เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 : ข้าจะกินท่าน!

บทที่ 69 : ข้าจะกินท่าน!

บทที่ 69 : ข้าจะกินท่าน!


บทที่ 69 : ข้าจะกินท่าน!

เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่รุกเข้ามาอย่างกล้าหาญ

ลู่เย่ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“เจ้าแน่ใจแล้วรึว่าเจ้าคิดดีแล้วจริงๆ?”

สำหรับเจียงหลิงเยว่นั้น ในใจของลู่เย่ก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กับนางอยู่

เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงที่นี่ใหม่ๆ และได้เข้าไปอยู่ในตระกูลเจียง ในบรรดาคนมากมายของตระกูลเจียงอันใหญ่โต มีเพียงนางเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อลู่เย่ด้วยความปรารถนาดีมาโดยตลอด

ดังนั้น สำหรับลู่เย่จึงชมชอบนางอยู่พอสมควร

“ข้าคิดดีแล้ว ข้าก็แค่ชอบท่าน!”

เจียงหลิงเยว่รู้สึกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนาง ไม่เคยมีความกล้าหาญมากเท่านี้มาก่อน

“ท่าน... ท่านรับข้าไว้เถอะนะ!”

“นับตั้งแต่ที่รู้ว่าท่านจากไป ข้าก็ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเท่านี้มาก่อนเลย”

“ในแต่ละวันก็เอาแต่เหม่อลอยไร้สติ ก่อนหน้านี้ข้ายังเคยคิดด้วยซ้ำว่า หากหาท่านในเมืองเมฆาใบไม้ไม่เจอ ข้าก็จะไปตามหาที่เมืองชิงซาน!”

“แล้วถ้าหากที่เมืองชิงซานก็ยังหาไม่เจออีก ข้าก็จะ...ข้าก็จะตามหาต่อไปเรื่อยๆ! จนกว่าจะพบท่าน”

เจียงหลิงเยว่จ้องมองลู่เย่อย่างกล้าหาญ พร้อมกับกล่าวอย่างจริงใจและแน่วแน่

“ลู่เย่ ท่านพี่ไม่ได้ชอบท่าน แต่ข้าเจียงหลิงเยว่ชอบท่าน!”

“ให้...ให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่? ข้าสัญญาว่าจะดีต่อท่านแน่นอน”

ลู่เย่: “......”

คำพูดทำนองนี้ โดยปกติแล้วลู่เย่มักจะได้ยินจากฝ่ายชายที่พูดกับฝ่ายหญิงเสียมากกว่า

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า พอหลังจากที่ได้ทะลุมิติมายังโลกแห่งวิถียุทธ์อันยิ่งใหญ่นี้แล้ว ทุกอย่างจะกลับตาลปัตรไปหมด

เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง และกำลังรอคอยคำตอบจากตนเองอย่างระมัดระวัง

ลู่เย่ก็นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน

และในที่สุด เขาก็ค่อยๆ พยักหน้าลง

ผู้ฝึกยุทธ์นั้น ให้ความสำคัญกับการทำตามเสียงหัวใจและความคิดของตนเอง

“ลู่เย่... ฮือๆๆ!”

ความรู้สึกอันร้อนแรงที่สั่งสมมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้ระเบิดออกมาโดยสมบูรณ์

เจียงหลิงเยว่โผเข้าสู่อ้อมกอดของลู่เย่ หยาดน้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสายราวกับว่าวที่สายป่านขาด

ครู่ใหญ่ต่อมา เจียงหลิงเยว่ที่อารมณ์เริ่มสงบลงมากแล้ว

พอได้ยินเสียงฝีเท้าจากข้างนอก นางจึงรีบผละออกจากร่างของลู่เย่ แล้วรีบเช็ดน้ำตาของตนเอง

ยามราตรีมาเยือน แสงไฟในเมืองเมฆาใบไม้เริ่มสว่างไสว

“ออกไปเดินเล่นกันหน่อยไหม?” ลู่เย่เอ่ยถามเรียบๆ

เวลาฝึกฝนวิชาของเขานั้น โดยปกติแล้วจะเป็นช่วงกลางดึกไปจนถึงรุ่งสาง

ดังนั้นในตอนนี้จึงพอจะมีเวลาออกไปเดินเล่นข้างนอกได้บ้าง

“เจ้าค่ะ ท่านรอข้าสักครู่นะ” เจียงหลิงเยว่รีบกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว และในเวลาเพียงครู่เดียวก็เดินออกมา

ลู่เย่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก็พบว่าเจียงหลิงเยว่ได้แต่งหน้าอ่อนๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังทาแป้งฝุ่นบางๆอีกด้วย

ทว่า... คงจะเป็นเพราะว่านางไม่ค่อยได้แต่งหน้า จึงไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่นัก แป้งและเครื่องสำอางบนแก้มของนางจึงไม่ค่อยสม่ำเสมอกัน

พอมองแวบแรกแล้ว ก็ดูคล้ายกับลูกแมวหน้ามอมเลยทีเดียว

ลู่เย่ถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

หลังจากที่บอกให้นางไปล้างเครื่องสำอางที่ทำให้คะแนนติดลบออกแล้ว

ลู่เย่ก็ได้พาเจียงหลิงเยว่ออกไปเดินเล่นบนถนนของเมืองเมฆาใบไม้

“จริงสิ ท่านกำลังขาดแคลนเงินอยู่ใช่หรือไม่”

เจียงหลิงเยว่ล้วงตั๋วเงินใบละหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาสองใบจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้กับลู่เย่ พลางกล่าวอย่างเขินอายว่า

“นี่... นี่คือเงินเก็บทั้งหมดของข้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้ามอบให้ท่านทั้งหมดเลย” (เเม่สาวสายเปย์อีกคน)​

ลู่เย่เหลือบมองแวบหนึ่ง ช่างร่ำรวยเสียจริง

เเละทันทีที่เจียงหลิงเยว่ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คัมภีร์วิทยายุทธ์สองเล่มพร้อมกับขวดเล็กขวดน้อยอีกหลายใบก็พลันหล่นกราวลงมา กลิ้งไปอยู่ที่เท้าของลู่เย่

ลู่เย่ก้มลงเก็บขึ้นมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก็พบว่าเป็นคัมภีร์วิชา “ดาบจันทราเย็นตระกูลเจียง” และคัมภีร์วิชาตัวเบาอีกหนึ่งเล่ม

ส่วนขวดเล็กขวดน้อยเหล่านั้น...

พอลู่เย่ได้เห็นเท่านั้นแหละ ใบหน้าของเขาก็พลันดำคล้ำลงเล็กน้อย

“เจ้าไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?”

ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่แดงก่ำ เเล้วกระซิบตอบ

“เอ่อ... เดิมทีข้าคิดว่า หากท่านไม่ยอมตกลง ข้าก็จะทำให้ท่านสลบไป แล้วก็... มัดมือชกเสียเลย”

“ข้าเห็นในหนังสือนิยายรักๆ ใคร่ๆ เขาทำกันแบบนี้ทั้งนั้น”

“แต่พอหลังจากที่ได้รู้ว่าท่านคือชายลึกลับที่ช่วยชีวิตข้าในคืนนั้น พลังฝีมือของท่านแข็งแกร่งเกินไป...ยานี่คงจะใช้ไม่ได้ผล...โอ๊ย ท่านตีข้าทำไมเจ้าคะ?”

“เจ้าไปอ่านหนังสือไร้สาระพวกนี้มาจากไหนกัน อายุก็ยังน้อย แต่กลับมีแผนการร้ายกาจขนาดนี้”

…..

อีก​ด้าน​

ในขณะเดียวกัน ณ นิกายเมฆาสีชาด

เรื่องที่เมืองเมฆาใบไม้ต้องสงสัยว่ามีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ปรากฏตัว ได้ถูกส่งผ่านช่องทางการสื่อสารนับไม่ถ้วน จนไปเข้าหูของขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ

เมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดได้เห็นรายงานข่าวที่ถูกส่งขึ้นมา นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมา

“หึ…ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์?”

นี่พวกเขาไปสูดดมพลังปราณฟ้าดินระดับต่ำมากเกินไป จนทำให้สมองทึบไปแล้วหรืออย่างไรกัน?

เกรงว่า... คนพวกนี้คงจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์นั้นคืออะไร

หากการบรรลุเป็นปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์นั้นง่ายดายถึงเพียงนี้ นิกายเมฆาสีชาดก็คงจะไม่มีเหลืออยู่เพียงสองคนในปัจจุบันหรอก

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองเล็กๆอย่างเมืองเมฆาใบไม้ จะมีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

เก้าในสิบส่วน คงจะเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจผิดว่ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษคือปรมาจารย์เสียมากกว่า

เพราะอย่างไรเสีย ผู้ที่ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตนั้น ย่อมไม่สามารถตัดสินพลังฝีมือที่แท้จริงของขอบเขตนั้นได้

นางเซียนเมฆาสีชาดวางรายงานข่าวฉบับนี้ลงข้างๆ แล้วก็อ่านฉบับต่อไป

เมื่อได้เห็นว่านิกายอัสนีครามกับนิกายสามหยินที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาใหม่นั้นเกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง นางเซียนเมฆาสีชาดก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

การที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็บั่นทอนกำลังของกันและกัน สำหรับนิกายเมฆาสีชาดแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี

“เพียงแต่ ข้ากลับรู้สึกว่า การปรากฏตัวขึ้นมาของนิกายเบญจพิษและนิกายสามหยินนั้น... ดูเหมือนจะมีความไม่ชอบมาพากลอยู่”

เมื่อคิดถึงตรงนี้ คิ้วของนางเซียนเมฆาสีชาดก็ขมวดเข้าหากัน

นางรู้สึกได้ว่า เบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะมีมือขนาดใหญ่ข้างหนึ่งคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และเป้าหมายสุดท้ายของมัน ก็คือการทำให้ดินแดนเป่ยจิ้งแห่งนี้เกิดความโกลาหลวุ่นวายโดยสิ้นเชิง!

เพียงแต่ว่า การคาดเดานี้ยังไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนในตอนนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดจึงทำได้เพียงแค่กดความสงสัยนี้ไว้ในใจไปก่อน

นางหยิบรายงานข่าวฉบับสุดท้ายขึ้นมา ซึ่งเป็นฉบับที่มีความสำคัญน้อยที่สุด จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้

เเต่นางเซียนเมฆาสีชาดก็ยังคงหยิบมันขึ้นมาอ่านผ่านๆสองสามครั้ง

ทันใดนั้น ในแววตาของนางกลับปรากฏแววสนุกสนานขึ้นมา

รายงานข่าวที่ถูกส่งมานั้น แท้จริงแล้วมาจากสายลับในตระกูลเจียง

“ออกจากตระกูลเจียงไปแล้วรึ?”

หลังจากที่อ่านจบ นางเซียนเมฆาสีชาดก็ส่ายหน้าเบาๆ

ยังคงยอมรับสถานะเขยแต่งเข้าไม่ได้ ดังนั้นจึงเลือกที่จะจากไปอย่างนั้นรึ?

แต่ทว่า การอยู่ที่ตระกูลเจียงสิ ถึงจะมีโอกาสได้รับทรัพยากรที่มากขึ้น และพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น

นางเซียนเมฆาสีชาดวางรายงานข่าวในมือลง พลางคิดในใจว่าคนหนุ่มสาวก็ยังคงอ่อนประสบการณ์เกินไปนัก

ยังไม่มีความอดทนและความสุขุมรอบคอบที่เพียงพอ

มิเช่นนั้นแล้ว หากอดทนซุ่มตัวอยู่ที่

ตระกูลเจียงสักสิบปี ต่อให้พรสวรรค์จะด้อยไปบ้าง การจะบรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความหวัง

….

อีก​ด้าน

ลู่เย่ผู้ซึ่งถูกนางเซียนเมฆาสีชาดมองว่า “การจะบรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความหวัง” นั้น ….ในตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

ลู่เย่มองเจียงหลิงเยว่ที่มีใบหน้าแดงก่ำด้วยความประหลาดใจ แล้วเอ่ยถามว่า

“เจ้าคิดดีแล้วจริงๆรึ?”

เดิมทีหลังจากที่เดินเล่นยามค่ำคืนเสร็จแล้ว ลู่เย่ก็คิดจะกลับบ้าน

แต่พอเดินผ่านหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เจียงหลิงเยว่กลับดึงแขนเขาไว้ แล้วยืนกรานว่าจะเข้าไป...ประลองยุทธ์กันสักตั้ง

“ข้าคิดดีแล้ว! ข้าจะกินท่าน!”

เจียงหลิงเยว่รวบรวมความกล้ากล่าวออกมา ก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อน

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เย่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เขาเพียงแค่เดินตามเข้าไปในโรงเตี๊ยมอย่างเงียบๆ

ครู่ใหญ่ต่อมา...พร้อมกับเสียงกรีดร้องราวกับถูกของเเข็งของเจียงหลิงเยว่ มันก็เป็นสัญญาณว่าการประลองได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

โชคยังดีที่นอกจากจะสามารถป้องกันการโจมตีที่รุนแรงได้แล้ว ม่านพลังลมปราณแท้จริงขอบเขตเหนือสวรรค์ยังสามารถขยายออกเพื่อใช้เป็นม่านเก็บเสียงได้อีกด้วย

ลู่เย่จึงได้สร้างม่านพลังขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่โดยรอบเอาไว้ทั้งหมด

ราตรีเงียบสงัดดุจผืนน้ำ ท้องฟ้ายามค่ำคืนพร่างพราวไปด้วยดวงดาว

คืนนี้...ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นคืนที่ไม่ธรรมดา

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 69 : ข้าจะกินท่าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว