เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 : ลู่เย่... ข้าชอบท่าน!

บทที่ 67 : ลู่เย่... ข้าชอบท่าน!

บทที่ 67 : ลู่เย่... ข้าชอบท่าน!


บทที่ 67 : ลู่เย่... ข้าชอบท่าน!

ทันทีที่คิดถึงความเป็นไปได้นี้ เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในบัดดล

นี่ก็หมายความว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ลู่เย่จะยังคงอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้!

ดังนั้น ในช่วงหลายวันต่อมา เจียงหลิงเยว่จึงเริ่มทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อเฝ้ารออยู่ในบริเวณ

ชานเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้

…..

ผ่านไปอีกสองวัน

ณ ขณะนี้ ลู่เย่กำลังฝึกฝนวิชาอยู่ในสถานที่ไร้ผู้คนนอกเมือง

หลังจากที่ได้ทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ดแล้ว ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ดทั่วไปจะสามารถควบคุมพลังปราณฟ้าดินได้ในระยะประมาณห้าร้อยเมตร

แต่ด้วยคัมภีร์ดาราโบราณของเขานั้น กลับสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินในรัศมีหนึ่งพันเมตรได้อย่างง่ายดาย

ด้วยสภาพแวดล้อมภายในเมือง ย่อมไม่อนุญาตให้เขาดูดซับพลังปราณในปริมาณมหาศาลเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ลู่เย่จึงได้ย้ายสถานที่ฝึกฝนวิชาของตนไปยังหุบเขาอันเปลี่ยวร้าง หรือไม่ก็ในป่าลึกที่ไร้ผู้คน

ต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณแท้จริงขอบเขตเหนือสวรรค์ในร่างกายที่เพิ่มพูนขึ้นอีกครั้ง ลู่เย่ก็รู้สึกพึงพอใจอยู่ไม่น้อย

หลังจากเก็บลมปราณแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปยังลานบ้านเล็กๆ ในเมือง

ทว่า...ขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านตรอกซอกซอยแห่งหนึ่ง คิ้วของเขาก็พลันเลิกขึ้นเล็กน้อย

ณ มุมหนึ่งของตรอก ร่างอันซูบผอมของเจียงหลิงเยว่ได้ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ

เมื่อมองดูใบหน้าของลู่เย่ที่ไม่ได้พบเจอกันมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ขอบตาของเจียงหลิงเยว่ก็ค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้น

“ท่านพี่เข…”

“ลู่เย่...จะจากไป ทำไมถึงไม่บอกข้าสักคำ?”

เดิมที คำที่เกือบจะหลุดออกมาจากปากนั้น ยังคงเป็นคำเรียกขานที่คุ้นเคย

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในยามนี้เจียงหลิงเยว่กลับรู้สึกต่อต้านคำเรียกขานนั้นขึ้นมา และเลือกที่จะเรียกชื่อของลู่เย่โดยตรง

เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่ซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เจ้าป่วยหรือ?”

เด็กสาวคนนี้ไม่ได้อยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นเก้าหรอกหรือ?

ร่างกายน่าจะแข็งแรงกว่าคนทั่วไปตั้งเยอะ แล้วจะป่วยได้อย่างไรกัน?

หรือว่า...จะถูกพิษ?

ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว สีหน้าของลู่เย่ก็พลันเคร่งขรึมลงในทันที

เขารีบพุ่งตัวไปอยู่เบื้องหน้าของเจียงหลิงเยว่ในชั่วพริบตา พร้อมกับจับชีพจรของนาง แล้วส่งลมปราณแท้จริงขอบเขตเหนือสวรรค์สายหนึ่งเข้าไปสำรวจอย่างเงียบๆ

ในตอนนี้ หลังจากที่ได้ครอบครองกายาต้านหมื่นพิษแล้ว ลู่เย่ก็มีความไวต่อพิษเป็นอย่างมาก

หากนางถูกพิษจริง การสำรวจในครั้งนี้ย่อมต้องปรากฏผลออกมาอย่างแน่นอน

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ลู่เย่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

เจียงหลิงเยว่...ไม่ได้ถูกพิษ

“เจ้าไม่ได้ถูกพิษ แล้วเหตุใดถึงได้ป่วยเล่า?”

เมื่อสัมผัสได้ถึงลู่เย่ที่ปรากฏตัวขึ้นข้างกายนางอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลิ่นอายอันคุ้นเคย

ความรู้สึกที่ถูกกดเก็บเอาไว้ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ไม่อาจทนต่อไปได้อีก

ทันใดนั้นเจียงหลิงเยว่ก็ยื่นแขนออกไป แล้วโผเข้ากอดลู่เย่อย่างแนบแน่น

“ลู่เย่...ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน!”

ลู่เย่: “0__0”

เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่กอดรัดตนเองแน่น ลู่เย่จึงเอ่ยถามว่า

“เจ้าปล่อยข้าก่อน... แล้วเจ้าตามหาข้าเจอได้อย่างไร?”

“ข้าตามหาท่านทุกวันเลยนะเจ้าคะ เมื่อหลายวันก่อน ข้าไปนั่งพักที่โรงน้ำชาแถวๆ นี้ แล้วก็เหมือนจะเห็นแผ่นหลังของท่าน”

ดวงตาของเจียงหลิงเยว่แดงก่ำ

“แต่พอข้ารีบหันไปดู ท่านก็หายไปแล้ว”

“ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยได้แต่เฝ้าตามหาอยู่แถวนี้ทุกวัน”

นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าของลู่เย่ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า

“......”

เจียงหลิงเยว่กอดแขนข้างหนึ่งของลู่เย่เอาไว้แน่น บนใบหน้าอันซูบตอบของนางปรากฏรอยยิ้มอันหวานชื่นขึ้นมา

“ลู่เย่ ในที่สุดข้าก็ตามหาท่านจนเจอ...ดีจริงๆ เลย!”

ครู่ต่อมา เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่เดินตามหลังตนเองต้อยๆ ราวกับเป็นลูกเป็ด

ลู่เย่ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย

“เจ้าไม่กลับบ้าน แล้วจะมาตามข้าทำไมกัน?”

“ก็ข้าไม่ได้เจอท่านตั้งนาน ข้าก็เลยอยากจะมองหน้าท่านให้นานอีกหน่อย” เจียงหลิงเยว่กะพริบตาปริบๆ แล้วตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล

เมื่อนางพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ลู่เย่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เขาจึงเดินเข้าไปในลานบ้านเล็กๆ

เจียงหลิงเยว่เดินตามเข้ามา แล้วก็ต้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจทันที

“ว้าว จัดได้ดีจังเลย”

เวลานี้เป็นช่วงใกล้เที่ยงวันพอดี ชิงหยูกำลังทำอาหารอยู่

ขณะที่นางยกกับข้าวออกมา ก็ได้เห็นเจียงหลิงเยว่ที่มีใบหน้าซีดเซียว นางจึงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

“คุณหนูรอง?”

“ชิงหยู เจ้าก็ตามมาด้วยสินะ ไม่แปลกใจเลย” เจียงหลิงเยว่รู้สึกน้อยใจขึ้นมาอีกครั้ง

ขนาดชิงหยูยังได้ตามมาด้วย แต่นางกลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าลู่เย่ไปอยู่ที่ไหน

ระหว่างรับประทานอาหาร เจียงหลิงเยว่จงใจตักข้าวพูนจานเป็นพิเศษ

‘เจ้าลู่เย่ตัวเหม็น ข้าจะกินให้เจ้าจนหมดตัวไปเลย!’ เจียงหลิงเยว่บ่นพึมพำในใจอย่างดุเดือด

ลู่เย่ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ในใจขณะที่กินข้าวอยู่

หากเขารู้ เกรงว่าคงจะได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ เท่านั้น

อย่าว่าแต่อาหารธรรมดาๆเลย ต่อให้ตอนนี้จะเป็นข้าวสารชั้นดีทุกมื้อ แถมด้วยเนื้ออสูรอีก สำหรับลู่เย่แล้วก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

เจียงหลิงเยว่กินข้าวไปถึงสองชามใหญ่ๆ มากกว่าที่นางกินมารวมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเสียอีก

จนสุดท้ายนางก็อิ่มจนจุกเดินไม่ไหว ทำให้ลู่เย่ถึงกับอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“อะไรกัน ที่ตระกูลเจียงเขาไม่มีข้าวให้เจ้ากินหรือไง?”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่แดงก่ำขึ้นมาทันที

จนกระทั่งถึงช่วงบ่าย เจียงหลิงเยว่ถึงได้ยอมจากไปอย่างอ้อยอิ่ง

แต่สิ่งที่ลู่เย่คาดไม่ถึงก็คือ ไม่ถึงครึ่งชั่วยามดี พอใกล้จะถึงเวลาพลบค่ำ เจียงหลิงเยว่กลับเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วก็กลับมาอีกครั้ง!

“ลู่เย่ เซอร์ไพรส์ไหม? ข้ามาอีกแล้ว!”

“เจ้าจะกลับมากินข้าวอีกหรือ” ลู่เย่ทำหน้าไร้อารมณ์

“......”

“ใจร้ายที่สุด เอาแต่ล้อข้าอยู่ได้ ข้าอดข้าวมาตั้งหลายวันนะ ถึงได้กินเยอะขนาดนี้”

“เจ้ากลับบ้านไปแล้วไม่ใช่รึ แล้วจะกลับมาอีกทำไม?”

“ข้าไปบอกที่บ้านแล้วว่าช่วงนี้จะไม่กลับไป จะพักอยู่ข้างนอก”

“เจ้าไม่กลับไป แล้วเจ้าจะไปพักที่โรงเตี๊ยมรึ?”

เจียงหลิงเยว่จ้องมองใบหน้าของลู่เย่อย่างเศร้าสร้อย

ทันใดนั้นนางก็หันหลังกลับไปปิดประตูห้อง

หลังจากนั้น นางก็เดินเข้ามาอยู่เบื้องหน้าของลู่เย่ แหงนหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรง

“ลู่เย่...จำเป็นต้องให้ข้าพูดออกมาให้ชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ?”

“เรียกข้าว่าท่านพี่เขย”

“ไม่! ท่านก็คือลู่เย่!”

เจียงหลิงเยว่รวบรวมความกล้า เเล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย

“ลู่เย่... ข้า... ข้าชอบท่าน!”

เมื่อมองดูสายตาอันร้อนแรงและจริงใจของเจียงหลิงเยว่

ลู่เย่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆในใจ

เขาก็ไม่ใช่คนโง่

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ท่าทีของเจียงหลิงเยว่ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปต่อตนเองนั้น ลู่เย่ล้วนเห็นมันกับตามาตลอด

เหตุผลส่วนหนึ่งที่เขาเลือกที่จะจากมาโดยไม่บอกไม่กล่าว ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ด้วย

เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากที่จากมาแล้ว บางทีรอสักสามถึงห้าเดือน พอเจียงหลิงเยว่ใจเย็นลงแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นปกติเอง

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า นางจะยังคงยืนหยัดที่จะตามหาเขามาเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน

เมื่อเห็นว่าลู่เย่ไม่พูดอะไรออกมา ในแววตาของเจียงหลิงเยว่ก็ฉายแววผิดหวังออกมาจางๆ

ทันใดนั้น นางก็รวบรวมความกล้าขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า

“ข้า...ข้าขอกอดท่านได้หรือไม่?”

สิ้นเสียงนั้น นางก็โผเข้ากอดลู่เย่อย่างแนบแน่น พลางพึมพำราวกับคนละเมอ

“ท่านไม่รู้หรอกว่า พอข้าได้ยินข่าวว่าท่านจากไปแล้ว ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน กินข้าวก็ไม่ลง นอนก็ไม่หลับ...”

“ตอนนั้นเองข้าถึงได้เข้าใจว่า ข้า...ข้าคงจะชอบท่านเข้าให้แล้ว”

“แต่ว่าลู่เย่ ท่าน...ท่านวางใจได้นะ ข้าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านเลยแม้แต่น้อย ท่านให้ข้ามาข้าก็จะมา ท่านให้ข้าไปข้าก็จะไป”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดริมฝีปากแล้วกล่าวเสียงแผ่ว

“แล้วท่านวางใจได้ ข้าจะไม่ขัดขวางท่านในการตามหาพี่สาวคนอื่นๆ หรอกนะ ข้ายังเด็กอยู่ ยังไม่ค่อยรู้ความเท่าไหร่ เป็นแค่ภรรยาน้อยก็พอแล้ว”

เมื่อได้ฟังคำพูดอันเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงของเจียงหลิงเยว่

ในใจของลู่เย่ก็พลันรู้สึกทั้งขบขันและจนปัญญาขึ้นมา

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 67 : ลู่เย่... ข้าชอบท่าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว