- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!
บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!
บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!
บทที่ 61 : ขอบเขตปรมาจารย์!
จวบจนวินาทีสุดท้ายที่สิ้นลม ชายวัยกลางคนก็ยังคงเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องนี้
หลังจากอีกฝ่ายจบชีวิตลง ลู่เย่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและชำนาญ พลางปลดแหวนมิติของชายวัยกลางคนมาเป็นของตน (พระเอกสายโจร)
ณ ตอนนี้ จำนวนแหวนมิติบนมือของเขามีมากถึงสามวง
หากรวมมูลค่าของแหวนทั้งหมดเข้าด้วยกัน เกรงว่าแค่ค่าของแหวนเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึงหนึ่งล้านตำลึงเงินเลยทีเดียว
“นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า การออกมา ‘ล่าของป่าโจรป่า’ นี่แหละ คือหนทางสู่ความร่ำรวยที่แท้จริง”
….
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยวร้าง ลู่เย่จึงหยิบผงสลายกระดูกขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติของเขา
นี่เป็นของที่เขาตั้งใจซื้อมาจากเมืองชิงซานหลังจากสังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังในคราวก่อน
เเละมันก็เพื่อให้บริการศัตรูแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสของนิกายสามหยินที่ถูกเขาสังหารในพริบตา ก็ล้วนได้รับบริการนี้เช่นกัน
ครู่ต่อมา หลังจากที่มองดูเถ้าธุลีที่หลงเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนั้นแล้ว ร่างของลู่เย่ก็พลันหายวับไปในทันที
….
ภายในโรงเตี๊ยม
บนใบหน้าของเจียงชิงเกอฉายแววร้อนรนออกมาเล็กน้อย
นี่ก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว แต่ลู่เย่ก็ยังไม่กลับมาเสียที
คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆใช่ไหม?
เพราะอย่างไรเสีย ขอบเขตรวบรวมปราณสำหรับผู้ฝึกยุทธ์บนโลกแล้ว ก็ไม่ได้นับว่าแข็งแกร่งอะไรเลย
แต่แล้วในขณะนั้นเอง ขณะที่เจียงชิงเกอยืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอก็ได้เห็นร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม
“กลับมาแล้ว?”
ความยินดีผุดขึ้นในใจ เจียงชิงเกอจึงรีบเดินออกจากห้องแล้วตรงไปยังชั้นล่างทันที
ฉากนี้ ทำให้เจียงหลิงเยว่รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่านพี่เป็นอะไรไปกันนะ?”
ในฐานะน้องสาว เจียงหลิงเยว่มองออกว่าช่วงนี้ท่าทีของเจียงชิงเกอดูแปลกไป
หากจะบอกว่าเป็นการแสดงละคร ตอนนี้ซูหว่านก็ไปแล้ว ท่านพี่ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงต่อไปอีก
แต่ถ้าหากไม่ใช่การแสดงละครล่ะ...
ไหนตอนแรกที่ตกลงกันไว้ว่า พอเธอทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว ท่านพี่ก็จะถอนหมั้นไม่ใช่หรือ?
หากถึงตอนนั้นแล้วท่านพี่เกิดอินกับบทบาทมากเกินไปจนห้ามใจไม่อยู่ แล้วทั้งสองคนก็...
เอ่อ...นั่นแหละ...
แล้วแบบนี้... การหมั้นหมายครั้งนี้จะยังถอนอยู่หรือไม่ถอนกันแน่?
….
ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม
เจียงชิงเกอที่รีบวิ่งลงมา ได้เดินเข้าไปหาลู่เย่พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“เจ้า...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
จมูกของเธอไวต่อกลิ่นมาก ในวินาทีแรกที่เดินเข้าไปใกล้ลู่เย่ เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆลอยมาแตะจมูก
ดังนั้น เธอจึงได้เอ่ยถามออกไปเช่นนั้น
ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อครู่ลู่เย่ออกไปทำอะไรมานั้น เจียงชิงเกอก็ไม่ได้คิดจะซักไซร้ให้มากความ หากลู่เย่อยากจะพูด เมื่อถึงเวลาเขาก็คงจะบอกเธอเอง
“ข้าไม่เป็นไร เอาล่ะ…ตอนนี้ก็ไปกันได้แล้ว” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัยแล้ว”
สิ่งที่เจียงชิงเกอกำลังคิดก็คือ ในเมื่อลู่เย่เกิดการต่อสู้กับคนอื่นจนถึงขั้นเลือดตกยางออกแล้ว การรีบออกเดินทางจากไปย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
จะทำอย่างไรหากอีกฝ่ายยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์คนอื่นตามมาสมทบอีก?
หนีไปก่อนย่อมดีกว่า!
….
ก่อนหน้านี้ รถม้าที่ตระกูลเจียงใช้เดินทางมายังเมืองชิงซานนั้น เจียงชิงเกอได้บอกปัดไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้ มันจึงถูกนำกลับไปยังเมืองเมฆาใบไม้พร้อมกับคณะของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเจียงไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ บนเส้นทางในยามนี้ จึงปรากฏร่างของคนสามคนกำลังเดินเท้าไปอย่างช้าๆ
ในขณะที่เจียงชิงเกอเลือกที่จะไม่ถาม เจียงหลิงเยว่กลับไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน
เธอมองไปที่ลู่เย่ด้วยความสงสัยใคร่รู้แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ท่านพี่เขย เมื่อครู่ท่านออกไปทำอะไรมาหรือเจ้าคะ?”
“พอดีไปเจอคนรู้จักที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ก็เลยคุยกับเขาสองสามประโยค”
นี่คือความจริงล้วนๆ
เขาเคยเจอชายคนนั้นในคืนที่ปล้นขบวนสินค้า นับว่าเป็นคนรู้จักอย่างไม่ต้องสงสัย และก็ได้คุยกันสองสามประโยคจริงๆ... (ก่อนที่จะสังหารอีกฝ่ายในชั่วพริบตา)
เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งใกล้พลบค่ำ ทั้งสามคนก็ได้เดินทางมาไกลกว่าร้อยลี้แล้ว
ลู่เย่และเจียงหลิงเยว่ต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์ จึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าอะไร แต่สำหรับเจียงชิงเกอนั้น เธอเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
แม้จะกัดฟันฝืนทนเดินต่อ แต่เรียวขาทั้งสองข้างของเธอก็เริ่มสั่นเทา เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆลู่เย่จึงโบกมือเป็นสัญญาณ
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้คงต้องไปหาโรงเช่ารถม้า เช่ารถสักคันแล้ว”
“ขอโทษด้วยนะ ข้าคิดว่าตัวเองจะทนไหวเสียอีก” เจียงชิงเกอก้มหน้ากล่าวอย่างรู้สึกผิด
การเดินเท้านั้นเป็นสิ่งที่เธอเสนอขึ้นมาเอง โดยให้เหตุผลว่าอยากจะชมทิวทัศน์ระหว่างทางและผ่อนคลายจิตใจ
ซึ่งลู่เย่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเมื่อเทียบกับการต้องอยู่ในตระกูลเจียงแล้ว โลกภายนอกย่อมให้อิสระแก่เขามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในใจของเขาได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หลังจากส่งสองพี่น้องกลับถึงตระกูลเจียงในครั้งนี้ เขาจะปลีกตัวออกไปเพื่อเก็บตัวฝึกฝนวิชา
ส่วนเรื่องสัญญาหมั้นหมายนั้น จะถอนหรือไม่ถอน จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
ความสำคัญของมัน เป็นเพียงแค่การแสดงให้คนของนิกายเมฆาสีชาดเห็นเท่านั้น
เพราะถึงแม้ในตอนนี้ลู่เย่จะมั่นใจว่าตนเองไม่เป็นรองใครในขอบเขตเหนือสวรรค์
แต่ทว่า...เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขึ้นไปนั้น...ยังคงเป็นปราการที่แข็งแกร่งและยากจะข้ามผ่าน
หลังจากรวบรวมฟืนได้จำนวนหนึ่งและจุดไฟก่อกองขึ้นเพื่อขับไล่ความมืดมิดยามค่ำคืน ในหัวของลู่เย่ก็เริ่มขบคิดถึงเรื่องราวที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์
เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธ์... ก็คือขอบเขตปรมาจารย์!
ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์!
แม้แต่ในหอตำราของนิกายเมฆาสีชาดในอดีต ท่ามกลางหนังสือมากมายนับหมื่นเล่ม ก็มีคำบรรยายถึงขอบเขตนี้อยู่น้อยนิดนัก
หากจะบอกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์นั้น ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถเหินฟ้าและก้าวเดินในอากาศได้ในเบื้องต้น
เช่นนั้นแล้วขอบเขตปรมาจารย์ก็คือการมีกายาที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถย่นระยะทางได้ในพริบตา และก้าวข้ามห้วงอากาศได้ในทีเดียว!
ภายในระยะหนึ่งพันเมตร เรียกได้ว่าเพียงแค่กะพริบตา ก็สามารถข้ามผ่านมิติปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างมหาศาล ราวกับได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกและไขข้อใหม่ อาวุธวิเศษธรรมดาๆ ยากที่จะทำอันตรายได้!
“หากบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ได้ ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดแห่งดินแดนเป่ยจิ้งได้อย่างแท้จริง...” ลู่เย่พึมพำกับตนเองในใจ
เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าหากวันหนึ่งเขาบรรลุเป็นปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ได้จริงๆ เมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดล่วงรู้เรื่องนี้เข้า เธอจะมีสีหน้าเช่นไรกัน?
เพราะเท่าที่ลู่เย่รู้มา ทั่วนิกายเมฆาสีชาดที่ครอบครองอาณาเขตหลายแสนลี้ในดินแดนเป่ยจิ้งแห่งแคว้นซวนโจวนี้ ผู้ที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ในปัจจุบันมีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น คือนางเซียนเมฆาสีชาด และผู้อาวุโสสูงสุดอีกหนึ่งคน
….
เมื่อราตรีล่วงลึก
ณ ที่แห่งนี้ซึ่งเป็นป่าเขารกร้าง จึงบังเอิญมีหมาป่าปีศาจระดับสองขั้นต้นสองตัวที่เดินทางมาด้วยกัน
ทันทีที่ได้กลิ่นอายของมนุษย์จากที่ไม่ไกลนัก หมาป่าปีศาจระดับสองทั้งสองตัวซึ่งมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ก็แทบจะน้ำลายสอ
“แย่แล้ว”
ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่พลันซีดเผือด นางเพิ่งจะอยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นเก้าเท่านั้น การรับมือเพียงตัวเดียวก็ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญแล้ว
นางหันไปมองลู่เย่แล้วกัดฟันพูดว่า
“ท่านพี่เขย ตัวผู้ข้าจัดการเอง ส่วนตัวเมียท่านจัดการนะเจ้าคะ!”
โดยปกติแล้ว หมาป่าตัวผู้มักจะแข็งแกร่งและรับมือยากกว่าตัวเมีย
ด้านเจียงชิงเกอเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเช่นกัน นางกระซิบถามเสียงเบา
“พวกเรา...หนีได้หรือไม่?”
เจียงหลิงเยว่ส่ายหน้าแล้วตอบเสียงแผ่ว
“หนีไม่รอดหรอกเจ้าค่ะ สัตว์เดรัจฉานพวกนี้ชอบรังแกผู้อ่อนแอและกลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่า”
“หากเราไม่แสดงความขลาดกลัวออกมา มันอาจจะยังไม่โจมตีในทันที แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหันหลังให้มัน เจ้านี่ลงมือทันทีแน่นอน”
ลู่เย่ไม่ได้กล่าวอะไร เขาเพียงแค่ก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาสองก้อน แล้วโคจรลมปราณแท้จริงเข้าไป
ในวินาทีต่อมา... ฟิ้ว! ฟิ้ว! โผล่ะ โผล่ะ
ก้อนหินทั้งสองพุ่งออกไปราวกระสุนปืนที่หลุดจากลำกล้อง เเล้วทะลวงผ่านศีรษะของหมาป่าปีศาจทั้งสองตัวด้วยความเร็วสูง!
ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะออกจากตระกูลเจียงแล้ว
…เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้นอะไรอีกต่อไป
สองพี่น้องตระกูลเจียงถึงกับนิ่งอึ้งไป ทั้งสองมองไปยังลู่เย่ที่ทำเรื่องทั้งหมดนี้อย่างง่ายดายด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
เพียงแค่ยกมือขึ้น ก็สามารถสังหารอสูรระดับสองที่เทียบเท่าขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้ในพริบตาเลยอย่างนั้นหรือ?!
เมื่อได้สติกลับคืนมา เจียงหลิงเยว่ก็โผเข้าไปกอดแขนของลู่เย่ไว้ข้างหนึ่งทันที
ในดวงตาของนางแทบจะมีประกายดาวระยิบระยับปรากฏขึ้นมา
“ท่านพี่เขย ท่านเท่เกินไปแล้ว! ทำไมท่านถึงได้แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้?!”
ในขณะเดียวกันเจียงชิงเกอกลับจ้องมองใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวัน ทว่ากลับดูเหมือนมีม่านแห่งความลึกลับปกคลุมอยู่ ในใจของนางรู้สึกขมขื่นอยู่จางๆ
ทั้งๆที่เขาเป็นสามีของนาง แต่ดูเหมือนว่านอกจากการรู้ว่าเขาชื่อลู่เย่แล้ว…เรื่องอื่นๆ นางกลับไม่เคยได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย
ที่แท้... เขาก็มีพลังฝีมือทัดเทียมกับระดับปราณก่อกำเนิดมาตั้งนานแล้วอย่างนั้นหรือ?
น่าขำสิ้นดีที่ตอนนั้นตนเองยังคิดว่าเขาไม่ตั้งใจฝึกฝนวิถียุทธ์...
สามารถใช้พรสวรรค์เพียงระดับศิษย์รับใช้ ฝึกฝนจนมาถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้
ลู่เย่คงจะลำบากมาไม่น้อยเลยสินะ?
(จบตอน)