- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 68 : ดันกลายเป็นหมาที่พูดภาษาต่างดาวได้เสียเเล้ว
บทที่ 68 : ดันกลายเป็นหมาที่พูดภาษาต่างดาวได้เสียเเล้ว
บทที่ 68 : ดันกลายเป็นหมาที่พูดภาษาต่างดาวได้เสียเเล้ว
บทที่ 68 : ดันกลายเป็นหมาที่พูดภาษาต่างดาวได้เสียเเล้ว
ลู่เย่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เจ้ายังเด็กนัก เกรงว่าคงยังไม่เข้าใจหรอกว่าความชอบคืออะไร”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ เจียงหลิงเยว่รีบแย้งขึ้นมาทันที
“ข้าเข้าใจนะเจ้าคะ! การคิดถึงใครคนหนึ่งจนกินไม่ได้นอนไม่หลับนั่นก็คือความชอบ การคิดถึงใครคนหนึ่งจนกลางคืนก็นอนไม่หลับนั่นก็คือความชอบ!”
“ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้ายังไปไหว้พระขอพรเลยนะเจ้าคะ ขอแค่ให้ข้าได้พบท่าน ไม่ว่าต้องทำอะไรข้าก็ยอมทั้งนั้น ต่อให้หลังจากนี้ต้องกินเจสวดมนต์ไปตลอดชีวิตก็ได้”
เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่มีสีหน้าแน่วแน่ ลู่เย่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“เจ้าใจเย็นๆสักสองสามวันก่อนแล้วกัน ในเมื่อเจ้าไม่อยากกลับไป ช่วงนี้ก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อน”
“เจ้าค่ะๆ ท่านวางใจได้เลย ข้าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านแน่นอน” เจียงหลิงเยว่รีบพยักหน้ารับคำ
ในคืนนั้นเอง เจียงหลิงเยว่ก็ได้เข้าพักที่ลานบ้านเล็กๆของลู่เย่
ถึงแม้ว่าชิงหยูจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่า คุณหนูรองกับคุณชายมีความสัมพันธ์ที่ดีกันถึงขนาดนี้เลยหรือ?
แต่ด้วยหลักการที่ว่า ‘ไม่ถามย่อมไม่ผิดพลาด’ ชิงหยูจึงจดจำข้อนี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ และไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกไปเลยแม้แต่น้อย
…
ยามค่ำคืน ภายในห้องพัก
ลู่เย่ได้นำเสี่ยวหลิงออกมาจากหอหมื่นวิถี
เสี่ยวหลิงนั้นมีความพิเศษเกินไป ในวันนั้นพอจับยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ มันก็โป่งพองออกมาจนเป็นที่สังเกตได้ง่าย
ส่วนแหวนมิติก็ไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้ ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็ได้เปิดพื้นที่มิติหนึ่งขึ้นมาในหอหมื่นวิถีโดยตรง และในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เสี่ยวหลิงก็อาศัยอยู่ในหอหมื่นวิถีนั่นเอง
ทันทีที่ออกมา เสี่ยวหลิงก็ดูงุนงงอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นลู่เย่
มันราวกับได้เห็นขาทองคำข้างใหญ่
ใบหน้าเล็กๆ ของมันก็พลันปรากฏความยินดีขึ้นมาในทันที
มันกระโดดเข้าไปที่เท้าของลู่เย่ แล้วโผเข้ากอดขาของเขาไว้อย่างแนบแน่น!
บัดนี้ ต่อให้ลู่เย่จะเอาแส้มาไล่ตีมัน มันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น
นี่มันขาทองคำของจริง!
“เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์อื่นได้หรือไม่?”
รูปลักษณ์ของเจ้าในตอนนี้ มันค่อนข้างจะเด่นเกินไปหน่อย” ลู่เย่เอ่ยถาม
เหตุผลที่เขาถามเช่นนี้ ก็เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วภูตพรายที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเซียนได้นั้น มักจะมีความสามารถพิเศษและเป็นยอดฝีมือในการปลอมตัว สามารถแปลงกายเป็นรูปลักษณ์ได้หลากหลายเพื่อหลอกลวงผู้อื่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหลิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นบนร่างเห็ดหลินจือของมันก็ปรากฏแสงสว่างจางๆ ขึ้นมา
ในชั่วพริบตา มันก็ได้กลายร่างเป็น... ลูกสุนัขตัวเล็กๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย
“อิ๊ย๊ะ?”
เสี่ยวหลิงเงยหน้าขึ้นมองลู่เย่ ราวกับจะถามว่าแบบนี้ใช้ได้หรือไม่?
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เย่ก็ยิ้มออกมาบางๆ
ภูตพรายแห่งขุนเขาและพฤกษาที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียนได้นั้น ช่างเชี่ยวชาญในวิชาแปลงกายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยแท้
แต่ว่า...
“เสียงร้องของเจ้ายังคงมีปัญหาอยู่นะ มันไม่ได้ร้องแบบนั้น”
ลู่เย่กระแอมไอเล็กน้อย ในเมื่อภายในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากตนเองแล้ว เขาก็ทำได้เพียงสาธิตให้ดูด้วยตนเองหนึ่งครั้ง
เสี่ยวหลิง: “อิ๊ย๊ะ... โฮ่ง?”
เยี่ยมไปเลย...ดันเป็นหมาที่พูดภาษาต่างดาวได้เสียเเล้ว
….
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อมองดูลูกสุนัขตัวน้อย ซึ่งจู่ๆก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา
นี่เขาไปรับลูกหมาตัวนี้มาจากไหนกันนะ
เเต่ดูไปดูมา ก็น่ารักดีเหมือนกัน
หลังจากนั้น เมื่อได้เห็นหน้าของลู่เย่
บนใบหน้าที่งดงามหมดจดซึ่งเริ่มจะเติบโตเป็นสาวสะพรั่งของเจียงหลิงเยว่ ก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อจางๆ ขึ้นมา
เมื่อวานนี้ ในที่สุดนางก็ได้พบกับลู่เย่เสียที
ดังนั้นด้วยความตื่นเต้น นางจึงได้เผลอพูดความในใจออกไปอย่างกล้าหาญ
ในยุคสมัยนี้ นี่ถือเป็นการกระทำที่กล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง
และในตอนนี้ พอได้มาเห็นหน้าของลู่เย่อีกครั้ง เจียงหลิงเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายขึ้นมา
ทว่า...นางกลับไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ชอบก็คือชอบ ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไร
ลู่เย่ยังคงทำตัวเป็นปกติเช่นเคย หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จอย่างสงบแล้ว เขาก็เริ่มฝึกฝนวิชาดาบอยู่ในลานบ้าน
สามดาบสะท้านสวรรค์​ นั้นได้บรรลุถึงขั้นความสำเร็จขั้นสูง​แล้ว…แต่การจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นสมบูรณ์นั้นก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นยอดวิชาที่คิดค้นโดยเซียนดาบในยุคก่อนเเละถูกจัดอยู่ในระดับสวรรค์ ความยากของมันจึงสูงเป็นอย่างยิ่ง
เจียงหลิงเยว่นั่งเท้าคางมองดูลู่เย่ฝึกดาบอยู่ในลานบ้าน
นางรู้สึกราวกับว่าศีรษะของตนเองกำลังหมุนติ้วไปหมด…เเต่พอได้สติกลับคืนมา ในใจของนางก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
นี่ลู่เย่ กำลังฝึกดาบอะไรอยู่กันแน่?!
วิชาน่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้ ขนาดแค่เฝ้ามองอยู่ข้างๆ แล้วเผลอจมดิ่งเข้าไป ก็ยังทำให้นางแทบจะทนรับไม่ไหวแล้ว
ล้ำลึก...ซับซ้อน!
ทันใดนั้น เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกยินดีขึ้นมา
นางยินดีแทนลู่เย่ วิชาดาบของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
เดิมที ตอนที่กลับมาถึงตระกูลเมื่อไม่นานมานี้ เจียงหลิงเยว่ยังได้ตั้งใจเข้าไปในหอตำราของตระกูลเป็นพิเศษ เพื่อนำคัมภีร์วิทยายุทธ์สองเล่มออกมาให้ลู่เย่
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังได้แอบหยิบวิชาดาบระดับลึกลับ​ขั้นสูงซึ่งเป็นวิชาประจำตระกูลเจียง เตรียมจะแอบเอามามอบให้ลู่เย่​ด้วยซ้ำ (เผาบ้านเพื่อผู้ชาย)​
แต่พอมาเห็นตอนนี้แล้ว...ต่อให้เป็นยอดวิชาดาบที่ดีที่สุดในหอตำราของตระกูล ก็ยังเทียบไม่ได้กับกระบวนท่าดาบเดียวของลู่เย่
การที่จะให้เขาไปฝึกวิชาดาบของตระกูลนั้น กลับจะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุเสียมากกว่า
หลังจากฝึกฝนวิชาดาบจนจบกระบวนท่าแล้ว
เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่จ้องมองตนเองตาไม่กะพริบด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ ลู่เย่ก็ส่ายหน้าทันที
“วิชาดาบพิรุณโปรยของเจ้าฝึกไปถึงไหนแล้ว?”
“เอ๊ะ?” แก้มของเจียงหลิงเยว่ยังคงแดงระเรื่อไม่จางหาย
“ก็คงจะ...พอใช้ได้กระมังเจ้าคะ?”
วิชาดาบพิรุณโปรยของนางก็อยู่ในขั้นความสำเร็จ​ขั้นต้นแล้ว และก็อยู่ไม่ไกลจากขั้นความสำเร็จ​ขั้นสูงเท่าไหร่นัก
รอจนกระทั่งเจียงหลิงเยว่ร่ายรำดาบจนจบ ลู่เย่จึงกล่าวเรียบๆว่า
“นับว่าใช้ได้ อยู่ไม่ไกลจากขั้นความสำเร็จขั้นสูงแล้ว”
“ข้าจะให้ดูเพียงครั้งเดียว เจ้าจงดูให้ดี”
สิ้นเสียงนั้น กลิ่นอายของลู่เย่ก็พลันเปลี่ยนไป
ทั้งร่างของเขาราวกับกลายเป็นสายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ขาดสาย
เจตนาดาบที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
สิ่งที่เขากำลังร่ายรำอยู่นี้ คือวิชาดาบพิรุณโปรยในขั้นความสำเร็จ​ขั้นสูง
หากนางตั้งใจทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถย่นระยะเวลาในการก้าวสู่ขั้นความสำเร็จ​ขั้นสูงได้อย่างมาก
เจียงหลิงเยว่จมดิ่งลงไปในวิชาดาบพิรุณโปรยอันล้ำเลิศไร้ที่ติ
แต่ยิ่งมองไปนานเท่าไหร่ ความรู้สึกที่คุ้นเคยก็ยิ่งผุดขึ้นมาในใจของนางอีกครั้ง
วิชาดาบหนึ่งบท แม้จะอยู่ในขั้นความสำเร็จ​ขั้นสูงเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ในมือของผู้ฝึกดาบแต่ละคน การแสดงออกของมันก็ย่อมมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
เพราะว่าลักษณะนิสัยในการใช้ดาบของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นี่คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจอมดาบ
ในตอนนี้
หลังจากที่นางได้ก้าวเข้าสู่ขั้นความสำเร็จขั้นต้นแล้ว ความเข้าใจในวิชาดาบพิรุณโปรยของนางก็ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าตอนที่คุ้มกันขบวนสินค้ามากนัก
ขณะที่จมดิ่งอยู่ในนั้น เจียงหลิงเยว่ก็พบว่า ลักษณะนิสัยในการใช้ดาบพิรุณโปรยของลู่เย่นั้น...เหมือนกับชายชุดดำลึกลับที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ถึงสองครั้งในตอนนั้นราวกับแกะ!
ในหัวของเจียงหลิงเยว่พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ความสงสัยที่สั่งสมอยู่ในใจมาเนิ่นนาน บัดนี้ก็ได้ถูกคลี่คลายอย่างสมบูรณ์แล้ว
….
ช่วงสายของวัน
รอจนกระทั่งชิงหยูออกไปซื้อของข้างนอก เจียงหลิงเยว่ก็กระซิบถามเสียงเบาในทันที
“ลู่เย่... คือท่านใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าลู่เย่มองมาด้วยความสงสัย เจียงหลิงเยว่ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
“เมื่อหลายเดือนก่อน ในคืนที่เกิดเหตุปล้นขบวนสินค้า เป็นท่านที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ใช่หรือไม่?”
ลู่เย่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธอีกครั้ง ก็ได้ยินเจียงหลิงเยว่กล่าวขึ้นว่า
“ลักษณะนิสัยในการใช้ดาบของท่าน เหมือนกับคนในคืนนั้นทุกประการ”
“ผู้ที่ฝึกวิชาดาบพิรุณโปรยส่วนใหญ่ ในกระบวนท่าแรก ‘พิรุณโปรยดุจม่าน’ ดาบสุดท้ายมักจะฟันลงมาตรงๆ แต่ท่านกับคนผู้นั้นกลับสะบัดดาบขึ้นด้านบนเล็กน้อย”
“แล้วก็กระบวนท่าที่สอง ‘หมอกซ่อนดั่งใบไม้’ คนอื่นมักจะพุ่งดาบในมือออกไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงท่านกับคนผู้นั้นเท่านั้น ที่จะทำให้ตัวดาบสั่นสะท้าน บางทีอาจจะต้องการทำให้คู่ต่อสู้สับสนมากขึ้นกระมัง”
ก็เพราะว่านางสงสัยมานานแล้วว่าชายชุดดำลึกลับคนนั้นก็คือลู่เย่
ดังนั้น ภาพการลงมือของชายชุดดำในคืนนั้นจึงได้ถูกประทับไว้ในหัวของนางอย่างแม่นยำแล้ว
“ท่านอย่าคิดจะหลอกข้าอีกเลยนะ ข้าเจียงหลิงเยว่ไม่ใช่คนโง่นะ ข้าก็มีสมองเหมือนกัน!” นางจ้องมองลู่เย่ตาไม่กะพริบ​
ลู่เย่: “......”
ครั้งนี้มีทั้งเหตุและผลจริงๆ นับว่ามีสมองอยู่
ลักษณะนิสัยในการใช้ดาบของจอมดาบแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง
ทุกคนล้วนมีการปรับเปลี่ยนตามลักษณะเฉพาะของตนเอง
การที่เจียงหลิงเยว่สามารถจับพิรุธนี้ได้ ก็คงต้องบอกว่าความจำของนางดีเยี่ยมจริงๆ
ทว่า ในตอนนี้ความสนใจของเจียงหลิงเยว่กลับไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้
สำหรับนางแล้ว ลู่เย่จะมีพลังฝีมือระดับไหนก็ไม่สำคัญ สิ่งที่นางชอบ ก็คือตัวตนของลู่เย่เท่านั้น
เจียงหลิงเยว่ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเขา นางกัดริมฝีปากแน่น แก้มของนางแดงก่ำราวกับเมฆสีชาดยามเย็น
“ลู่เย่ ท่าน...ท่านรับข้าไว้เถอะนะ”
(จบตอน)