- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 66 : กายาต้านหมื่นพิษ!
บทที่ 66 : กายาต้านหมื่นพิษ!
บทที่ 66 : กายาต้านหมื่นพิษ!
บทที่ 66 : กายาต้านหมื่นพิษ!
ข่าวคราวเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเมือง ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น การคาดเดาของเถียนชิงก็ไม่ได้ถูกปิดบังแต่อย่างใด
เขาคาดการณ์ว่า ภายในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ จะต้องมีสุดยอดฝีมือผู้น่าสะพรึงกลัวที่เทียบเท่าได้กับปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ซ่อนตัวอยู่เป็นแน่!
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
ข่าวสารจำนวนมหาศาลเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง
เมืองเมฆาใบไม้...ต้องสงสัยว่ามีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์มาพำนักอยู่อย่างสันโดษ!
เมื่อข่าวลือนี้ลอยมาเข้าหูของลู่เย่ ผ่านการบอกเล่าอย่างเจื้อยแจ้วด้วยใบหน้าตื่นเต้นของสาวใช้ตัวน้อยที่เพิ่งจะกลับมาจากการซื้อของ
ลู่เย่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมา
“คุณชายเจ้าคะ ในเมืองของเรามีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์มาพำนักอยู่ด้วยล่ะเจ้าค่ะ!” ชิงหยูกล่าวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
ลู่เย่รู้สึกขบขันอยู่บ้าง
เขาแค่ใช้ผนึกเดียวตัดสายน้ำ แต่กลับถูกผู้คนเข้าใจผิดไปว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ไปเสียแล้ว?
“แล้วเจ้าจะตื่นเต้นไปทำไมกัน เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์นั้นคืออะไร?”
ชิงหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พบว่าตนเองไม่รู้จริงๆ
อันที่จริงแล้วนางไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้เลย
ที่ได้ยินมาส่วนใหญ่ก็คือ ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์นั้นก็นับว่าเป็นสุดยอดฝีมือแล้ว
และบรรพบุรุษของสองตระกูลใหญ่ในเมืองก็ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ ซึ่งก็สามารถดูแลคุ้มครองเมืองได้ทั้งเมืองและเพลิดเพลินไปกับเกียรติยศอันสูงสุด
นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าขอบเขตเหนือสวรรค์นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ
แต่ในตอนนี้ ภายในเมืองเมฆาใบไม้กลับปรากฏสุดยอดฝีมือที่ต้องสงสัยว่าอยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขึ้นมา จึงไม่แปลกที่จะก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
แม้กระทั่งชิงหยูที่ไม่เข้าใจในวิถียุทธ์ ก็ยังได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ขณะที่ไปซื้อของด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสายน้ำได้ในกระบวนท่าเดียว พลังที่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ ความน่าสะพรึงกลัวที่หาใดเปรียบ ฟังแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการฟังนิทานเลย
….
ณ ตระกูลเจียง
เจียงชิงเกอกำลงถือปิ่นโตอาหารเดินเข้ามาในลานเล็กๆ ของเจียงหลิงเยว่
เมื่อมองดูใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวของน้องสาว นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ
นับตั้งแต่ที่ท่านหมอมาตรวจอาการซ้ำในครั้งก่อนแล้วบอกว่านี่คือโรคที่เกิดจากใจ ไม่ใช่สิ่งที่ยาจะสามารถรักษาได้ เจียงชิงเกอก็เข้าใจขึ้นมาในทันที
อาการป่วยของเจียงหลิงเยว่ในครั้งนี้ แปดในสิบส่วนคงจะเกี่ยวข้องกับคนที่จากตระกูลเจียงไปโดยไม่บอกไม่กล่าวนั่นเอง
พูดตามตรง เจียงชิงเกอก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการจากไปอย่างกะทันหันของลู่เย่ จะส่งผลกระทบต่อเจียงหลิงเยว่ได้มากมายถึงเพียงนี้
เด็กสาวที่เคยร่าเริงสดใสอยู่ดีๆ กลับล้มป่วยลงราวกับถูกปลิดชีวิตชีวาออกไปทีละน้อย
คนพรรค์นั้น...มีดีอะไรกันนักหนา?
“ท่านพี่ ท่านวางไว้เถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากกิน”
เมื่อเห็นผู้มาเยือน เจียงหลิงเยว่ที่นอนซมอยู่บนเตียงก็เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง
เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา แก้มที่เคยอวบอิ่มของเจียงหลิงเยว่ บัดนี้กลับซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัด
“นี่เจ้าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้วนะ กินเสียหน่อยเถอะ ผอมหมดแล้ว” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เจียงหลิงเยว่กลับนึกถึงเรื่องที่ลู่เย่เคยล้อเลียนนางขึ้นมา
นางเงยหน้าขึ้นมองรูปร่างของพี่สาว แล้วก็ก้มลงมองดูของตนเอง...
ทันใดนั้นเอง ราวกับมีพลังงานสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาในร่างกายของเจียงหลิงเยว่
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะกินสักหน่อย”
ดูเหมือนว่า...คงจะต้องกินเยอะๆ ถึงจะมีโอกาสโตขึ้นมาได้สินะ?
เมื่อนึกถึงการที่ลู่เย่จากไปโดยไม่พูดไม่จาสักคำ ในใจของเจียงหลิงเยว่ก็พลันรู้สึกน้อยใจขึ้นมา
คนอื่นในตระกูลเจียงจะไม่พูดอะไรก็ช่างเถิด แต่นางอุตส่าห์อยู่ข้างเขามาตลอด แต่เขากลับไม่ยอมบอกลานางสักคำ
เจ้าลู่เย่ตัวเหม็น! ใจร้ายที่สุด!
เจียงหลิงเยว่อยากจะตามหาลู่เย่ให้พบ แล้วถามเขาสักคำว่า ทำไมถึงต้องจากไปโดยไม่ยอมบอกลานางเลยสักคำ
“จริงสิ วันนี้ข้าได้ยินมาว่า ที่นอกเมืองเมฆาใบไม้ของเรา มีคนทำให้แม่น้ำอวิ๋นหลานที่อยู่นอกเมืองถึงกับหยุดไหลเลยนะ”
“มีคนคาดการณ์กันว่าน่าจะเป็นฝีมือของปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์”
เมื่อนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินมาในวันนี้ เจียงชิงเกอก็เล่าออกมาเพื่อไม่ให้น้องสาวรู้สึกเบื่อ
“อ้อ”
หากเป็นปกติแล้ว เจียงหลิงเยว่คงจะให้ความสนใจกับข่าวเช่นนี้เป็นอย่างมาก
ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์!
นั่นคือบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนเป่ยจิ้งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่ทว่าในตอนนี้ เจียงหลิงเยว่กลับไม่มีอารมณ์ที่จะไปสนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
‘ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปตามหาเขา’
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว มันก็โหมกระหน่ำจนไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป
แววตาของเจียงหลิงเยว่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ขึ้น
‘เริ่มจากหาในเมืองเมฆาใบไม้ก่อน! ถ้าหาในเมืองเมฆาใบไม้ไม่เจอ ข้าก็จะไปที่เมืองชิงซาน...’
….
หลายวันต่อมา
พลังฝีมือของลู่เย่ยังคงเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคง
หลังจากที่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ด หรือก็คือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นปลายแล้ว
พลังงานที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนขั้นในแต่ละครั้งก็ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง
แต่ลู่เย่ก็ยังคงอาศัยความขยันหมั่นเพียรของตนเอง ผลักดันพลังฝีมือขึ้นมาจนถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ดช่วงกลางได้สำเร็จ
และปริมาณลมปราณแท้จริงขอบเขตเหนือสวรรค์ที่กักเก็บอยู่ในทะเลลมปราณตันเถียนของเขานั้น เกรงว่าคงจะไม่ด้อยไปกว่าผู้ที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเก้าทั่วไปเลยแม้แต่น้อย
ในวันนี้ หอหมื่นวิถีก็ได้สะสมพลังงานจนเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
เมื่อมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงอยู่ในมือ ลู่เย่ก็เปิดใช้งานการสุ่มแบบเจาะจงในทันที
และยังคงเป็นหมวดหมู่ที่คุ้นเคยที่สุดอย่าง ‘พรสวรรค์กายาพิเศษ’ และในเวลาเพียงครู่เดียว เสียงแจ้งเตือนที่รอคอยก็ดังขึ้น
[ยินดีด้วยโฮสต์! ท่านได้รับกายาพิเศษ “ต้านหมื่นพิษ”! สามารถเลือกหลอมรวมได้ทุกเมื่อ!]
“ต้านหมื่นพิษ?”
ลู่เย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขา
ต้านหมื่นพิษ... สำหรับขุมอำนาจที่เชี่ยวชาญการใช้พิษเป็นหลักอย่างนิกายเทพเบญจพิษแล้ว นี่มันไม่เท่ากับว่าเป็นคู่ปรับตามธรรมชาติเลยหรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่การต้านพิษร้อยชนิดพื้นๆ…แต่เป็นการ ‘ต้านหมื่นพิษ’!
เรียกได้ว่านับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นกลอุบายด้านพิษใดๆ ลู่เย่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
เขากดเลือกหลอมรวมในทันที
ทันใดนั้น ลู่เย่เพียงแค่รู้สึกถึงความอบอุ่นจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย
“ทีนี้ ข้าคงกลายเป็นยมทูตพิฆาตวิชาพิษแล้วสินะ”
กลอุบายสกปรกใดๆก็ตาม ต่อหน้าเขาแล้วล้วนไร้ซึ่งประโยชน์โดยสิ้นเชิงเเล้ว
ลู่เย่บิดขี้เกียจเล็กน้อย
ทันใดนั้น เมื่อนึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
ถึงแม้ว่าโลกภายนอกจะร่ำลือกันจนเลิศเลอเพียงใด และต่างก็พูดกันว่าในเมืองเมฆาใบไม้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสุดยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์มาพำนักอยู่อย่างสันโดษ
แต่ลู่เย่รู้ดีว่า ในตอนนี้เขากับปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ที่แท้จริงนั้น ยังคงมีช่องว่างห่างกันอยู่มาก
ลู่เย่ไม่ใช่คนที่จะดูแคลนตนเอง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหลงระเริงไปกับความมั่นใจที่เกินจริง
“ยังต้องพยายามต่อไป”
หลังจากพึมพำกับตนเองเบาๆแล้ว ลู่เย่ก็เริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรต่อ
…
หลายวันต่อมา
เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เจียงหลิงเยว่จึงหายจากอาการป่วยอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาด
ใบหน้าของนางกลับมามีสีเลือดฝาดดังเดิม แต่รูปร่างที่ซูบผอมลงไปนั้น คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเก่าได้
ณ ขณะนี้ หลังจากที่ได้ออกตามหาอย่างเชื่องช้ามาหลายวัน เจียงหลิงเยว่ก็นั่งพักอยู่ในโรงน้ำชาแห่งหนึ่งพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
พูดน่ะมันง่าย แต่ทำน่ะมันยาก
เมืองเมฆาใบไม้เองก็มีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน การที่จะตามหาคนคนหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้ ความยากของมันก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทรเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ลู่เย่ยังคงอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้
แต่เจียงหลิงเยว่ก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้
หลังจากที่ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนมาหลายวัน…มันดูเหมือนว่า นางจะชอบลู่เย่เข้าจริงๆแล้ว
ในเมื่ออย่างไรเสียในอนาคตท่านพี่ก็ต้องการจะถอนหมั้นอยู่แล้ว แทนที่จะปล่อยให้เขาตกไปเป็นของคนอื่น...สู้ให้นาง เจียงหลิงเยว่ เป็นคนได้มาเองเสียยังจะดีกว่า!
“เจ้าลู่เย่ตัวเหม็น เจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?”
ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววกังวลออกมา
เจียงหลิงเยว่คิดในใจว่า การตามหาคนคนหนึ่งนี่มันจะต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือกระทั่งหลายปีเลยหรือเปล่านะ?
ทันใดนั้นเอง
ท่ามกลางฝูงชนมากมายบนท้องถนน หางตาของเจียงหลิงเยว่ก็ราวกับจะเหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ทว่า...เมื่อนางรีบหันไปมอง แผ่นหลังที่นางเหลือบเห็นเมื่อครู่นั้น ก็ได้ถูกกลืนหายไปกับฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมาเสียแล้ว
ถึงกระนั้น ในส่วนลึกของหัวใจเจียงหลิงเยว่ก็ยังคงสั่นไหวเล็กน้อย
นางมีลางสังหรณ์ที่แปลประหลาด...
แผ่นหลังที่นางเห็นผ่านหางตาเมื่อครู่นี้
มีความเป็นไปได้สูงมาก...ว่าจะเป็นลู่เย่!
(จบตอน)