เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 : ครั้งแรกของเจียงหลิงเยว่...หายไปแล้วงั้นหรือ?

บทที่ 75 : ครั้งแรกของเจียงหลิงเยว่...หายไปแล้วงั้นหรือ?

บทที่ 75 : ครั้งแรกของเจียงหลิงเยว่...หายไปแล้วงั้นหรือ?


บทที่ 75 : ครั้งแรกของเจียงหลิงเยว่...หายไปแล้วงั้นหรือ?

ในขณะเดียวกัน ณ เมืองลั่วฮวา

ภายในจวนตระกูลเฉิน เฉินหลิงเซียงก็ได้เข้าสู่การปิดด่านฝึกตนอีกครั้งนับตั้งแต่ที่แยกกับลู่เย่ในคราวนั้น

และบัดนี้ เมื่อนางออกจากด่านก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังยุทธ์ของนางทะยานขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามได้อย่างราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไหลสู่ลำธาร

“ในที่สุดก็บรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามเสียที”  เฉินหลิงเซียงถอนหายใจยาวออกมา

พูดตามตรงแล้ว การปิดด่านในครั้งนี้ของนางไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด…เธอต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรของตระกูลเฉินไปมากมายมหาศาล กว่าจะเลื่อนระดับได้สำเร็จ

“ไม่รู้จริงว่าลู่เย่ฝึกยุทธ์ได้อย่างไรกันแน่” เฉินหลิงเซียงพึมพำกับตัวเองเสียงเบา

นางคาดการณ์ว่าพลังฝีมือของลู่เย่ อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะอยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกขึ้นไปแล้ว!

ย้อนกลับไปในงานเลี้ยงวันเกิดของตระกูลหวังครั้งนั้น ระหว่างทางพวกของซูหว่านถูกผู้คุ้มกันแห่งนิกายเบญจพิษสกัดไว้

แต่แล้วก็มีสุดยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาช่วยแก้ไขสถานการณ์

ซึ่งหลังจากที่ข่าวนี้แพร่มาถึงหูของเฉินหลิงเซียง แม้คนอื่นอาจจะไม่รู้ ทว่านางกลับคาดเดาได้ว่าแปดเก้าส่วนต้องเป็นฝีมือของลู่เย่แน่ๆ!

เพราะเขาคนนั้นน่ะ ชอบทำตัวเป็นยอดฝีมือลึกลับที่สุดแล้ว!

นี่ถ้าหากว่าตอนนั้นนางไม่ตื๊อเขาไม่เลิกรา มีหรือที่เขาจะยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้านาง

เเละใครเล่าจะไปคาดคิดได้ว่า สามีแต่งเข้าที่ไม่มีใครในตระกูลเจียงให้ความสำคัญ แท้จริงแล้วเบื้องหลังกลับเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์อันดับหนึ่ง?

เรื่องแบบนี้ต่อให้เล่าออกไป ก็คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่

เมื่อนึกถึงลู่เย่ ดวงตาของเฉินหลิงเซียงก็ไหวระริกขึ้นมาเล็กน้อย

ไม่ได้เจอกันเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ในใจกลับรู้สึกคิดถึงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ไปเมืองเมฆาใบไม้สักหน่อยดีกว่า”

มุมปากของเฉินหลิงเซียงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย

เเต่เมื่อเฉินหลิงเซียงใช้อ้างว่ามาเยี่ยมเจียงหลิงเยว่เพื่อเดินทางมายังตระกูลเจียงแห่งเมืองเมฆาใบไม้…ทันทีที่มาถึงนางก็ต้องตกตะลึงกับข่าวคราวที่ได้รับทันที

“เจ้าว่าอะไรนะ พี่เขยของเจ้าออกจากตระกูลเจียงไปแล้วอย่างนั้นรึ?”

วินาทีแรกที่ได้ยินข่าวนั้น สิ่งที่ผุดขึ้นในใจของเฉินหลิงเซียงก็คือ…

ในที่สุดลู่เย่ก็คิดจะเปิดไพ่แล้วงั้นหรือ?

จะไม่แสร้งทำตัวเป็นคนไร้ประโยชน์อีกต่อไปแล้วใช่ไหม?

เพราะถึงอย่างไร ด้วยพลังฝีมือของลู่เย่ในตอนนี้ แม้แต่บรรพบุรุษของตระกูลเจียงก็ยังมิอาจเทียบเทียมได้อีกต่อไปแล้ว

“ใช่แล้ว พี่ลู่เย่ไปแล้ว” เจียงหลิงเยว่พยักหน้ารับ

นับตั้งแต่วันที่เปิดเผยความในใจออกไป เจียงหลิงเยว่ก็ไม่เต็มใจจะเรียกเขาว่า "พี่เขย" อีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของนางยังวางแผนการไว้เรียบร้อยแล้วว่าเมื่อไหร่ที่ตนเองบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์ ท่านพี่เจียงชิงเกอก็จะได้ถอนหมั้น และตอนนั้นเอง นางก็จะได้...หึๆๆ!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เจียงหลิงเยว่ก็อดที่จะหัวเราะคิกคักออกมาอย่างโง่งมไม่ได้

อนาคตของนางช่างน่าเฝ้ารอเสียจริง! (ผู้นำอันดับหนึ่งในตอนนี้)

“แล้วลู่เย่ไปที่ไหน เจ้าพอจะรู้หรือไม่?”

เฉินหลิงเซียงไม่คาดคิดเลยว่า การมาเยือนเมืองเมฆาใบไม้ในครั้งนี้จะต้องมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้

ดวงตาของเจียงหลิงเยว่ขยับไหวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบ

“รู้สิ…เเต่คนใจร้ายนั่น ตอนแรกก็ไม่ยอมบอกข้าหรอกนะ เป็นข้าเองที่ไปหาจนเจอ”

อันที่จริง ก่อนที่ลู่เย่จะจากไป เขาก็ได้เขียนไว้ในจดหมายแล้วว่า หากเฉินหลิงเซียงมาตามหาเขาผ่านทางเจียงหลิงเยว่ ก็ให้บอกที่อยู่ของเขาไปได้

“ถ้าอย่างนั้นแล้ว...ในอนาคตพี่หลิงเซียงจะได้กลายเป็นพี่สาวจริงๆของเราไหมนะ?” ดวงตาของเจียงหลิงเยว่กลอกไปมา

ในขณะเดียวกันนั้นเอง เฉินหลิงเซียงก็ได้กวาดสายตามองเจียงหลิงเยว่อยู่สองสามครั้

ทันใดนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นในใจ

เมื่อครู่ตอนที่เพิ่งมาถึงตระกูลเจียง พอได้ยินข่าวว่าลู่เย่จากไปแล้ว สมาธิทั้งหมดของเฉินหลิงเซียงจึงไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ตัวเจียงหลิงเยว่มากนัก

ทว่าเมื่อตั้งสติได้...เฉินหลิงเซียงก็ค้นพบความผิดปกติของเจียงหลิงเยว่ได้ในทันที

นางเคยร่ำเรียนศาสตร์โหงวเฮ้งมาก่อน จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มา เจียงหลิงเยว่ยังคงเป็นเด็กสาวผู้ฉลาดหลักแหลมและเปี่ยมไปด้วยความสดใสไร้เดียงสา พลังหยินบริสุทธิ์ของนางยังคงอยู่ครบถ้วน

แต่ทว่าบัดนี้...

พลังหยินบริสุทธิ์ในกายของนางกลับถูกใครบางคนเด็ดไปเสียแล้ว

เฉินหลิงเซียงมองเจียงหลิงเยว่ที่ยังคงดูสดใสร่าเริงอยู่เช่นเดิม แต่ทว่านางกลับสังเกตเห็นว่าบนเรือนร่างของเด็กสาวนั้น มีกลิ่นอายจางๆของดอกไม้แรกแย้มอบอวลอยู่

ในใจของนางจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่า

ใครกันที่เป็นคนทำ?

นางสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อน แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ตอนนี้เจ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่? ถ้าหากว่าไม่ติดธุระอันใด พวกเราไปหาลู่เย่กันดีไหม?”

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหลิงเยว่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“คนใจร้ายนั่นไม่อยู่ที่เมืองเมฆาใบไม้แล้วล่ะ”

“เขาออกเดินทางไปเมื่อหลายวันก่อน แล้วก็บอกว่าจะออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง”

ไม่อยู่ในเมืองเมฆาใบไม้แล้วงั้นหรือ?

ทันใดนั้นเอง ในห้วงความคิดของเฉินหลิงเซียงก็พลันปรากฏตัวอักษรสี่ตัวขึ้นมาอย่างเงียบงัน...

“ดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬ?!”

เพราะตอนนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬกำลังจะเปิดออกพอดี

เมื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของลู่เย่ที่ออกจากเมืองเมฆาใบไม้ไปในช่วงเวลานี้พอเหมาะพอเจาะ เฉินหลิงเซียงก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือคนผู้นี้จะมุ่งหน้าไปยังดินแดนลึกลับแห่งนั้นกันแน่?

เพียงแต่ว่า...ทุกครั้งที่ดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬเปิดออก

นั่นก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่เหล่าอสูรกายปีศาจที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรมานานต่างพากันปรากฏตัวออกมา…

เรียกได้ว่าเป็นสมรภูมิที่เหล่าสุดยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นปลายมาต่อสู้ประชันกันเลยทีเดียว!

“พลังยุทธ์ของลู่เย่...น่าจะอยู่ราวๆ ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกหรือเจ็ดกระมัง?” เฉินหลิงเซียงคาดเดาในใจ

ซึ่งตามปกติแล้ว ด้วยระดับพลังยุทธ์เพียงเท่านี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองสิทธิ์ในการชำระล้างร่างกาย ณ สระวิญญาณบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนลึกลับได้

แต่พอนึกถึงว่าเป็นลู่เย่... เฉินหลิงเซียงกลับไม่กล้าที่จะฟันธงข้อสรุปนี้ลงไปอย่างไม่รู้ตัว

……

อีกด้าน

ณ บริเวณนอกดินแดนลึกลับหุบเขาทมิฬ

บนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ ปรากฏร่างสามร่างนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ

เบื้องหน้าของพวกเขามีโต๊ะน้ำชาที่ทำจากหินชั้นเลิศลอยเด่นอยู่ พร้อมกับส่งกลิ่นหอมของชาลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ

ชิงซวนจื่อหันไปมองผู้อาวุโสใหญ่แห่งนิกายหมื่นเต๋าแล้วเอ่ยขึ้น

“ท่านผู้เฒ่ากง ท่านยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉงไม่เปลี่ยนเลยนะขอรับ”

“ถึงกับมีเวลาว่างออกมาคุมดินแดนลึกลับด้วยตนเองในครั้งนี้”

“อยู่เฉยมานานก็อยากขยับเขยื้อนเสียบ้าง…อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ดินแดนตอนเหนือดูจะไม่ค่อยสงบสุขเท่าใดนัก” ผู้อาวุโสใหญ่แห่งนิกายหมื่นเต๋านามว่ากงถงซานกล่าวตอบ​

“ก็แค่พวกเศษเดนจากเมื่อหมื่นปีก่อนเท่านั้นแหละ” ชิงซวนจื่อกล่าวอย่างเรียบเฉย

“พวกมันคงคิดว่าแค่มีปรมาจารย์ยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ก็จะสามารถกลับมากดขี่ดินแดนตอนเหนือได้อีกกระมัง หารู้ไม่ว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว”

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับตั้งแต่นิกายเบญจพิษและนิกายสามหยินปรากฏตัวขึ้น สามนิกายใหญ่ก็ได้รวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด

จนถึงตอนนี้ บนโต๊ะทำงานของประมุขแห่งนิกายอัสนีครามก็มีเอกสารข้อมูลโดยละเอียดกองอยู่หนาปึ้กแล้ว

ทั้งนิกายเบญจพิษและนิกายสามหยินต่างก็มีปรมาจารย์ยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมา

แต่ทว่าสามนิกายใหญ่ของพวกเขาในฐานะขุมอำนาจสูงสุดแห่งดินแดนตอนเหนือในปัจจุบัน มีบ้านไหนกันเล่าที่ไม่มีปรมาจารย์ยุทธ์อยู่สักสองคน?

ดังนั้นแล้ว การคิดจะใช้ปรมาจารย์ยุทธ์เพียงสองคนมาล้มล้างโครงสร้างอำนาจเดิมของดินแดนตอนเหนือ เกรงว่าคงจะยังไม่เพียงพอ

จากนั้น ชิงซวนจื่อจึงค่อยๆหันสายตาไปมองนางเซียนเมฆาสีชาดที่อยู่ด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับส่งยิ้มให้

“ท่านชือหยุน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ”

นางเซียนเมฆาสีชาดเพียงพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ชิงซวนจื่อก็อดที่จะยิ้มขื่นออกมาไม่ได้

“ชือหยุน เรารู้จักกันมาหลายสิบปีแล้วนะ เหตุใดเจ้าถึงยังคงเย็นชากับข้าเช่นนี้”

หลายสิบปีก่อน ในตอนที่ทั้งสองยังเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายในของแต่ละนิกาย

ในการประลองของนิกายแห่งดินแดนตอนเหนือครั้งหนึ่ง ชิงซวนจื่อได้พบนางเซียนเมฆาสีชาดในตอนนั้น และเพียงแรกเห็นก็ตกตะลึงในความงามของนางราวกับนางฟ้ามาจุติ

นับตั้งแต่นั้นมา ชิงซวนจื่อก็ตั้งใจตามเกี้ยวพาราสีนางเซียนเมฆาสีชาดมาโดยตลอด

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีวี่แววว่าจะสมหวังเลยแม้แต่น้อย

นางเซียนเมฆาสีชาดเหลือบมองชิงซวนจื่ออย่างเย็นชา ถึงกับขี้เกียจที่จะตอบคำถาม

นับตั้งแต่ที่นางก้าวเข้าสู่นิกายเมฆาสีชาด สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของนางก็คือการฝึกตนเท่านั้น

และหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งประมุขแห่งนิกายเมฆาสีชาดแล้ว เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนางก็คือการทำให้นิกายแข็งแกร่งขึ้น

นาง...ต้องการนำนิกายเมฆาสีชาดให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของดินแดนตอนเหนือ!

และหลังจากนั้นก็จะก้าวออกไปจากดินแดนแห่งนี้

ส่วนเรื่องรักๆใคร่ๆอะไรทำนองนั้น ไม่เคยอยู่ในความคิดของนางเซียนเมฆาสีชาดเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุนี้ นางยอมที่จะเอ่ยปากชักชวนชายชุดดำขอบเขตเหนือสวรรค์ไร้สังกัดที่น่าสงสัยคนนั้นด้วยตัวเอง มากกว่าที่จะเสวนากับชิงซวนจื่อ

เมื่อนึกถึงชายชุดดำขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้นั้น นางเซียนเมฆาสีชาดก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ในเมื่อกล้าปฏิเสธคำเชิญชวนของนาง เช่นนั้นนางก็อยากจะเห็นนักว่า คนผู้นี้จะสามารถสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้สักเพียงใดในดินแดนลึกลับแห่งนี้

“ในครั้งนี้ ข้าได้ยินมาว่าไม่เพียงแต่ดินแดนตอนเหนือเท่านั้น แต่ยังมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์จากดินแดนบูรพาและทักษิณเดินทางมาด้วย”

“และพวกเขาล้วนแล้วแต่มีฝีมือไม่ธรรมดา เกรงว่าคงจะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเป็นแน่” กงถงซานแห่งนิกายหมื่นเต๋ากล่าวเสริมขึ้น

จบตอน

จบบทที่ บทที่ 75 : ครั้งแรกของเจียงหลิงเยว่...หายไปแล้วงั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว