- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 62 : สายลมแห่งความวุ่นวาย เริ่มพัดผ่านดินแดนเป่ยจิ้ง
บทที่ 62 : สายลมแห่งความวุ่นวาย เริ่มพัดผ่านดินแดนเป่ยจิ้ง
บทที่ 62 : สายลมแห่งความวุ่นวาย เริ่มพัดผ่านดินแดนเป่ยจิ้ง
บทที่ 62 : สายลมแห่งความวุ่นวาย เริ่มพัดผ่านดินแดนเป่ยจิ้ง
เมื่อเจียงชิงเกอได้ลองคิดตามเช่นนั้น เธอก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
เส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้น ล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและอุปสรรคนานัปการเสมอมา
ไม่ต้องมองไปไกลที่ไหน แค่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ที่ลู่เย่อาศัยอยู่ร่วมห้องกับเธอ เขาก็มักจะใช้เวลาทั้งคืนในการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรแทนการนอนหลับพักผ่อนอยู่เสมอ
ความพากเพียรอย่างหนักหน่วงนี้ เจียงชิงเกอล้วนเห็นมันกับตามาตลอด
น่าละอายนักที่ในตอนแรกตนเองกลับไปกล่าวหาว่าเขาไม่จริงจังกับการฝึกยุทธ์...
ในขณะที่ทุกคนต่างมองข้ามและดูแคลนลู่เย่ แต่เขากลับมุ่งมั่นพัฒนาตนเองถึงเพียงนี้
ครู่ใหญ่ต่อมา ลู่เย่เหลือบมองสองพี่น้องที่ทนความอ่อนเพลียไม่ไหวจนผล็อยหลับไปแล้ว จากนั้นจึงแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว ก่อนจะเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรของตน
ในชั่วพริบตา พลังปราณฟ้าดินในบริเวณป่ารกร้างก็พลันหลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง ดุจดั่งพญามังกรที่กำลังเคลื่อนตัว
ความมืดมิดแห่งรัตติกาลผ่านพ้นไป เช้าวันใหม่ก็ได้มาเยือนอีกครั้ง
ทั้งสามคนได้พบกับเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง และได้เช่ารถม้าเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองเมฆาใบไม้
การเดินทางหลังจากนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค….และในไม่ช้า เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกสองวัน
…..
ณ สำนักยุทธ์เค่าซาน
เจ้าสำนักผู้มีพลังยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ดกำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เหตุใดท่านผู้อาวุโสถึงยังไม่ออกมาอีกนะ?”
นับตั้งแต่ที่ค้นพบสถานที่ล้ำค่าสำหรับการฝึกยุทธ์ใต้ดินของตระกูลหลินแห่งนี้ นิกายสามหยินก็จะผลัดเปลี่ยนให้ผู้อาวุโสเข้ามาครอบครองสถานที่เพื่อบำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ
โดยโควตาในการฝึกฝนของแต่ละคนนั้น คือสามวัน
แต่แล้วในขณะนั้นเอง มันก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่สำนักยุทธ์เค่าซาน
“ท่านผู้อาวุโสสาม ท่านผู้อาวุโสห้ายังไม่ออกมาเลยขอรับ”
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ เจ้าสำนักเขาก็รีบรายงานทันที
“เจ้าห้ายังไม่ออกมาอีกรึ?” ผู้อาวุโสสามขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้ว่าบ่อน้ำพุปราณวิญญาณจะเป็นของดี แต่การที่คนคนหนึ่งจะครอบครองมันเกินเวลานั้น เกรงว่าจะเป็นการแย่งชิงส่วนแบ่งของพี่น้องคนอื่น
“ข้าจะลงไปดูเอง ว่าเจ้าห้ามันทำอะไรอยู่กันแน่?”
ผู้อาวุโสสามแห่งนิกายสามหยินสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในทางลับนั้น
ครู่ต่อมา เมื่อผู้อาวุโสสามก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ภายในถ้ำไม่มีผู้ใดอยู่...แต่แท่นหินที่เคยตั้งอยู่ก่อนหน้านี้ กลับถูกทำลายลงอย่างรุนแรง!
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้อาวุโสสามยังสังเกตเห็นเศษชายเสื้อผ้าที่หลงเหลืออยู่
เขามองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คืออาภรณ์ที่ผู้อาวุโสห้าสวมใส่ก่อนหน้านี้!
แท่นหินถูกทำลาย ผู้อาวุโสห้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงเศษชายเสื้อ...
ผู้อาวุโสสามไม่ใช่คนโง่ ในชั่วพริบตาเขาก็คาดเดาได้ทันทีว่า...เจ้าห้าคงจะประสบเคราะห์กรรมไปเสียแล้ว!
ประกายตาอันอำมหิตวาบขึ้นในดวงตาของเขาทันที​
“ดี! ดีมาก! นิกายสามหยินของข้าไม่ได้ออกสู่โลกภายนอกมานับพันปี แต่มาบัดนี้กลับมีคนกล้ามาเหยียบย่ำใบหน้าถึงที่”
ไม่เพียงแต่สังหารผู้อาวุโสห้าของนิกาย แต่กระทั่งบ่อน้ำพุปราณวิญญาณก็ยังถูกขโมยไปจนสิ้นซาก!
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยสำรวจพื้นที่ใต้บ่อน้ำพุแล้ว แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
ทว่าตอนนี้บ่อน้ำพุกลับเหือดแห้งไปแล้ว นั่นก็หมายความว่า...ใต้พิภพแห่งนี้ยังคงมีของล้ำค่าซ่อนอยู่อีกเป็นแน่!
เป็นไปได้สูงว่าบ่อน้ำพุปราณ เป็นเพียงสิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากของล้ำค่านั้นเท่านั้น
ทั้งฆ่าคน ทั้งยังช่วงชิงสมบัติของนิกายไปอีก เรื่องเช่นนี้จะปล่อยไปได้อย่างไร!
“หากข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรส ‘วิชาหลอมวิญญาณสามหยิน’ ของนิกายข้าให้จงได้!”
….
อีกด้านหนึ่ง ภูเขาอัสนีคราม
ที่นี่คือที่ตั้งของนิกายอัสนีคราม หนึ่งในสามนิกายใหญ่แห่งดินแดนเป่ยจิ้ง…
ในขณะที่​ศิษย์เฝ้าหอชะตาวิญญาณกำลังเดินเข้ามาภายในโถงใหญ่ เตรียมจะเริ่มทำความสะอาดตามปกติ
ภายในหอชะตาวิญญาณแห่งนี้ เป็นที่เก็บรักษาป้ายวิญญาณของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์และสูงกว่าของนิกาย
โดยในป้ายแต่ละอันจะบรรจุลมหายใจแห่งวิญญาณหนึ่งสายของผู้เป็นเจ้าของเอาไว้ ประโยชน์ของป้ายนี้ก็คือสามารถใช้ยืนยันความเป็นความตายของเจ้าของวิญญาณได้ ซึ่งเป็นวิธีการที่นิกายใหญ่ๆนิยมใช้กัน
ทว่า นับตั้งแต่นิกายอัสนีครามได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามขุมอำนาจใหญ่แห่งดินแดนเป่ยจิ้ง
ป้ายวิญญาณในหอแห่งนี้ก็ไม่เคยเกิดความผิดปกติใดๆ มาเป็นเวลานานแล้ว
แม้แต่ศิษย์ที่ทำหน้าที่ปัดกวาดและตรวจสอบในทุกๆวัน ก็เริ่มหย่อนยานและผ่อนคลายลง
ก็แน่ล่ะ...ในเมื่อนิกายของพวกเขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จะมีผู้ใดกันที่สามารถคุกคามยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ของนิกายได้?
ต่อให้เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมาจริงๆ ขอเพียงแค่เอ่ยชื่อของนิกายอัสนีครามออกไป ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ส่วนใหญ่ในยุทธภพก็ล้วนต้องไว้หน้ากันบ้าง
ศิษย์คนนั้นเดินเข้ามาในหอวิญญาณชะตาอย่างเนิบนาบ ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดอย่างไม่ใส่ใจนัก
ทันใดนั้นเอง หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชั้นวางป้ายวิญญาณโดยไม่ได้ตั้งใจ และเขาก็พลันชะงักงันไป
ป้ายอันหนึ่งที่วางอยู่ชั้นนอกสุด บัดนี้กลับมีรอยร้าวปรากฏขึ้น!
“นี่...นี่มันร้าวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!”
ใบหน้าของศิษย์เฝ้าหอกลับซีดเผือดลงในทันที เขารีบหันหลังกลับเพื่อไปรายงานต่อผู้ดูแลของนิกายอย่างร้อนรน
เพียงชั่วครู่ต่อมา ร่างของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งก็ปรากฏขึ้น ณ ที่แห่งนี้ด้วยสีหน้าเย็นชาและเกรี้ยวกราด
ผู้ดูแลของนิกายอัสนีครามองไปยังป้ายวิญญาณที่แตกสลายบนแท่นบูชา ก่อนจะตวัดสายตาอันเย็นชาไปยังศิษย์ทำความสะอาดที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ
“ป้ายนี้คงจะแตกมาได้วันกว่าแล้ว แต่เจ้ากลับละเลยหน้าที่ถึงเพียงนี้…สมควรตายนัก!”
“ไปที่หอลงทัณฑ์ แล้วรับโทษทัณฑ์ของเจ้าซะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์คนดังกล่าวก็ทรุดลงกับพื้นในทันที ใบหน้าของเขากลายเป็นสีเทาขี้เถ้าสิ้นหวัง
หอลงทัณฑ์...นั่นมันสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรกับขุมนรก!
ศิษย์คนใดก็ตามที่เข้าไปในนั้น แทบไม่มีใครที่ออกมาในสภาพที่สมประกอบเลย
….
ผู้ดูแลคนนั้นก้าวเข้าไปในหอชะตาวิญญาณ
เขามองดูชื่อที่สลักอยู่บนป้ายวิญญาณที่แตกสลาย ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลักของนิกายเพื่อรายงานเรื่องนี้โดยเร็ว
ภายในนิกายอัสนีคราม ผู้ที่จะได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโสของนิกายได้นั้น จะต้องมีพลังยุทธ์บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามขึ้นไป
การที่ผู้อาวุโสของนิกายคนหนึ่งต้องสิ้นชีพไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ สำหรับนิกายแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
ณ ยอดเขาหลัก
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ป้ายวิญญาณของผู้อาวุโสจางฉุนอี้แตกสลายแล้วรึ?”
เจ้าสำนักนิกายอัสนีคราม เล่ยหยวน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุจดั่งระฆังยักษ์
“เมื่อหลายวันก่อน ผู้อาวุโสจางเพิ่งจะออกจากด่านฝึกตน”
“เเละพอได้ยินข่าวคราวของนิกายสามหยิน ก็รีบรุดหน้าไปยังที่นั่นทันที...”
ทันใดนั้น ดวงตาของเล่ยหยวนก็พลันหดเล็กลง
“นิกายสามหยิน...”
นิกายสามหยินนั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตของนิกายอัสนีคราม
และทั่วทั้งดินแดนเป่ยจิ้งแห่งนี้ ก็มีเพียงนิกายสามหยินเท่านั้น ที่ไม่เคยคิดจะไว้หน้านิกายอัสนีครามเลยแม้แต่น้อย
ชั่วครู่ต่อมา ข่าวสารหนึ่งก็ได้แพร่ออกมาจากภูเขาอัสนีคราม
ผู้อาวุโสจางฉุนอี้แห่งนิกายอัสนีครามได้หายตัวไปอย่างปริศนาที่เมืองเหมยซาน คาดว่าอาจจะถูกนิกายสามหยินลอบลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม!
เรื่องนี้ นิกายอัสนีครามต้องการคำอธิบายจากนิกายสามหยิน!
ทันทีที่ข่าวนี้ถูกปล่อยออกไป ทั่วทั้งดินแดนเป่ยจิ้งก็พลันสั่นสะเทือนราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางทุ่งราบ
ฝ่ายหนึ่งคือขุมอำนาจชั้นนำแห่งยุคปัจจุบัน อีกฝ่ายคือขุมอำนาจในอดีตเมื่อพันปีก่อน ที่เคยมีผู้เยี่ยมยุทธ์เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์คอยดูแลอยู่เช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน
และบัดนี้เมื่อนิกายสามหยินกลับมาอีกครั้ง...กลับกล้าลงมือกับผู้อาวุโสของนิกายอัสนีครามโดยตรงเลยอย่างนั้นหรือ?
เมื่อข่าวสารนี้ถูกส่งผ่านช่องทางต่างๆ จนมาถึงฝั่งของนิกายสามหยิน
นั่นก็ทำให้เหล่าผู้อาวุโสในนิกายโกรธจนแทบคลั่งในทันที
ณ ใจกลางของบึงหนองที่เต็มไปด้วยไอพิษอันเย็นยะเยือก ซึ่งเป็นที่ที่เต็มไปด้วยแมลงพิษและไอหมอกหนาทึบ จนผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะย่างกรายเข้ามา
ที่นี่กลับปรากฏตำหนักใหญ่สีดำสนิทหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่!
เเละนี่คือที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่ของนิกายสามหยินหลังจากการหวนคืนสูยุทธภพ
ณ ขณะนี้ ภายในตำหนักใหญ่ ผู้อาวุโสสามที่เพิ่งรีบรุดกลับมา กำลังจ้องมองป้ายหยกสื่อสารในมือก่อนจะตวาดเสียงกร้าวว่า
“นิกายอัสนีครามรังแกกันเกินไปแล้ว!”
“ดูท่าแล้ว การตายของเจ้าห้า คงจะเป็นฝีมือของพวกมันเป็นแน่”
“ไม่เพียงแต่ฆ่าเจ้าห้า และขโมยสมบัติล้ำค่าที่อยู่ใต้บ่อน้ำพุปราณวิญญาณไป…เเต่ตอนนี้ ยังจะกล้ากลับมาโยนความผิดให้เราอีก”
“พี่ใหญ่ ท่านว่าเรื่องนี้ควรจะทำอย่างไรดี?”
กล่าวจบ ผู้อาวุโสสามก็หันไปมองผู้อาวุโสใหญ่ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ในตอนนี้เจ้าสำนักนิกายสามหยินยังคงเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เพื่อฝึกฝนยอดวิชามารที่ได้รับมาจากบุคคลลึกลับผู้หนึ่งอยู่
เรื่องราวทั้งหมดจึงถูกจัดการโดยผู้อาวุโสใหญ่ผู้มีพลังยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้า
ผู้อาวุโสใหญ่มีใบหน้าบูดบึ้งน่ากลัว
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้... ก็ถึงเวลาแล้วที่ดินแดนเป่ยจิ้งแห่งนี้ สมควรจะเข้าสู่ความโกลาหลเสียที”
“จงส่งคำสั่งลงไป…อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ในการประลองฝึกฝนที่ดินแดนลึกลับของเหล่าศิษย์นิกายต่างๆ”
“ให้ศิษย์ของนิกายสามหยิน...หาโอกาสสังหารศิษย์ของนิกายอัสนีครามให้สิ้นซาก!”
(จบตอน)