เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน

บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน

บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน


บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน

"ลู่เย่ ณ ที่นี้ไร้ผู้คน... มิสู้พวกเรา..."

"อ๊า!"

เสียงกรีดร้องดังขึ้น…ร่างของเจียงชิงเกอล้มลงต่อหน้าลู่เย่อย่างหมดหนทาง

หลังจาก​จัดการภาพลวงตา ลู่เย่ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า และหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ก็มีร่างอีกร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากม่านหมอกสีชมพู…คราวนี้ เป็นเฉินหลิงเซียง

เฉินหลิงเซียงจ้องมองมาที่เขา ในดวงตาฉายแววซับซ้อนจางๆ

“ลู่เย่ ท่านชอบน้องหญิงเจียงหลิงเยว่... แล้วข้าเล่า?”

ในวินาทีต่อมา เฉินหลิงเซียงก็เผยเสน่ห์อันเย้ายวนออกมา พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวานนุ่มนวล

“ลู่เย่ ในเมื่อที่นี่ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว... มิสู้พวกเรา...”

ลู่เย่เผยสีหน้าสนใจใคร่รู้ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปเรียบๆ

“ได้สิ”

ก่อนหน้านี้พอเห็นเจียงชิงเกอ ลู่เย่ก็ฟาดดาบเข้าใส่ในทันที

แต่ทว่าตอนนี้เขากลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย เล่นเอาเฉินหลิงเซียงที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพมายาถึงกับไปไม่เป็นเล็กน้อย​

นางยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มอันเย้ายวนออกมาอีกครั้ง

“เช่นนั้น... ท่านพี่ มานี่สิเจ้าคะ... พวกเรามามีความสุขด้วยกันเถอะ~~~”

สิ้นเสียงนั้น ท่ามกลางม่านหมอกสีชมพูอันพร่ามัว เฉินหลิงเซียงกลับค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์สีครามบนร่างของนางลง…

ในชั่วพริบตานั้นเอง เรือนร่างอันงดงามได้สัดส่วนก็เผยความขาวผ่องจนสว่างพร่างพราย...

ทว่า...ทันใดนั้น มันก็มีลำแสงดาบที่ขาวสว่างยิ่งกว่า พลันวาบขึ้นมาในทันที!

ฉึบ!

“ทะ... ทำไมกัน?”

เฉินหลิงเซียงเบิกตากว้างคู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปรารถนา

ลู่เย่ขี้เกียจที่จะเสียเวลาพูดคุยกับภาพมายา เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าให้เร็วขึ้​น

เเละตอนนี้เขาได้เดินทางผ่านพ้นมาเกินครึ่งทางแล้ว ใกล้จะถึงทางออกของแดนมายาเต็มที

ครืนนนน!!!

แต่ในทันใดนั้นเอง ม่านหมอกสีชมพูหนาทึบก็พลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับร่างสุดท้ายที่ก้าวออกมาจากภายใน

เมื่อเห็นคนผู้นี้ ดวงตาของลู่เย่ที่เคยสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณ ในที่สุดก็ไหวระริกขึ้นมาอย่างหาได้ยาก

“แดนมายานี่...ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน”

ร่างสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น...เป็นเจียงหลิงเยว่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับภาพมายาสองร่างก่อนหน้านี้ที่แทบจะไม่มีข้อบกพร่องเลย

เจียงหลิงเยว่ที่อยู่ตรงหน้านี้กลับมีจุดบกพร่อง...ที่ค่อนข้างใหญ่

ใหญ่จริงๆ นั่นแหละ

ถ้าหากจะเปรียบเทียบ เจียงหลิงเยว่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีขนาดหน้าอกอยู่ราวๆ คัพ B

ทว่าภาพมายาที่อยู่ตรงหน้านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีคัพ C แล้ว...

“เจ้าคนใจร้าย...ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

เจียงหลิงเยว่จ้องมองมาที่ลู่เย่ ในดวงตาคู่นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่อันลึกซึ้ง

เเต่สิ่งที่ตอบกลับนางไป...คือลำแสงดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“กลับไปคิดถึงในแดนมายาของเจ้าเถอะ”

เมื่อลำแสงดาบฟาดผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็สลายไปในพริบตา…

จากนั้น​ ลู่เย่ก็ก้าวเท้าสุดท้ายและเดินออกจากแดนมายาได้สำเร็จ

….

หลังจากที่วิ่งออกมาจากแดนมายาแล้ว เจ้าสุนัขน้อยที่เสี่ยวหลิงแปลงกายอยู่ก็หันมามองเจ้านายของมันด้วยความสงสัย

ในฐานะภูตวิญญาณที่ถือกำเนิดจากธรรมชาติ เสี่ยวหลิงจึงมองไม่เห็นร่างเงาของผู้คนที่ถูกสร้างขึ้นจากหมอกมายาสีชมพูเหล่านั้น

มันมองเห็นเพียงแก่นแท้ซึ่งก็คือกลุ่มหมอกสีชมพูกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

เมื่อเห็นเจ้านายของตนฟาดดาบใส่กลุ่มหมอกหลายกลุ่ม ในสมองน้อยๆ ของเสี่ยวหลิงก็เต็มไปด้วยความสงสัย

อยู่ดีๆ...จะไปฟันม่านหมอกเล่นทำไมกันนะ?

เเต่ในไม่ช้าเสี่ยวหลิงก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง มันจึงคาบขากางเกงของลู่เย่เบาๆเป็นสัญญาณให้เขาตามไป

ครู่ต่อมา หลังจากที่เดินตามเสี่ยวหลิงวนเวียนไปมาในซากโบราณสถานที่ดูราวกับเขาวงกต และลัดเลาะผ่านหุ่นเชิดผู้พิทักษ์อีกหลายจุด

ในที่สุดลู่เย่ก็ได้มาถึงเบื้องหน้าสวนโอสถแห่งหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณฟ้าดินอันเข้มข้น

“นี่คือสวนโอสถที่นิกายเทียนเซิ่งหลงเหลือไว้งั้นหรือ?”

ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเมื่อมองไปรอบๆ ก็ยังพอจะเห็นร่องรอยได้ว่าเดิมทีบริเวณนี้เคยมีค่ายกลคอยคุ้มกันอยู่

แต่ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน แหล่งพลังงานของค่ายกลก็ค่อยๆ หมดสิ้นลง จนในที่สุดสวนโอสถที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างจึงได้ปรากฏโฉมออกมา

เมื่อมองดูโอสถและบุปผาวิญญาณที่ปลูกอยู่ภายใน ลู่เย่ก็คาดคะเนว่า ที่นี่เดิมทีน่าจะเป็นสวนโอสถระดับต่ำ เพราะโอสถวิญญาณส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในล้วนเป็นระดับหนึ่งและสอง มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นระดับสาม ซึ่งน่าจะมีไว้สำหรับศิษย์ในสำนัก

น่าเสียดายที่เมื่อค่ายกลรวบรวมพลังปราณหยุดทำงาน โอสถส่วนใหญ่จึงเหี่ยวเฉาเพราะพลังงานหมดสิ้น

ลู่เย่ลองค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งพบโอสถวิญญาณระดับหนึ่งและสองที่ยังคงหลงเหลือพลังโอสถอยู่บางส่วนราวสิบกว่าต้น และหลังจากนั้นอีกไม่นาน เขาก็พบโอสถวิญญาณระดับสามที่ยังคงรักษาพลังงานไว้ได้ราวครึ่งหนึ่งอีกสามต้น

“ถึงแม้ว่าพลังงานจะเหลือไม่มาก แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว บวกกับการเสริมพลังจากหอหมื่น​วิถี ก็น่าจะทำให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้อย่างราบรื่นแล้ว”

เขาเก็บโอสถวิญญาณระดับหนึ่งและสองเข้าไปในแหวนมิติ…ส่วนโอสถวิญญาณระดับสามอีกสามต้นนั้นถูกนำไปเก็บไว้ในคลังของหอหมื่น​วิถี

หลังจากที่เห็นเขาเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว…เสี่ยวหลิงกลับส่งสัญญาณให้เขาเดินตามมาอีกครั้ง

“ยังมีอีกงั้นรึ?”

ลู่เย่ถึงกับชะงักไป เพราะเท่าที่สายตาของเขามองเห็น มันก็ไม่มีแปลงโอสถใดที่ยังไม่ได้ค้นหาหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

“น่าจะยังมีค่ายกลบดบังอยู่อีก...”

เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็เข้าใจในทันที

นับตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามา เขาก็ต้องเผชิญกับค่ายกลหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด

จากจุดนี้ก็พอจะมองออกได้ว่า นิกายเทียนเซิ่งที่เคยดำรงอยู่เมื่อหลายหมื่นปีก่อนแห่งนี้ จะต้องมีสุดยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลอยู่เป็นแน่

และเนื่องจากสวนโอสถถือเป็นสถานที่สำคัญของทุกขุมอำนาจมาโดยตลอด ดังนั้นการจะวางค่ายกลซ้อนกันไว้หลายชั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง

เขาเดินตามเสี่ยวหลิงไปข้างหน้าได้เพียงครู่เดียว ทันใดนั้นก็ถูกม่านหมอกสีขาวเข้าปกคลุมจนทั่ว

เสี่ยวหลิงส่งเสียงร้อง “อี๊ยา อี๊ยา” ออกมา

มันกระโดดโลดเต้นอยู่เบื้องหน้าของลู่เย่ พร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้าในเส้นทางที่เฉพาะเจาะจง

“อี๊ยา อี๊ยา!”

“เจ้าจะบอกว่า... ให้ข้าเดินตามรอยเท้าของเจ้างั้นรึ?”

เสี่ยวหลิงพยักหน้าในทันที พร้อมกับส่งสายตาชื่นชมมาให้ลู่เย่

และเมื่อลู่เย่ก้าวเดินตามรอยเท้าของเสี่ยวหลิง เขาก็พลันรู้สึกว่าทัศนียภาพเบื้องหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง

สวนโอสถแห่งใหม่ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา

สวนโอสถแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก มีหลุมสำหรับปลูกโอสถอยู่ไม่ถึงห้าหลุม และในตอนนี้ สี่หลุมในนั้นก็แห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว คงเหลือไว้เพียงโอสถวิญญาณสีแดงเพลิงต้นหนึ่งที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่

“โอสถวิญญาณระดับสี่?!”

เมื่อเห็นโอสถวิญญาณต้นนี้ ลู่เย่ก็ตกตะลึง​ในทันที

โอสถวิญญาณระดับสี่...นั่นคือโอสถล้ำค่าที่แม้แต่ปรมาจารย์ยุทธ์ยังต้องหมายปอง!

ส่วนโอสถอีกสามต้นที่อยู่ข้างๆ ในเมื่อสามารถถูกนำมาปลูกไว้ที่นี่โดยเฉพาะได้ ก็คงจะเป็นโอสถวิญญาณระดับสี่เช่นกัน

น่าเสียดายที่หลังจากค่ายกลรวบรวมพลังปราณเสียหาย โอสถวิญญาณสีแดงเพลิงต้นนี้กลับดูดซับพลังงานของโอสถต้นอื่นไปจนหมดสิ้นอย่างเห็นแก่ตัว…มิเช่นนั้นแล้ว มันก็คงไม่อาจอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

คิดได้​ดังนั้น…เขาก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในทันที ตั้งใจจะเด็ดโอสถวิญญาณระดับสี่สีแดงต้นนั้นออกมา

ทว่าทันใดนั้น จากเบื้องหลังกลับมีเสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างเงียบงัน

“อย่าขยับ”

“ถ้ากล้าขยับ...เจ้าตาย”

ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะมีคนสามารถฝ่าค่ายกลเข้ามาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังสามารถมองทะลุค่ายกลที่ซ่อนสวนโอสถแห่งนี้ออกได้อีกด้วย

เมื่อหันกลับไป สายตาของลู่เย่ก็กวาดมองไปเห็นชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายเย็นชาคนหนึ่ง และในมือของเขานั้น มีหนอนตัวอ้วนสีแดงฉานตัวหนึ่งเกาะอยู่

ทันทีที่เห็นหนอนสีแดงฉานตัวนั้น คิ้วของลู่เย่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

มันดู….คุ้นตาอย่างประหลาด!

ดูเหมือนว่า...ตอนที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังไปนั้น หนอนสีเลือดที่ฟักตัวออกมาจากร่างของเขาก็มีลักษณะคล้ายกับตัวนี้!

“เจ้าเป็นใคร?” ลู่เย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ชื่อของข้ารึ?”

“พวกเขาล้วนเรียกข้าว่า...บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามอสูร!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้งออกมา

ที่แท้นี่ก็คือหนึ่งในตัวเต็งผู้มีสิทธิ์แย่งชิงตำแหน่งในสระวิญญาณทั้งสิบแห่งที่เถียนชิงเคยกล่าวถึงนั่นเอง

แต่เดิมแล้ว ลู่เย่ขี้เกียจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพวกที่ถูกเรียกว่าตัวเต็งเหล่านี้

แต่ทว่าตอนนี้ บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน...กำลังคิดจะแย่งชิงของจากมือเขาอย่างนั้นรึ?

“ออกไปจากที่นี่เสีย วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะไม่บังคับให้เจ้าต้องมอบของอย่างอื่นให้”  บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินกล่าวอย่างเย็นชา

จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 77 : บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน

คัดลอกลิงก์แล้ว