- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 63 : อำลาตระกูลเจียง
บทที่ 63 : อำลาตระกูลเจียง
บทที่ 63 : อำลาตระกูลเจียง
บทที่ 63 : อำลาตระกูลเจียง
การปะทะกันของสองขุมอำนาจใหญ่ ทำให้ข่าวคราวแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วในทุกหนทุกแห่ง
เมื่อลู่เย่เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งถัดไปและได้ยินข่าวนี้เข้า สีหน้าของเขาก็อดไม่ได้ที่จะดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย
ผู้อาวุโสของนิกายสามหยิน?
ผู้อาวุโสของนิกายอัสนีคราม?
ทั้งสองคนนั้น…ถูกเขาสังหารไปไม่ใช่หรือ?
แต่เอาเถอะ…ในเมื่อตอนนี้มีคนอื่นมารับเผือกร้อนไปแทนแล้ว ลู่เย่ก็ยินดีที่จะถอนตัวออกมาอยู่วงนอกอย่างสบายใจ
หลายวันต่อมา ในที่สุดลู่เย่ก็ได้ทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ดได้สำเร็จ!
หอหมื่นวิถีเองก็ได้เติมพลังงานจนเต็มเปี่ยมแล้ว และการสุ่มในครั้งนี้ไม่ได้ออกมาเป็นโอสถ แต่กลับเป็นยอดวิชาฝ่ามือที่หายากยิ่ง
ซึ่งมันมีนามว่า “ผนึกโบราณจตุรเทพ”!
วิชาประเภทผนึกหรือฝ่ามือนั้น หาได้ยากยิ่งกว่าวิชาดัชนีเสียอีก
หากจะเปรียบเทียบ…ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งหมื่นคน อาจจะพบเจอคนที่ฝึกวิชาดัชนีได้สักหนึ่งหรือสองคน
เช่นนั้นแล้ว วิชาผนึก...ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งแสนคน อาจจะไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ฝึกฝนมัน!
นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน วิชาผนึกที่ถูกคิดค้นขึ้นมานั้นมีจำนวนน้อยนิดเหลือเกิน
ทว่าวิชาผนึกก็มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง... นั่นก็คือแทบจะไม่มีวิชาใดเลยที่เป็นระดับต่ำ
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นวิชาระดับลึกลับ​ขั้นกลางหรือขั้นสูงขึ้นไป
หลังจากที่ลู่เย่รับข้อมูลทั้งหมดของ “ผนึกโบราณจตุรเทพ” เข้ามาในหัวจนครบถ้วนแล้ว ประกายแห่งความตกตะลึงก็วาบขึ้นในดวงตาของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
วิชาผนึกชุดนี้มีทั้งหมดสี่ผนึก ซึ่งสอดคล้องกับเทพเจ้าทั้งสี่องค์
มังกรฟ้า, หงส์เพลิง, พยัคฆ์ขาว และเต่าดำ
แต่สิ่งที่เขาสุ่มได้ในครั้งนี้ ไม่ใช่ผนึกจตุรเทพฉบับสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงวิธีการฝึกฝนของสองผนึกเท่านั้น…เรียกได้ว่าเป็นเพียงฉบับที่ไม่สมบูรณ์
ทว่า
เเต่แม้จะเป็นเพียงฉบับที่ไม่สมบูรณ์... จากข้อมูลที่ลู่เย่ได้รับมา มันก็ยังคงเป็นถึงยอดวิชาระดับสวรรค์​!!
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผนึกโบราณจตุรเทพฉบับสมบูรณ์...จะไม่ได้อยู่เหนือกว่าระดับสวรรค์​ไปแล้วหรอกหรือ?!
ผนึกที่เขาได้รับมานั้นมีนามว่า “ผนึกหงส์เพลิง” และ “ผนึกเต่าดำ” ซึ่งพอเหมาะพอดีที่เป็นวิชาที่เน้นการสังหารทำลายล้างหนึ่งบท และเน้นการป้องกันหนึ่งบท เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งรุกและรับ
ลู่เย่จึงรีบหาเวลาในช่วงกลางคืนระหว่างการเดินทางเพื่อฝึกฝนมันในทันที
แต่สุดท้าย…มันก็สมแล้วที่เป็นยอดวิชาอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้จะเป็นเพียงฉบับที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังถูกจัดอยู่ในระดับสวรรค์ได้
เขาต้องใช้เวลาหลายวันเต็มๆประกอบกับการใช้พรสวรรค์​เสริมพลังร้อยเท่า ถึงจะสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นได้สำเร็จ
จากนั้น ทั้งสามคนเดินทางต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งใกล้จะถึงเมืองเมฆาใบไม้
ลู่เย่ก็ได้เอ่ยขึ้นมาเรียบๆว่า
“ข้าจะสอนวิชาดัชนีให้เจ้าอีกสองกระบวนท่าแล้วกัน”
บัดนี้เขาอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเจ็ดแล้ว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นเก้า ลู่เย่ก็มั่นใจว่าตนเองไม่จำเป็นต้องเกรงกลัว
ดังนั้นก่อนที่จะจากตระกูลเจียงไป เขาจึงตัดสินใจมอบ “ดัชนีผ่าภูผา” ฉบับสมบูรณ์ให้แก่เจียงหลิงเยว่
สำหรับเด็กสาวที่ร่าเริงและสนิทสนมกับเขาผู้นี้ ลู่เย่ก็รู้สึกถูกชะตากับนางอยู่ไม่น้อย
“เอ๊ะ? ท่านพี่เขย ท่านหาวิธีฝึกฝนขั้นต่อไปของวิชาดัชนีนั่นเจอแล้วหรือเจ้าคะ?”
พอเจียงหลิงเยว่ได้ยินเช่นนั้น นางก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
นางไม่ได้สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าที่ผ่านมาเป็นเพราะลู่เย่จงใจกั๊กวิชาเอาไว้สองกระบวนท่า แต่นางกลับคิดไปว่าลู่เย่เพิ่งจะไปค้นพบเคล็ดวิชาขั้นต่อไปมาได้
ลู่เย่: “......”
เคยได้ยินคนเขาพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนบางประเภทที่ถึงแม้จะถูกคนอื่นหลอกขายของไปแล้ว ก็ยังจะช่วยเขานับเงินอยู่
บัดนี้ ลู่เย่ก็ได้ประจักษ์กับตาตนเองแล้วจริงๆ
เด็กสาวซื่อบื้อคนนี้...ในหัวของนางคงจะมีแต่น้ำอยู่เต็มไปหมดเป็นแน่
หลังจากนั้น ลู่เย่ก็ได้ถ่ายทอดดัชนีผ่าภูผาอีกสองกระบวนท่าที่เหลือให้แก่เจียงหลิงเยว่
แม้ว่าเจียงชิงเกอจะไม่เข้าใจเรื่องการฝึกฝนยอดวิชา แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่า ลู่เย่กำลังทำตัวเหมือนกับกำลังสั่งเสียอะไรบางอย่างอยู่
และก็เป็นไปตามคาด สองวันให้หลัง เมื่อพวกเขาได้เดินทางกลับมาถึงตระกูลเจียงในเมืองเมฆาใบไม้อย่างเป็นทางการ
ณ ลานเล็กๆ ในเรือนของเจียงชิงเกอ
“เจ้าว่าอะไรนะ?! เจ้าจะไปแล้วอย่างนั้นหรือ?!”
เจียงชิงเกอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เป็นเมื่อครู่นี้เอง ที่ลู่เย่เอ่ยปากว่าต้องการจะออกจากตระกูลเจียง!
นางเคยคิดว่า หลังจากที่ต้องแสดงละครร่วมกันมาช่วงระยะหนึ่ง อย่างน้อยความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ไม่ได้ตั้งแง่ใส่กันเหมือนแต่ก่อนแล้ว
แต่เจียงชิงเกอกลับไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า คนผู้นี้คิดจะจากไปตั้งนานแล้ว!
“ถ้าการที่เจ้าต้องอาศัยอยู่ที่เรือนชั้นนอกมันไม่เหมาะสมจริงๆ ข้าสามารถย้ายเจ้าเข้ามาอยู่ในเรือนชั้นในได้นะ” เจียงชิงเกอกล่าวพลางเม้มริมฝีปากแน่น
“มันไม่ใช่เรื่องว่าจะอยู่ที่ไหน” ลู่เย่ส่ายหน้าเบาๆ
“ข้ามีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำ”
เรื่องของตัวเอง?
หึ…ก็คงไม่พ้นเรื่องหาเงินหาทองนั่นแหละ
เจียงชิงเกอเดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบเงินออกมาสี่สิบตำลึงยื่นให้เขา
“นี่คือเงินที่ข้าเคยสัญญาไว้กับเจ้า”
“แล้วก็ หากเจ้าขาดแคลนเงิน ก็มาบอกข้าได้นะ ถ้าอันไหนที่ข้าพอจะให้ได้ ข้าก็จะให้”
“แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าในตอนนี้ คือการตั้งใจฝึกฝนวิชายุทธ์”
เจียงชิงเกอเข้าใจว่าที่ลู่เย่ต้องการจะย้ายออกจากตระกูลเจียง ก็เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการหาเงิน
“ไม่ต้องหรอก ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปวันนี้”
ลู่เย่ปฏิเสธ​ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป
​
เมื่อได้ฟังคำพูดที่ไร้เยื่อใยและมองดูแผ่นหลังของลู่เย่ที่จากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ความโกรธก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นในใจของเจียงชิงเกออีกครั้ง
นางอุตส่าห์พูดรั้งเขาถึงขนาดนี้แล้ว…
หัวใจของคนผู้นี้ทำด้วยหินหรืออย่างไรกัน…ทำไมถึงได้แข็งกระด้างและไร้หัวใจถึงเพียงนี้!
เมื่อมองดูร่างนั้นที่หายลับไปจากลานเล็กๆโดยสมบูรณ์ ความเศร้าสร้อยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงชิงเกอทันที​
“ไปเลย ไปเลยสิ ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีกนะ”
……
ณ เรือนชั้นนอก ภายในลานเล็กๆ
“คุณชาย ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ? ท่านจะไปเเล้วหรือเจ้าคะ?”
ชิงหยูเบิกตากว้างจนแทบถลน
อยู่ดีๆจะไม่อยู่ที่ตระกูลเจียงแล้ว จะจากไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
ลู่เย่พยักหน้า ก่อนจะเก็บข้าวของบางส่วนของตนเข้าไปในแหวนมิติแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบใจเจ้านะ ที่ช่วงนี้คอยช่วยข้าซักผ้าทำความสะอาด”
เมื่อมองดูรอยยิ้มอันอบอุ่นของคุณชาย ชิงหยูก็รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“เอ่อ... คุณชายเจ้าคะ ชิงหยูยังอยากจะซักผ้าทำกับข้าวให้ท่านอยู่นะเจ้าคะ ข้า...ข้าขอตามท่านไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็พบว่า ดูเหมือนเขาจะต้องการคนมาคอยดูแลจัดการเรื่องในชีวิตประจำวันจริงๆ
เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปพูดคุยให้”
ชิงหยูเป็นสาวใช้ที่ถูกขายเข้ามาในจวนตระกูลเจียงตั้งแต่ยังเด็ก สัญญาขายตัวของนางยังคงอยู่ที่ตระกูลเจียง
หากต้องการจะพานางไปด้วย ก็จำเป็นต้องไปเจรจากับทางตระกูลเจียงเสียก่อน
“เจ้าค่ะๆ! คุณชายวางใจได้เลย ข้าจะปรนนิบัติรับใช้ท่านเป็นอย่างดีแน่นอนเจ้าค่ะ!”
กลับมาที่ลานเล็กๆ ของเจียงชิงเกอ
เจียงชิงเกอนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน จ้องมองต้นไม้ในลานบ้านอย่างเหม่อลอย
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้เจียงชิงเกอเคยเผลอคิดไปชั่วขณะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลู่เย่... แท้จริงแล้วมันควรจะเป็นเช่นนี้
ทว่า...การที่ลู่เย่เอ่ยปากขอจากไปในวันนี้ ก็ได้ปลุกให้เจียงชิงเกอตื่นจากภวังค์ในทันที
เขา...ยังคงไม่ชอบนางเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าบุปผาจะเริ่มมีใจ...แต่สายน้ำก็ยังคงไหลผ่านไปอย่างไม่ไยดี
แต่แล้วในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ไม่คิดจะปิดบังใดๆ ก็ดังขึ้นจากด้านนอกอีกครั้ง…และในเวลาต่อมา ร่างของลู่เย่ก็ปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้าลานบ้าน
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เจียงชิงเกอก็รีบเช็ดหยาดน้ำตาที่ชื้นอยู่ตรงหางตาอย่างรวดเร็ว
พอหันไปเห็นว่าเป็นลู่เย่ ประกายแห่งความยินดีระคนแปลกใจก็วาบขึ้นในดวงตาของเธอ
“เจ้า...เจ้าจะไม่ไปแล้วหรือ?”
เมื่อมองดูเจียงชิงเกอที่ดูเหมือนเพิ่งจะร้องไห้มา สีหน้าของลู่เย่ก็ดูแปลกไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“ข้ามาเพื่อจะถามเจ้าว่า...ข้าจะพาชิงหยูไปด้วยได้หรือไม่? พอดีว่าใช้นางจนเคยมือแล้ว”
เจียงชิงเกอ: “....???”
คนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะยังคงยืนยันที่จะไป แต่ยังคิดจะพาสาวใช้ไปด้วยอีกอย่างนั้นหรือ?!
เจียงชิงเกอที่รู้สึกจุกอยู่ในอก กัดฟันกรอดแล้วตอบกลับทันที
“ไปเลย! ไปให้หมดเลย! อยากได้ก็เอาไปเลย!”
ลู่เย่พยักหน้ารับ แล้วก็หันหลังเดินจากไปอีกครั้ง
เขามองออกว่าท่าทีของเจียงชิงเกอดูไม่ค่อยปกติ แต่ก็ขี้เกียจที่จะใส่ใจ
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็ได้พาชิงหยูออกจากตระกูลเจียงแห่งเมืองเมฆาใบไม้ สถานที่ที่เขาอาศัยอยู่มาเกือบหนึ่งปีเต็ม
….
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่เจียงหลิงเยว่ได้ฝึกซ้อมวิชาดัชนีผ่าภูผาฉบับสมบูรณ์ในลานบ้านของตนเองจนจบกระบวนท่าแล้ว
นางก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่งและอยากจะรีบไปหาลู่เย่เพื่อแจ้งข่าวดี
ทว่า...เมื่อนางเดินทางมาถึงลานเล็กๆ อันคุ้นเคยในเรือนชั้นนอก
เจียงหลิงเยว่กลับพบว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ลานแห่งนั้นได้กลับกลายเป็นว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คนเสียแล้ว
(จบตอน)