช่นกันว่า แม้แต่ขุมอำนาจชั้นนำจากดินแดนบูรพาและทักษิณ ก็ได้ส่งยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่โดดเด่นของตนมาร่วมด้วย
ดังนั้น แม้แต่ตัวนางเซียนเมฆาสีชาดเองก็ไม่หลงเหลือความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นเหมือนในตอนแรกอีกต่อไปแล้ว
...
อีกด้าน ภายในดินแดนลึกลับ
หลังจากที่หลอมแก่นอสูรระดับสามเมื่อคืนวาน และต่อด้วยการหลอมโอสถเหนือสวรรค์คุณภาพปานกลางที่เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆอีกหนึ่งเม็ด
ลู่เย่ก็สัมผัสได้ว่าพลังฝีมือของตนเองเพิ่มพูนขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งน่าจะขยับเข้าใกล้ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดช่วงกลางแล้ว
ในวันที่สอง ลู่เย่กลับไม่พบเจอ ‘ผู้ใจบุญ’ ที่คิดจะมาปล้นชิงของเขาอีกเลย
เนื่องด้วยพื้นที่ในดินแดนลึกลับนั้นกว้างใหญ่ไพศาล…ตลอดเส้นทาง ลู่เย่พบเพียงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าคนหนึ่งที่กำลังรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งเท่านั้น
เเละเมื่อเห็นดังนั้น ในใจของลู่เย่ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เขาจึงโคจรวิชาตัวเบาตามชายคนนั้นไปในทันที
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็ได้มาถึงบริเวณซากปรักหักพังของตำหนักโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยเงาร่างของผู้คนมากมาย
เเละเห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเช่นกัน
และท่ามกลางฝูงชนนั้น ลู่เย่ก็ได้เห็นร่างของเถียนชิง
เถียนชิงเองก็รีบพุ่งตัวเข้ามาหาเขาทันที
“พวกเขามาทำอะไรกันที่นี่?” ลู่เย่เอ่ยถาม
ไม่ว่าอย่างไร เถียนชิงก็นับเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์รุ่นเก๋า…เขาย่อมรู้เรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬมากกว่า
“มีข่าวลือว่าภายในดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬแห่งนี้ มีมรดกตกทอดของนิกายเทียนเซิ่งอยู่ และที่นี่ก็น่าจะเป็นที่ตั้งเก่าของนิกายเทียนเซิ่งตามที่เล่าลือกันนั่นแหละขอรับ”
นิกายเทียนเซิ่ง...
ในหัวของลู่เย่พลันปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับนิกายนี้ขึ้นมา
นี่เป็นนิกายที่เคยดำรงอยู่ในยุคเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ซึ่งเก่าแก่กว่านิกายเบญจพิษเมื่อหมื่นปีก่อนเสียอีก
แต่ทว่าได้ยินมาว่าในภายหลังนิกายนี้กลับไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งเข้า จนทำให้นิกายต้องล่มสลายลงในชั่วพริบตา
ว่ากันว่าในยามวิกฤต ยังมีบรรพบุรุษของนิกายที่กำลังปิดด่านอยู่ปรากฏตัวออกมาเพื่อหวังจะพลิกสถานการณ์... แต่น่าเสียดาย ที่ตามบันทึกได้กล่าวไว้ว่า เขาผู้นั้นกลับถูกผู้บุกรุกซัดด้วยหมัดเดียวจนกลายเป็นศพ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นิกายเทียนเซิ่งก็ได้เลือนหายไปกับกาลเวลาในหน้าประวัติศาสตร์
“วิชาตัวเบาของนิกายเทียนเซิ่งนั้นถือเป็นหนึ่งในใต้หล้าของซวนโจว อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งทวีป”
“ทว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวคราวเกี่ยวกับการปรากฏตัวของวิชาตัวเบานี้หลุดรอดออกมาเลย”
เถียนชิงกระซิบเล่าความ
“คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ล้วนต้องการมาแสวงหาสมบัติ เพราะในซากโบราณสถานของนิกายเทียนเซิ่งแห่งนี้ มีสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพีอยู่มากมายขอรับ”
“คุณชายเฉิน ท่านเข้าไปเถอะขอรับ ส่วนข้าขอวนเวียนอยู่แค่รอบนอกก็พอแล้ว” เถียนชิงประเมินความสามารถของตนเองได้อย่างเเม่นยำ
ด้วยพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองอย่างเขา แค่ได้เก็บของเล็กๆน้อยๆ ที่เหล่ายอดฝีมือระดับสูงไม่ต้องการในดินแดนลึกลับนี้ก็เพียงพอแล้ว
หากว่าคิดจะไปแย่งชิงสมบัติกับพวกเขาจริงๆ มีหวังคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายไปได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น การติดตามลู่เย่ไปก็ไม่ต่างจากการเป็นภาระให้เขา
ในยามที่ต้องแย่งชิงสมบัติ เขาคงจะกลายเป็นตัวถ่วงของลู่เย่เสียเปล่าๆ
ด้วยเหตุนี้ เถียนชิงจึงเอ่ยปากขอแยกตัวออกไปเอง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่จึงเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวเองด้วย ข้าจะเข้าไปดูข้างในก่อน”
อันที่จริง เป็นเวลานานมากแล้วที่ลู่เย่ไม่เคยสุ่มได้รางวัลประเภทวิชายุทธ์จากหอหมื่นวิถีเลย
ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้วิชาตัวเบาก้าวใบไม้ร่วงระดับสมบูรณ์จะยังพอใช้งานได้อยู่
แต่ท้ายที่สุด มันก็ถูกจำกัดด้วยระดับขั้นของวิชา ซึ่งเป็นเพียงวิชาระดับเสวียนขั้นสูงเท่านั้น
และหากวันใดที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ วิชาตัวเบานี้จะกลายเป็นจุดอ่อนของเขาไปในทันที
ในเมื่ออุตส่าห์มาถึงซากโบราณสถานแห่งนิกายเทียนเซิ่งแล้ว ก็ย่อมต้องเข้าไปสำรวจดูสักหน่อย
“อ้อ…จริงสิ คุณชายเฉิน”
“ในการเปิดดินแดนลึกลับครั้งนี้ มีคนจัดอันดับสิบยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ชั้นสุดยอดที่มีโอกาสแย่งชิงสิทธิ์ในการชำระล้างร่างกายในสระวิญญาณทั้งสิบแห่งไว้แล้ว”
“ทางที่ดีท่านอย่าได้ไปมีเรื่องขัดแย้งกับพวกเขาเลยจะดีกว่าขอรับ” เถียนชิงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“โอ้? สิบคนนั้นมีใครบ้างรึ?” ลู่เย่เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเถียนชิงพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเบญจพิษ ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงต้น”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงต้น”
“ศิษย์สืบทอดโดยตรงของประมุขแห่งนิกายหมื่นเต๋า เซียวหยุน ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดช่วงปลาย”
“ยอดฝีมือจากดินแดนทักษิณแห่งซวนโจว อิ่นโป๋เฉิน ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงกลาง...”
…………
……..
….
เมื่อได้ฟังเถียนชิงร่ายชื่อทั้งสิบคนออกมา…ลู่เย่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
มิน่าเล่า นิกายหมื่นเต๋าถึงได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับหนึ่งของดินแดนตอนเหนือมาตลอดหมื่นปี
นอกจากศิษย์สืบทอดโดยตรงของนิกายหมื่นเต๋าแล้ว ทั้งนิกายอัสนีครามและนิกายเมฆาสีชาดกลับไม่มีศิษย์ที่โดดเด่นถึงเพียงนี้เลย
ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่จะได้ครอบครองสระวิญญาณทั้งสิบแห่งจากสองนิกายนั้น กลับกลายเป็นผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดและเก้าของแต่ละนิกายแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าจากดินแดนบูรพาและทักษิณเดินทางมาด้วย
…..
หลังจากนั้น
ภายในตำหนักที่ปรักหักพังเรียงรายต่อเนื่องกันนั้น มีสภาพไม่ต่างจากเขาวงกตขนาดมหึมา
นอกเหนือจากนั้น ภายในยังเต็มไปด้วยค่ายกลสังหารและค่ายกลกักขังที่ซ่อนเร้นอยู่ทุกหนแห่ง!
เพียงชั่วพริบตา ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ไม่ระวังตัวจำนวนมากก็พลัดหลงเข้าไปในค่ายกลเหล่านั้นจนร่างถูกบดบังหายไป
ลู่เย่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ไปกระตุ้นค่ายกลกักขังที่ซ่อนอยู่เข้า
ศาสตร์แห่งค่ายกลนั้นเป็นวิชาเฉพาะกลุ่มอย่างยิ่ง กระทั่งในปัจจุบัน จำนวนของปรมาจารย์ค่ายกลก็ยังคงน้อยกว่านักปรุงยาอยู่มากโข
ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อหลงเข้าไปในค่ายกลแล้ว ก็จะรู้สึกมึนงงสับสนในทันที
และเมื่อพยายามใช้กำลังทำลายค่ายกล ก็พบว่ามันไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ลู่เย่เองก็เช่นกัน เขาแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าลู่เย่รู้ดีว่าหนทางที่ง่ายที่สุดในการออกจากค่ายกลกักขัง ก็คือการค้นหาศูนย์กลางของค่ายกลให้พบ
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ถูกดึงเข้ามาในค่ายกล เขาก็ไม่ได้รีบร้อนเคลื่อนไหว แต่กลับสงบนิ่งเพื่อสังเกตการณ์สภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเยือกเย็น
“จริงสิ...เสี่ยวหลิงเป็นโอสถวิญญาณที่กลายเป็นภูต ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีสัมผัสพิเศษกับค่ายกลพวกนี้ก็ได้...”
เมื่อนึกถึงข่าวลือบางอย่างขึ้นมาได้ ลู่เย่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอัญเชิญเสี่ยวหลิงที่เก็บไว้ในหอหมื่นวิถีออกมา
“นี่คือค่ายกลกักขัง เจ้าพอจะมีวิธีหาเส้นทางที่ถูกต้องได้หรือไม่?”
ค่ายกลกักขัง?
ในตอนแรกเสี่ยวหลิงมีท่าทีงุนงงเล็กน้อย มันไม่รู้ว่าค่ายกลกักขังคืออะไร แต่พอได้ยินคำว่า "หาเส้นทาง" มันก็เข้าใจในทันที
มันกระโดดลงมาจากตัวลู่เย่ แล้วก็กระโดดหย็องแหย็งนำทางไปข้างหน้า
ลู่เย่เดินตามเจ้าสุนัขน้อยที่เป็นรูปร่างที่เสี่ยวหลิงแปลงกายอยู่ไปพลาง เลี้ยวซ้ายทีขวาที...
เพียงชั่วครู่ต่อมา ภาพซากปรักหักพังของตำหนักก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกครั้ง
“เป็นจริงดังคาด ม่านพลังของค่ายกลกักขังไม่สามารถบดบังการรับรู้ของภูตวิญญาณที่เกิดจากการรวมตัวของพลังปราณฟ้าดินเช่นนี้ได้เลย”
หลังจากนั้น ค่ายกลต่างๆ ตลอดเส้นทางก็ถูกลู่เย่หลบเลี่ยงไปได้อย่างง่ายดาย
ในไม่ช้า เขาก็เดินทางลึกเข้ามาถึงส่วนในของตำหนักที่ปรักหักพัง
ที่นี่เต็มไปด้วยพืชพรรณหนาแน่น ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าทะลุหลังคาขึ้นไปจนแทบจะบดบังแสงอาทิตย์จนหมดสิ้น
ทันใดนั้น หุ่นเชิดสองตัวที่หลับใหลอยู่เนิ่นนานได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
มันพุ่งเข้าโจมตีลู่เย่ที่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตนี้จากทั้งซ้ายและขวา
นี่คือหุ่นเชิดสองตัวที่มีพลังเทียบเท่ากับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หก และเมื่อร่วมมือกัน พลังต่อสู้ของพวกมันก็เทียบได้กับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ดเลยทีเดียว
เเละทั้งนี้ ก็เป็นเพราะหุ่นเชิดนั้นไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด จึงถือว่าเป็นการลบจุดอ่อนอย่างหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ไปได้
แต่ทว่าต่อหน้าลู่เย่ หุ่นเชิดทั้งสองตัวเพิ่งจะเข้าล้อมเขาได้ ก็ถูกซัดจนกระเด็นถอยกลับไป…จากนั้น ลู่เย่ก็รีบฉวยโอกาสที่ว่างลง พุ่งตัวไปข้างหน้าและออกจากที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนสาเหตุที่เขาไม่ทำลายหุ่นเชิดที่ขวางทาง ก็เพื่อหวังว่าจะสร้างปัญหาให้กับยอดฝีมือคนอื่นๆที่จะผ่านค่ายกลตามมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
เมื่อผ่านอาณาเขตนั้นมาได้ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของลู่เย่กลับเป็น...ค่ายกลมายา!
มีเพียงการผ่านค่ายกลนี้ไปเท่านั้นจึงจะสามารถไปยังด่านต่อไปได้
ค่ายกลมายานี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้เลย นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเสี่ยวหลิงอยู่ในมือ ในตอนนี้ลู่เย่จึงไม่รู้สึกหวั่นเกรงต่อค่ายกลเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในค่ายกล ลู่เย่ก็เดินตามเสี่ยวหลิงไปข้างหน้าในทันที
ทันใดนั้นเอง เบื้องหน้าของลู่เย่ ท่ามกลางม่านหมอกสีชมพู ได้ปรากฏเงาร่างมายามากมายขึ้นอย่างรวดเร็ว และน่าประหลาดใจที่ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่เขารู้จัก
ร่างแรกที่ปรากฏขึ้นนั้น คือเจียงชิงเกอ
“เป็นค่ายกลมายาที่ฉายภาพคนที่ผู้เข้ามาในค่ายกลรู้จักงั้นรึ?”
ถึงแม้ว่ารอบกายจะค่อยๆ มีม่านหมอกสีชมพูไหลทะลักออกมา ราวกับจะทำให้จิตใจของผู้คนสับสนอลหม่าน
แต่ทว่าในแววตาของลู่เย่ยังคงรักษาความปลอดโปร่งเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะตราบใดที่หอหมื่นวิถียังคงสถิตอยู่ในห้วงจิตสำนึกของเขา…มันก็ไม่มีทางที่ภาพมายาใดๆจะสามารถล่อลวงเขาได้
“ลู่เย่...”
เจียงชิงเกอยังคงอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวที่คุ้นตา คิ้วโค้งดุจจันทร์เสี้ยว
นอกจากจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวนางล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ทว่า...เจียงชิงเกอเพิ่งจะเม้มริมฝีปากและเอ่ยชื่อของเขาออกมาได้เพียงเท่านั้น ลู่เย่ก็ฟาดดาบเข้าใส่นางในทันที!
(จบตอน)