เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 : สังหารเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในพริบตา!

บทที่ 60 : สังหารเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในพริบตา!

บทที่ 60 : สังหารเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในพริบตา!


บทที่ 60 : สังหารเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในพริบตา!

ชายวัยกลางคนหันขวับไปทันที

เขามองดูสตรีทั้งสองที่งดงามบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาบนโลกมนุษย์ และชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่มีใบหน้าเรียบเฉยคนหนึ่ง

ทันใดนั้นในใจของเขาก็พลันบังเกิดความยินดีอย่างบ้าคลั่ง

นี่มันเหมือนที่เรียกว่า "พลิกแผ่นดินหาจนรองเท้าเหล็กพังก็ยังไม่เจอ แต่สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่ต้องเปลืองแรง"!

เขายังไม่ทันจะได้ไป "นั่งรอตอกระต่าย" ที่เมืองเมฆาใบไม้เลย...เหยื่อก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!

ช่างเป็นของขวัญจากสวรรค์ ของขวัญจากสวรรค์โดยแท้!

สุดยอดเพลงดาบอันน่าสะพรึงกลัวสะท้านโลกหล้านั้น...ในที่สุดก็จะตกมาอยู่ในมือของจางฉุนอี้คนนี้แล้ว!

ในตอนนี้ ชายวัยกลางคนอยากจะแหงนหน้าหัวเราะให้ลั่นฟ้าสักสามครั้ง

ครั้งก่อนถูกทำให้ตกใจจนต้องถอยหนีไป

แต่ครั้งนี้...จางฉุนอี้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นเอง ว่าอะไรคือพลังของขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้า

อีกด้านหนึ่ง

บนถนนในเมืองผู้คนพลุกพล่านจอแจ แต่เมื่อครู่นี้ลู่เย่รู้สึกได้ว่าเหมือนจะมีจิตสังหารจางๆพุ่งเป้ามาที่ตนเอง แล้วก็หายวับไป

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วอมยิ้มอย่างใจเย็น

ตอนนี้เขาทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกเเล้ว แถมยังเป็นขั้นที่หกระดับสมบูรณ์อีกด้วย

ต่อให้เป็นตอนกลางวัน ขอเพียงแค่เปิดใช้งาน ‘กายาดาบดารา’....ต่ำกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้า ลู่เย่ก็ไม่เกรงกลัวใครเลยแม้แต่น้อย

เเละหากใช้ ‘สามดาบสะท้านสวรรค์’ กระทั่ง...ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้า ก็ยังสามารถสู้ได้!

นอกจากนี้สำหรับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้านั้น

หากมองไปทั่วทุกตระกูลระดับเหนือสวรรค์ในรัศมีหลายพันลี้แล้ว ก็ไม่มีอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

ตระกูลเฉินแห่งเมืองลั่วฮวาที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ยังอยู่แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดเท่านั้น

เขาเดินตามสองพี่น้องตระกูลเจียงอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังนอกเมือง

….

ตอนนี้ ทั้งสามคนชั่งเป็นที่จับตามองของผู้คนอย่างยิ่ง

ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ จะเคยมีสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดามาเยือนโลกมนุษย์เช่นนี้ได้อย่างไร?

จนกระทั่งใกล้จะถึงปากทางออกจากเมือง ลู่เย่ก็แค่นเสียงเย็นชาในใจ

“ในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้วสินะ?”

เขาสัมผัสได้แล้วว่ามีเงาร่างหนึ่งแอบตามหลังเขามาอย่างเงียบๆ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายประมาทเกินไปหรือไม่ ลู่เย่รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้พยายามซ่อนตัวเป็นพิเศษเลย

…..

ห่างจากกลุ่มของลู่เย่ไปไม่ไกล

ชายวัยกลางคน จางฉุนอี้ กอดอกเดินตามหลังมาอย่างเรียบเฉย

หลังจากที่คิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่าในคืนที่ปล้นขบวนสินค้านั้น อันที่จริงแล้วลู่เย่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ จางฉุนอี้ก็ได้มองลู่เย่เป็นเพียงเหยื่อที่ต้องได้มาอย่างแน่นอนแล้ว

เขาไม่คิดจะทำเรื่องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้อีกฝ่ายจับได้เลยแม้แต่น้อย

ถูกจับได้แล้วจะทำไม?

ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้า...ในเมืองเหมยซานแห่งนี้ ก็คือสวรรค์ชั้นสูงสุด!

การที่ไม่ลงมือในเมือง ก็ถือว่าคำนึงถึงผู้คนมากมายในเมืองแล้ว

ไม่เช่นนั้นแล้ว มดปลวกขอบเขตปราณก่อกำเนิดอย่างลู่เย่ที่อาศัยเพียงสุดยอดเพลงดาบ จะมีโอกาสได้ออกจากเมืองหรือ?

ลู่เย่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

แต่การที่ถูกคนจับตามอง แถมยังต้องพาสองพี่น้องตระกูลเจียงไปด้วย ก็ค่อนข้างจะไม่สะดวกอยู่บ้าง

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็ชี้ไปข้างๆแล้วกล่าวทันที

“พวกเจ้าไปหาโรงเตี๊ยมรออยู่ก่อน ข้ามีเรื่องต้องจัดการสักหน่อย”

เจียงหลิงเยว่กำลังจะอ้าปากถามอะไรบางอย่าง แต่เจียงชิงเกอก็เหลือบมองลู่เย่แวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าทันที

“ได้ ข้ากับหลิงเยว่จะรอท่านกลับมา”

เจียงชิงเกอสัมผัสได้อย่างเฉียบคม ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นแล้ว

ถึงแม้เจียงหลิงเยว่จะมีพื้นฐานการฝึกยุทธ์อยู่บ้าง แต่ตอนนี้นางก็ยังอยู่แค่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า

ถึงแม้จะคาดเดาว่าระดับพลังยุทธ์ของลู่เย่จะอยู่ในขอบเขตนี้เช่นกัน แต่ในใจของเจียงชิงเกอกลับมีลางสังหรณ์ว่า หากเจียงหลิงเยว่สู้กับลู่เย่...มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกสังหารในพริบตา

ส่วนนางนั้น ยิ่งเป็นตัวถ่วงอย่างแท้จริง

การที่ลู่เย่ให้พวกนางอยู่ตามลำพัง มีความเป็นไปได้สูงว่าเขามีธุระต้องทำ

….

หลังจากเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้ว เจียงชิงเกอก็เปิดห้องพักทันที

ภายในห้องพัก เจียงหลิงเยว่รีบกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

“ท่านพี่ ท่านไม่ถามท่านพี่เขยหน่อยหรือเจ้าคะว่าเขาจะไปทำอะไร?”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงชิงเกอก็ตอบกลับไปด้วยความน้อยใจครึ่งหนึ่ง ด้วยความจริงจังครึ่งหนึ่ง

“ข้าจะกล้าถามได้อย่างไร...ถึงข้าถาม เขาก็ไม่บอกอยู่ดี อีกอย่าง คนผู้นี้แต่งเข้าตระกูลเจียงของเรามา ครึ่งปีมานี้...ข้ายิ่งมองเขาไม่ออกเข้าไปทุกที”

หากจะบอกว่า ในช่วงแรกนั้น เจียงชิงเกอคือผู้ที่อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ลู่เย่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของนาง

แต่มาถึงตอนนี้...เจียงชิงเกอกลับพบว่า เวลาที่นางต้องเผชิญหน้ากับลู่เย่ ส่วนใหญ่นางกลับเป็นฝ่ายที่ต้องรองรับอารมณ์เสียเอง!

พอคิดถึงว่าคนผู้นั้นสามารถพูดจาดีๆ กับใครก็ได้ ยกเว้นกับตนเองซึ่งเป็นภรรยาที่มีทะเบียนสมรสแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามประเพณี

ในใจของเจียงชิงเกอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจขึ้นมา

สิ่งที่นางทำในตอนแรกนั้น มันก็เกินไปจริงๆนั่นแหละ

แต่ก็นานขนาดนี้แล้ว...ความโกรธก็น่าจะหายไปได้แล้วนะ

เเละเมื่อเจียงหลิงเยว่ได้ยินเช่นนั้น นางก็เอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง

มองท่านพี่เขยลู่เย่ไม่ออกหรือ?

นั่น…..ดูเหมือนจะจริงอยู่บ้าง

ถึงแม้เมื่อคืนลู่เย่จะอธิบายไปแล้วว่าคนที่ทำให้ผู้พิทักษ์นิกายเบญจพิษต้องถอยหนีไปนั้นไม่ใช่เขาเลยแม้แต่น้อย แต่เจียงหลิงเยว่ก็ยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่ดี...

….

อีกด้านหนึ่ง

ลู่เย่เร่งฝีเท้า รีบเดินไปยังนอกเมืองเหมยซานอย่างรวดเร็ว

จางฉุนอี้ที่ตามหลังมา เหลือบมองโรงเตี๊ยมที่สองพี่น้องตระกูลเจียงเข้าไป แล้วแค่นเสียงเย็นชาหนึ่งครั้ง

“จะตายอยู่รอมร่อแล้ว ยังคิดจะทะนุถนอมบุปผาอีก”

หลังจากที่ได้สุดยอดเพลงดาบสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้นมาแล้ว จางฉุนอี้ก็ไม่คิดจะไว้ชีวิตลู่เย่อย่างแน่นอน

เรื่องแบบนี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี และคนตาย...คือผู้ที่สามารถเก็บความลับได้ดีที่สุด

ส่วนเรื่องที่ลู่เย่สามารถสังเกตเห็นเบาะแสบางอย่างได้ ก็เป็นเรื่องปกติ

อีกฝ่ายเป็นถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดที่สามารถสู้กับจางหู่ได้อย่างสูสี

เเถมจางฉุนอี้ไม่ได้ซ่อนตัวเลยแม้แต่น้อย หากแค่นี้ยังจับไม่ได้ ก็คงต้องบอกว่าพลังยุทธ์ที่ฝึกมาทั้งหมดคงจะเอาไปใช้กับผู้หญิงหมดแล้ว

จางฉุนอี้ส่ายหน้าอย่างเรียบเฉย

ลูกไม้ตื้นๆใดๆ…เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้ว ก็ไร้ความหมายทั้งสิ้น

จางฉุนอี้กอดอกเดินตามออกจากเมืองอย่างสบายใจ

เขาก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ในเมื่อตนเองมีเกราะป้องกันแล้ว เพลงดาบอันน่าสะพรึงกลัวของมันจะยังเล่นลูกไม้อะไรได้อีก

….

นอกเมือง

ลู่เย่จงใจเลือกวิ่งไปตามทางเปลี่ยว

ห่างออกไปร้อยเมตร มีเงาร่างหนึ่งเดินตามมาอย่างสบายอารมณ์

สุดท้าย…ลู่เย่หยุดฝีเท้าลง แล้วถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย

“เจ้าเป็นใคร?”

“หึๆ…เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าเป็นใคร เอาเพลงดาบในคืนนั้นของเจ้าออกมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

เพลงดาบในคืนนั้น?

ในมือของเขา สิ่งที่สามารถกระตุ้นความละโมบของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ ก็มีเพียง ‘สามดาบสะท้านสวรรค์’ กับ...‘ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์’ เท่านั้น

คนที่เคยเห็นสามดาบสะท้านสวรรค์ นอกจากเถียนชิงแล้ว โดยพื้นฐานก็ตายกันหมดแล้ว

ส่วนคนที่เคยเห็นปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์...

ลู่เย่พลันเผยสีหน้าเข้าใจในทันที

“หึ….เจ้าคือหัวหน้ากลุ่มขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ในคืนนั้นนั่นเอง?”

“ฉลาดดีนี่ เพลงดาบสังหารเช่นนั้นอยู่ในมือเจ้า ช่างเป็นการเสียของโดยแท้ หากเจ้ายอมมอบมันออกมา ข้าคนนี้สามารถมอบหนทางสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ให้แก่เจ้าได้”

ชายวัยกลางคนเชื่อว่า ไม่มีคนขอบเขตปราณก่อกำเนิดคนไหนที่จะไม่ปรารถนาในขอบเขตเหนือสวรรค์

เเละขอเพียงแค่ได้เพลงดาบมา…

ในส่วนลึกของดวงตาชายวัยกลางคน จิตสังหารที่แทบจะมองไม่เห็นสายหนึ่งก็พลันวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น ลู่เย่ก็เริ่มกวาดสายตามองซ้ายขวา

หลังจากยืนยันว่าที่นี่เป็นที่เปลี่ยวและไม่มีใครอื่น ในชั่วพริบตาเขาก็พลันเคลื่อนไหวราวกับภูตผีปีศาจ เเล้วพุ่งไปยังเบื้องหน้าชายวัยกลางคน

ปราณแท้จริงอันมหาศาลเข้าโถมใส่ ล็อกร่างของชายวัยกลางคนไว้โดยสมบูรณ์ในทันที

ท่ามกลางสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนขีดสุดของชายวัยกลางคน ลู่เย่ก็ยื่นนิ้วชี้ออกไป!

เพล้ง!

ฉึก!

ปราณป้องกันของชายวัยกลางคนพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว

เขาเบิกตากว้าง

จนกระทั่งตายก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมชายชุดดำลึกลับที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังทำได้เพียงใช้เพลงดาบอันยอดเยี่ยมรอบทำร้ายเขา...

มาบัดนี้ เขาทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าแล้วแท้ๆ กลับไม่อาจทนรับได้แม้แต่วิชาดัชนี

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 60 : สังหารเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในพริบตา!

คัดลอกลิงก์แล้ว