- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน
บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน
บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน
บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน
"ลู่เย่ ณ ที่นี้ไร้ผู้คน... มิสู้พวกเรา..."
"อ๊า!"
เสียงกรีดร้องดังขึ้น…ร่างของเจียงชิงเกอล้มลงต่อหน้าลู่เย่อย่างหมดหนทาง
หลังจาก​จัดการภาพลวงตา ลู่เย่ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า และหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ก็มีร่างอีกร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากม่านหมอกสีชมพู…คราวนี้ เป็นเฉินหลิงเซียง
เฉินหลิงเซียงจ้องมองมาที่เขา ในดวงตาฉายแววซับซ้อนจางๆ
“ลู่เย่ ท่านชอบน้องหญิงเจียงหลิงเยว่... แล้วข้าเล่า?”
ในวินาทีต่อมา เฉินหลิงเซียงก็เผยเสน่ห์อันเย้ายวนออกมา พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวานนุ่มนวล
“ลู่เย่ ในเมื่อที่นี่ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว... มิสู้พวกเรา...”
ลู่เย่เผยสีหน้าสนใจใคร่รู้ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปเรียบๆ
“ได้สิ”
ก่อนหน้านี้พอเห็นเจียงชิงเกอ ลู่เย่ก็ฟาดดาบเข้าใส่ในทันที
แต่ทว่าตอนนี้เขากลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย เล่นเอาเฉินหลิงเซียงที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพมายาถึงกับไปไม่เป็นเล็กน้อย​
นางยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มอันเย้ายวนออกมาอีกครั้ง
“เช่นนั้น... ท่านพี่ มานี่สิเจ้าคะ... พวกเรามามีความสุขด้วยกันเถอะ~~~”
สิ้นเสียงนั้น ท่ามกลางม่านหมอกสีชมพูอันพร่ามัว เฉินหลิงเซียงกลับค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์สีครามบนร่างของนางลง…
ในชั่วพริบตานั้นเอง เรือนร่างอันงดงามได้สัดส่วนก็เผยความขาวผ่องจนสว่างพร่างพราย...
ทว่า...ทันใดนั้น มันก็มีลำแสงดาบที่ขาวสว่างยิ่งกว่า พลันวาบขึ้นมาในทันที!
ฉึบ!
“ทะ... ทำไมกัน?”
เฉินหลิงเซียงเบิกตากว้างคู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปรารถนา
ลู่เย่ขี้เกียจที่จะเสียเวลาพูดคุยกับภาพมายา เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าให้เร็วขึ้​น
เเละตอนนี้เขาได้เดินทางผ่านพ้นมาเกินครึ่งทางแล้ว ใกล้จะถึงทางออกของแดนมายาเต็มที
ครืนนนน!!!
แต่ในทันใดนั้นเอง ม่านหมอกสีชมพูหนาทึบก็พลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับร่างสุดท้ายที่ก้าวออกมาจากภายใน
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ดวงตาของลู่เย่ที่เคยสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณ ในที่สุดก็ไหวระริกขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
“แดนมายานี่...ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน”
ร่างสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น...เป็นเจียงหลิงเยว่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับภาพมายาสองร่างก่อนหน้านี้ที่แทบจะไม่มีข้อบกพร่องเลย
เจียงหลิงเยว่ที่อยู่ตรงหน้านี้กลับมีจุดบกพร่อง...ที่ค่อนข้างใหญ่
ใหญ่จริงๆ นั่นแหละ
ถ้าหากจะเปรียบเทียบ เจียงหลิงเยว่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีขนาดหน้าอกอยู่ราวๆ คัพ B
ทว่าภาพมายาที่อยู่ตรงหน้านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีคัพ C แล้ว...
“เจ้าคนใจร้าย...ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”
เจียงหลิงเยว่จ้องมองมาที่ลู่เย่ ในดวงตาคู่นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่อันลึกซึ้ง
เเต่สิ่งที่ตอบกลับนางไป...คือลำแสงดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“กลับไปคิดถึงในแดนมายาของเจ้าเถอะ”
เมื่อลำแสงดาบฟาดผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็สลายไปในพริบตา…
จากนั้น​ ลู่เย่ก็ก้าวเท้าสุดท้ายและเดินออกจากแดนมายาได้สำเร็จ
….
หลังจากที่วิ่งออกมาจากแดนมายาแล้ว เจ้าสุนัขน้อยที่เสี่ยวหลิงแปลงกายอยู่ก็หันมามองเจ้านายของมันด้วยความสงสัย
ในฐานะภูตวิญญาณที่ถือกำเนิดจากธรรมชาติ เสี่ยวหลิงจึงมองไม่เห็นร่างเงาของผู้คนที่ถูกสร้างขึ้นจากหมอกมายาสีชมพูเหล่านั้น
มันมองเห็นเพียงแก่นแท้ซึ่งก็คือกลุ่มหมอกสีชมพูกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเห็นเจ้านายของตนฟาดดาบใส่กลุ่มหมอกหลายกลุ่ม ในสมองน้อยๆ ของเสี่ยวหลิงก็เต็มไปด้วยความสงสัย
อยู่ดีๆ...จะไปฟันม่านหมอกเล่นทำไมกันนะ?
เเต่ในไม่ช้าเสี่ยวหลิงก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง มันจึงคาบขากางเกงของลู่เย่เบาๆเป็นสัญญาณให้เขาตามไป
ครู่ต่อมา หลังจากที่เดินตามเสี่ยวหลิงวนเวียนไปมาในซากโบราณสถานที่ดูราวกับเขาวงกต และลัดเลาะผ่านหุ่นเชิดผู้พิทักษ์อีกหลายจุด
ในที่สุดลู่เย่ก็ได้มาถึงเบื้องหน้าสวนโอสถแห่งหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณฟ้าดินอันเข้มข้น
“นี่คือสวนโอสถที่นิกายเทียนเซิ่งหลงเหลือไว้งั้นหรือ?”
ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเมื่อมองไปรอบๆ ก็ยังพอจะเห็นร่องรอยได้ว่าเดิมทีบริเวณนี้เคยมีค่ายกลคอยคุ้มกันอยู่
แต่ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน แหล่งพลังงานของค่ายกลก็ค่อยๆ หมดสิ้นลง จนในที่สุดสวนโอสถที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างจึงได้ปรากฏโฉมออกมา
เมื่อมองดูโอสถและบุปผาวิญญาณที่ปลูกอยู่ภายใน ลู่เย่ก็คาดคะเนว่า ที่นี่เดิมทีน่าจะเป็นสวนโอสถระดับต่ำ เพราะโอสถวิญญาณส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในล้วนเป็นระดับหนึ่งและสอง มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นระดับสาม ซึ่งน่าจะมีไว้สำหรับศิษย์ในสำนัก
น่าเสียดายที่เมื่อค่ายกลรวบรวมพลังปราณหยุดทำงาน โอสถส่วนใหญ่จึงเหี่ยวเฉาเพราะพลังงานหมดสิ้น
ลู่เย่ลองค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งพบโอสถวิญญาณระดับหนึ่งและสองที่ยังคงหลงเหลือพลังโอสถอยู่บางส่วนราวสิบกว่าต้น และหลังจากนั้นอีกไม่นาน เขาก็พบโอสถวิญญาณระดับสามที่ยังคงรักษาพลังงานไว้ได้ราวครึ่งหนึ่งอีกสามต้น
“ถึงแม้ว่าพลังงานจะเหลือไม่มาก แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว บวกกับการเสริมพลังจากหอหมื่น​วิถี ก็น่าจะทำให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้อย่างราบรื่นแล้ว”
เขาเก็บโอสถวิญญาณระดับหนึ่งและสองเข้าไปในแหวนมิติ…ส่วนโอสถวิญญาณระดับสามอีกสามต้นนั้นถูกนำไปเก็บไว้ในคลังของหอหมื่น​วิถี
หลังจากที่เห็นเขาเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว…เสี่ยวหลิงกลับส่งสัญญาณให้เขาเดินตามมาอีกครั้ง
“ยังมีอีกงั้นรึ?”
ลู่เย่ถึงกับชะงักไป เพราะเท่าที่สายตาของเขามองเห็น มันก็ไม่มีแปลงโอสถใดที่ยังไม่ได้ค้นหาหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
“น่าจะยังมีค่ายกลบดบังอยู่อีก...”
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็เข้าใจในทันที
นับตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามา เขาก็ต้องเผชิญกับค่ายกลหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด
จากจุดนี้ก็พอจะมองออกได้ว่า นิกายเทียนเซิ่งที่เคยดำรงอยู่เมื่อหลายหมื่นปีก่อนแห่งนี้ จะต้องมีสุดยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลอยู่เป็นแน่
และเนื่องจากสวนโอสถถือเป็นสถานที่สำคัญของทุกขุมอำนาจมาโดยตลอด ดังนั้นการจะวางค่ายกลซ้อนกันไว้หลายชั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
เขาเดินตามเสี่ยวหลิงไปข้างหน้าได้เพียงครู่เดียว ทันใดนั้นก็ถูกม่านหมอกสีขาวเข้าปกคลุมจนทั่ว
เสี่ยวหลิงส่งเสียงร้อง “อี๊ยา อี๊ยา” ออกมา
มันกระโดดโลดเต้นอยู่เบื้องหน้าของลู่เย่ พร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้าในเส้นทางที่เฉพาะเจาะจง
“อี๊ยา อี๊ยา!”
“เจ้าจะบอกว่า... ให้ข้าเดินตามรอยเท้าของเจ้างั้นรึ?”
เสี่ยวหลิงพยักหน้าในทันที พร้อมกับส่งสายตาชื่นชมมาให้ลู่เย่
และเมื่อลู่เย่ก้าวเดินตามรอยเท้าของเสี่ยวหลิง เขาก็พลันรู้สึกว่าทัศนียภาพเบื้องหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
สวนโอสถแห่งใหม่ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
สวนโอสถแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก มีหลุมสำหรับปลูกโอสถอยู่ไม่ถึงห้าหลุม และในตอนนี้ สี่หลุมในนั้นก็แห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว คงเหลือไว้เพียงโอสถวิญญาณสีแดงเพลิงต้นหนึ่งที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่
“โอสถวิญญาณระดับสี่?!”
เมื่อเห็นโอสถวิญญาณต้นนี้ ลู่เย่ก็ตกตะลึง​ในทันที
โอสถวิญญาณระดับสี่...นั่นคือโอสถล้ำค่าที่แม้แต่ปรมาจารย์ยุทธ์ยังต้องหมายปอง!
ส่วนโอสถอีกสามต้นที่อยู่ข้างๆ ในเมื่อสามารถถูกนำมาปลูกไว้ที่นี่โดยเฉพาะได้ ก็คงจะเป็นโอสถวิญญาณระดับสี่เช่นกัน
น่าเสียดายที่หลังจากค่ายกลรวบรวมพลังปราณเสียหาย โอสถวิญญาณสีแดงเพลิงต้นนี้กลับดูดซับพลังงานของโอสถต้นอื่นไปจนหมดสิ้นอย่างเห็นแก่ตัว…มิเช่นนั้นแล้ว มันก็คงไม่อาจอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
คิดได้​ดังนั้น…เขาก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในทันที ตั้งใจจะเด็ดโอสถวิญญาณระดับสี่สีแดงต้นนั้นออกมา
ทว่าทันใดนั้น จากเบื้องหลังกลับมีเสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างเงียบงัน
“อย่าขยับ”
“ถ้ากล้าขยับ...เจ้าตาย”
ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะมีคนสามารถฝ่าค่ายกลเข้ามาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังสามารถมองทะลุค่ายกลที่ซ่อนสวนโอสถแห่งนี้ออกได้อีกด้วย
เมื่อหันกลับไป สายตาของลู่เย่ก็กวาดมองไปเห็นชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายเย็นชาคนหนึ่ง และในมือของเขานั้น มีหนอนตัวอ้วนสีแดงฉานตัวหนึ่งเกาะอยู่
ทันทีที่เห็นหนอนสีแดงฉานตัวนั้น คิ้วของลู่เย่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
มันดู….คุ้นตาอย่างประหลาด!
ดูเหมือนว่า...ตอนที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังไปนั้น หนอนสีเลือดที่ฟักตัวออกมาจากร่างของเขาก็มีลักษณะคล้ายกับตัวนี้!
“เจ้าเป็นใคร?” ลู่เย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ชื่อของข้ารึ?”
“พวกเขาล้วนเรียกข้าว่า...บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามอสูร!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้งออกมา
ที่แท้นี่ก็คือหนึ่งในตัวเต็งผู้มีสิทธิ์แย่งชิงตำแหน่งในสระวิญญาณทั้งสิบแห่งที่เถียนชิงเคยกล่าวถึงนั่นเอง
แต่เดิมแล้ว ลู่เย่ขี้เกียจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพวกที่ถูกเรียกว่าตัวเต็งเหล่านี้
แต่ทว่าตอนนี้ บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน...กำลังคิดจะแย่งชิงของจากมือเขาอย่างนั้นรึ?
“ออกไปจากที่นี่เสีย วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะไม่บังคับให้เจ้าต้องมอบของอย่างอื่นให้” บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินกล่าวอย่างเย็นชา
จบตอน)