เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!

บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!

บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!


บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!

จวบจนวินาทีสุดท้ายที่สิ้นลม ชายวัยกลางคนก็ยังคงเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องนี้

หลังจากอีกฝ่ายจบชีวิตลง ลู่เย่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและชำนาญ พลางปลดแหวนมิติของชายวัยกลางคนมาเป็นของตน (พระเอกสายโจร)

ณ ตอนนี้ จำนวนแหวนมิติบนมือของเขามีมากถึงสามวง

หากรวมมูลค่าของแหวนทั้งหมดเข้าด้วยกัน เกรงว่าแค่ค่าของแหวนเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึงหนึ่งล้านตำลึงเงินเลยทีเดียว

“นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า การออกมา ‘ล่าของป่าโจรป่า’ นี่แหละ คือหนทางสู่ความร่ำรวยที่แท้จริง”

….

เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยวร้าง ลู่เย่จึงหยิบผงสลายกระดูกขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติของเขา

นี่เป็นของที่เขาตั้งใจซื้อมาจากเมืองชิงซานหลังจากสังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังในคราวก่อน

เเละมันก็เพื่อให้บริการศัตรูแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสของนิกายสามหยินที่ถูกเขาสังหารในพริบตา ก็ล้วนได้รับบริการนี้เช่นกัน

ครู่ต่อมา หลังจากที่มองดูเถ้าธุลีที่หลงเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนั้นแล้ว ร่างของลู่เย่ก็พลันหายวับไปในทันที

….

ภายในโรงเตี๊ยม

บนใบหน้าของเจียงชิงเกอฉายแววร้อนรนออกมาเล็กน้อย

นี่ก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว แต่ลู่เย่ก็ยังไม่กลับมาเสียที

คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆใช่ไหม?

เพราะอย่างไรเสีย ขอบเขตรวบรวมปราณสำหรับผู้ฝึกยุทธ์บนโลกแล้ว ก็ไม่ได้นับว่าแข็งแกร่งอะไรเลย

แต่แล้วในขณะนั้นเอง ขณะที่เจียงชิงเกอยืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอก็ได้เห็นร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม

“กลับมาแล้ว?”

ความยินดีผุดขึ้นในใจ เจียงชิงเกอจึงรีบเดินออกจากห้องแล้วตรงไปยังชั้นล่างทันที

ฉากนี้ ทำให้เจียงหลิงเยว่รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย

“ท่านพี่เป็นอะไรไปกันนะ?”

ในฐานะน้องสาว เจียงหลิงเยว่มองออกว่าช่วงนี้ท่าทีของเจียงชิงเกอดูแปลกไป

หากจะบอกว่าเป็นการแสดงละคร ตอนนี้ซูหว่านก็ไปแล้ว ท่านพี่ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงต่อไปอีก

แต่ถ้าหากไม่ใช่การแสดงละครล่ะ...

ไหนตอนแรกที่ตกลงกันไว้ว่า พอเธอทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว ท่านพี่ก็จะถอนหมั้นไม่ใช่หรือ?

หากถึงตอนนั้นแล้วท่านพี่เกิดอินกับบทบาทมากเกินไปจนห้ามใจไม่อยู่ แล้วทั้งสองคนก็...

เอ่อ...นั่นแหละ...

แล้วแบบนี้... การหมั้นหมายครั้งนี้จะยังถอนอยู่หรือไม่ถอนกันแน่?

….

ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม

เจียงชิงเกอที่รีบวิ่งลงมา ได้เดินเข้าไปหาลู่เย่พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบาว่า

“เจ้า...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

จมูกของเธอไวต่อกลิ่นมาก ในวินาทีแรกที่เดินเข้าไปใกล้ลู่เย่ เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆลอยมาแตะจมูก

ดังนั้น เธอจึงได้เอ่ยถามออกไปเช่นนั้น

ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อครู่ลู่เย่ออกไปทำอะไรมานั้น เจียงชิงเกอก็ไม่ได้คิดจะซักไซร้ให้มากความ หากลู่เย่อยากจะพูด เมื่อถึงเวลาเขาก็คงจะบอกเธอเอง

“ข้าไม่เป็นไร เอาล่ะ…ตอนนี้ก็ไปกันได้แล้ว” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัยแล้ว”

สิ่งที่เจียงชิงเกอกำลังคิดก็คือ ในเมื่อลู่เย่เกิดการต่อสู้กับคนอื่นจนถึงขั้นเลือดตกยางออกแล้ว การรีบออกเดินทางจากไปย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

จะทำอย่างไรหากอีกฝ่ายยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์คนอื่นตามมาสมทบอีก?

หนีไปก่อนย่อมดีกว่า!

….

ก่อนหน้านี้ รถม้าที่ตระกูลเจียงใช้เดินทางมายังเมืองชิงซานนั้น เจียงชิงเกอได้บอกปัดไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้ มันจึงถูกนำกลับไปยังเมืองเมฆาใบไม้พร้อมกับคณะของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเจียงไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ บนเส้นทางในยามนี้ จึงปรากฏร่างของคนสามคนกำลังเดินเท้าไปอย่างช้าๆ

ในขณะที่เจียงชิงเกอเลือกที่จะไม่ถาม เจียงหลิงเยว่กลับไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน

เธอมองไปที่ลู่เย่ด้วยความสงสัยใคร่รู้แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า

“ท่านพี่เขย เมื่อครู่ท่านออกไปทำอะไรมาหรือเจ้าคะ?”

“พอดีไปเจอคนรู้จักที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ก็เลยคุยกับเขาสองสามประโยค”

นี่คือความจริงล้วนๆ

เขาเคยเจอชายคนนั้นในคืนที่ปล้นขบวนสินค้า นับว่าเป็นคนรู้จักอย่างไม่ต้องสงสัย และก็ได้คุยกันสองสามประโยคจริงๆ... (ก่อนที่จะสังหารอีกฝ่ายในชั่วพริบตา)

เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งใกล้พลบค่ำ ทั้งสามคนก็ได้เดินทางมาไกลกว่าร้อยลี้แล้ว

ลู่เย่และเจียงหลิงเยว่ต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์ จึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าอะไร แต่สำหรับเจียงชิงเกอนั้น เธอเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว

แม้จะกัดฟันฝืนทนเดินต่อ แต่เรียวขาทั้งสองข้างของเธอก็เริ่มสั่นเทา เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆลู่เย่จึงโบกมือเป็นสัญญาณ

“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้คงต้องไปหาโรงเช่ารถม้า เช่ารถสักคันแล้ว”

“ขอโทษด้วยนะ ข้าคิดว่าตัวเองจะทนไหวเสียอีก” เจียงชิงเกอก้มหน้ากล่าวอย่างรู้สึกผิด

การเดินเท้านั้นเป็นสิ่งที่เธอเสนอขึ้นมาเอง โดยให้เหตุผลว่าอยากจะชมทิวทัศน์ระหว่างทางและผ่อนคลายจิตใจ

ซึ่งลู่เย่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเมื่อเทียบกับการต้องอยู่ในตระกูลเจียงแล้ว โลกภายนอกย่อมให้อิสระแก่เขามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในใจของเขาได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หลังจากส่งสองพี่น้องกลับถึงตระกูลเจียงในครั้งนี้ เขาจะปลีกตัวออกไปเพื่อเก็บตัวฝึกฝนวิชา

ส่วนเรื่องสัญญาหมั้นหมายนั้น จะถอนหรือไม่ถอน จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

ความสำคัญของมัน เป็นเพียงแค่การแสดงให้คนของนิกายเมฆาสีชาดเห็นเท่านั้น

เพราะถึงแม้ในตอนนี้ลู่เย่จะมั่นใจว่าตนเองไม่เป็นรองใครในขอบเขตเหนือสวรรค์

แต่ทว่า...เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขึ้นไปนั้น...ยังคงเป็นปราการที่แข็งแกร่งและยากจะข้ามผ่าน

หลังจากรวบรวมฟืนได้จำนวนหนึ่งและจุดไฟก่อกองขึ้นเพื่อขับไล่ความมืดมิดยามค่ำคืน ในหัวของลู่เย่ก็เริ่มขบคิดถึงเรื่องราวที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์

เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธ์... ก็คือขอบเขตปรมาจารย์!

ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์!

แม้แต่ในหอตำราของนิกายเมฆาสีชาดในอดีต ท่ามกลางหนังสือมากมายนับหมื่นเล่ม ก็มีคำบรรยายถึงขอบเขตนี้อยู่น้อยนิดนัก

หากจะบอกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์นั้น ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถเหินฟ้าและก้าวเดินในอากาศได้ในเบื้องต้น

เช่นนั้นแล้วขอบเขตปรมาจารย์ก็คือการมีกายาที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถย่นระยะทางได้ในพริบตา และก้าวข้ามห้วงอากาศได้ในทีเดียว!

ภายในระยะหนึ่งพันเมตร เรียกได้ว่าเพียงแค่กะพริบตา ก็สามารถข้ามผ่านมิติปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าได้แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างมหาศาล ราวกับได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกและไขข้อใหม่ อาวุธวิเศษธรรมดาๆ ยากที่จะทำอันตรายได้!

“หากบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ได้ ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดแห่งดินแดนเป่ยจิ้งได้อย่างแท้จริง...” ลู่เย่พึมพำกับตนเองในใจ

เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าหากวันหนึ่งเขาบรรลุเป็นปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ได้จริงๆ เมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดล่วงรู้เรื่องนี้เข้า เธอจะมีสีหน้าเช่นไรกัน?

เพราะเท่าที่ลู่เย่รู้มา ทั่วนิกายเมฆาสีชาดที่ครอบครองอาณาเขตหลายแสนลี้ในดินแดนเป่ยจิ้งแห่งแคว้นซวนโจวนี้ ผู้ที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ในปัจจุบันมีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น คือนางเซียนเมฆาสีชาด และผู้อาวุโสสูงสุดอีกหนึ่งคน

….

เมื่อราตรีล่วงลึก

ณ ที่แห่งนี้ซึ่งเป็นป่าเขารกร้าง จึงบังเอิญมีหมาป่าปีศาจระดับสองขั้นต้นสองตัวที่เดินทางมาด้วยกัน

ทันทีที่ได้กลิ่นอายของมนุษย์จากที่ไม่ไกลนัก หมาป่าปีศาจระดับสองทั้งสองตัวซึ่งมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ก็แทบจะน้ำลายสอ

“แย่แล้ว”

ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่พลันซีดเผือด นางเพิ่งจะอยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นเก้าเท่านั้น การรับมือเพียงตัวเดียวก็ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญแล้ว

นางหันไปมองลู่เย่แล้วกัดฟันพูดว่า

“ท่านพี่เขย ตัวผู้ข้าจัดการเอง ส่วนตัวเมียท่านจัดการนะเจ้าคะ!”

โดยปกติแล้ว หมาป่าตัวผู้มักจะแข็งแกร่งและรับมือยากกว่าตัวเมีย

ด้านเจียงชิงเกอเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเช่นกัน นางกระซิบถามเสียงเบา

“พวกเรา...หนีได้หรือไม่?”

เจียงหลิงเยว่ส่ายหน้าแล้วตอบเสียงแผ่ว

“หนีไม่รอดหรอกเจ้าค่ะ สัตว์เดรัจฉานพวกนี้ชอบรังแกผู้อ่อนแอและกลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่า”

“หากเราไม่แสดงความขลาดกลัวออกมา มันอาจจะยังไม่โจมตีในทันที แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหันหลังให้มัน เจ้านี่ลงมือทันทีแน่นอน”

ลู่เย่ไม่ได้กล่าวอะไร เขาเพียงแค่ก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาสองก้อน แล้วโคจรลมปราณแท้จริงเข้าไป

ในวินาทีต่อมา... ฟิ้ว! ฟิ้ว! โผล่ะ โผล่ะ

ก้อนหินทั้งสองพุ่งออกไปราวกระสุนปืนที่หลุดจากลำกล้อง เเล้วทะลวงผ่านศีรษะของหมาป่าปีศาจทั้งสองตัวด้วยความเร็วสูง!

ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะออกจากตระกูลเจียงแล้ว

…เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้นอะไรอีกต่อไป

สองพี่น้องตระกูลเจียงถึงกับนิ่งอึ้งไป ทั้งสองมองไปยังลู่เย่ที่ทำเรื่องทั้งหมดนี้อย่างง่ายดายด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างถึงที่สุด

เพียงแค่ยกมือขึ้น ก็สามารถสังหารอสูรระดับสองที่เทียบเท่าขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้ในพริบตาเลยอย่างนั้นหรือ?!

เมื่อได้สติกลับคืนมา เจียงหลิงเยว่ก็โผเข้าไปกอดแขนของลู่เย่ไว้ข้างหนึ่งทันที

ในดวงตาของนางแทบจะมีประกายดาวระยิบระยับปรากฏขึ้นมา

“ท่านพี่เขย ท่านเท่เกินไปแล้ว! ทำไมท่านถึงได้แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้?!”

ในขณะเดียวกันเจียงชิงเกอกลับจ้องมองใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวัน ทว่ากลับดูเหมือนมีม่านแห่งความลึกลับปกคลุมอยู่ ในใจของนางรู้สึกขมขื่นอยู่จางๆ

ทั้งๆที่เขาเป็นสามีของนาง แต่ดูเหมือนว่านอกจากการรู้ว่าเขาชื่อลู่เย่แล้ว…เรื่องอื่นๆ นางกลับไม่เคยได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย

ที่แท้... เขาก็มีพลังฝีมือทัดเทียมกับระดับปราณก่อกำเนิดมาตั้งนานแล้วอย่างนั้นหรือ?

น่าขำสิ้นดีที่ตอนนั้นตนเองยังคิดว่าเขาไม่ตั้งใจฝึกฝนวิถียุทธ์...

สามารถใช้พรสวรรค์เพียงระดับศิษย์รับใช้ ฝึกฝนจนมาถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้

ลู่เย่คงจะลำบากมาไม่น้อยเลยสินะ?

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!

คัดลอกลิงก์แล้ว