- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”
บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”
บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”
บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”
“คำถามนี้...ดูเหมือนข้าจะไม่จำเป็นต้องตอบเจ้ากระมัง”
เจียงชิงเกอ: “......”
นางกัดริมฝีปากเบาๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ลู่เย่เคยขอยืมเงินจากนาง
นางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ข้า...ข้าให้เงินท่านก็ได้”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ได้สิ คำถามละสิบตำลึง”
การตั้งราคานี้ขึ้นมา อันที่จริงแล้วลู่เย่ก็แค่ขี้เกียจที่จะตอบคำถามของเจียงชิงเกอเท่านั้นเอง
สำหรับครอบครัวคนธรรมดาทั่วไป เงินหนึ่งตำลึงก็ต้องหาอยู่หลายเดือน ส่วนเงินสองตำลึงหากใช้อย่างประหยัด ก็แทบจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอดทั้งปี
แค่ถามคำถามเดียว...สิบตำลึง!
ต่อให้เป็นคุณหนูใหญ่จากตระกูลระดับเหนือสวรรค์ ก็ถือว่าเป็นราคาที่สูงลิบลิ่วแล้ว
เมื่อได้ยินราคานี้ เจียงชิงเกอก็ถึงกับอึ้งไปเช่นกัน
คำถามเดียวสิบตำลึงเนี่ยนะ?!
ไอ้เจ้าบ้าลู่เย่...ทำไมเขาไม่ไปปล้นเลยล่ะ!
“ได้ สิบตำลึงก็สิบตำลึง” เจียงชิงเกอกัดฟันพูด
“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ตอบคำถามของข้ามา เดี๋ยวข้าจะคิดเงินให้ทีเดียวเลย”
ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาไม่คิดเลยว่านางจะตกลงจริงๆ
เป็นคนโง่แต่รวยหรืออย่างไร?
ในเมื่อมีคนจะเอาเงินมาให้ถึงที่ ลู่เย่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาพยักหน้าอย่างเรียบเฉย
ในเมื่อเจียงชิงเกอถามคำถามนี้ออกมาได้ ก็แสดงว่านางคงจะตื่นนานแล้ว
คาดว่านางคงได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้างๆ ตอนที่เฉินหลิงเซียงกลับมา
อีกทั้งคำถามเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องโกหก
“พวกท่าน...ออกไปทำอะไรกันดึกดื่นป่านนี้?”
เจียงชิงเกอกลัวเล็กน้อยว่าคำถามนี้จะทำให้ลู่เย่ไม่พอใจ จนถึงขั้นไม่ยอมตอบแม้จะจ่ายเงินแล้ว
ก็ตาม
นางจึงรีบเสริมว่า...“หากท่านไม่อยากตอบ ก็ไม่ต้องพูดก็ได้”
“ก็แค่ออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง”
(แล้วก็ถือโอกาสสังหารยอดฝีมือสายมารขอบเขตเหนือสวรรค์ไปคนหนึ่ง)​
ลู่เย่ตอบอย่างใจเย็น โดยครึ่งหลังนั้นเขาพูดอยู่ในใจ
นี่เสียไปยี่สิบตำลึงแล้วเหรอ?
มุมปากของเจียงชิงเกอกระตุกเล็กน้อย
ส่วนแบ่งที่นางได้รับในฐานะคนของสายหลักตระกูลเจียงในแต่ละเดือน ก็มีแค่ไม่กี่สิบตำลึงเท่านั้น
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจถามคำถามเด็ด
“ถ้าอย่างนั้น...ท่านคิดว่าคุณหนูเฉินงดงามหรือไม่?”
“งดงาม” ลู่เย่พยักหน้า
เฉินหลิงเซียงก็มีหน้าตาสวยขั้นที่เก้าคะแนนขึ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งบวกกับน้ำเสียงหวานนุ่มนวลของนางเข้าไปอีก คาดว่าคงจะเป็นคนที่ผู้คนมากมายในเมืองลั่วฮวาแอบหลงรักอยู่เป็นแน่
“แล้วข้าล่ะ? ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?” เจียงชิงเกอถามต่อทันที
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะยอมจ่ายเงินเพื่อถามคำถามนี้กับเขา
เงินสามสิบตำลึงที่เสียไปก่อนหน้านี้…คงไม่ใช่ว่าเพื่อปูทางมาสู่คำถามนี้หรอกนะ?
“เจ้าอยากจะฟังความจริงหรือคำโกหกล่ะ?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นความจริงสิ ท่านพูดมาได้เลย…ข้าไม่โกรธท่านหรอก”
นางลงทุนไปตั้งสี่สิบตำลึงแล้ว สุดท้ายกลับได้คำตอบหลอกๆ มา
นั่นจะไม่ใช่การเสียเงินโง่ๆ หรอกหรือ
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวอย่างใจเย็น
“หากจะพูดกันตามตรง ในเรื่องของความงาม...ก็น่าจะเป็นเจ้าที่เหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่ง”
“แน่นอนว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีก็อาจจะมีคนที่คิดว่าคุณหนูเฉินงดงามกว่าก็ได้”
ในใจของเจียงชิงเกอพลันรู้สึกยินดีขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เงินสี่สิบตำลึงที่เสียไปก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกต่อไป
ส่วนคำพูดท่อนหลังของลู่เย่นั้น นางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
คนที่นางถามคือลู่เย่ ไม่ใช่คนอื่น ตราบใดที่ลู่เย่คิดว่านางเหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่ง...แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
“ดีมาก…คำถามของข้าหมดแล้ว”
ลู่เย่: “.....”
คนโง่แต่รวยก็คงเป็นแบบนี้สินะ
แค่ตอบคำถามไร้สาระไปไม่กี่ข้อ เจียงชิงเกอก็ยอมควักเงินขาวๆสี่สิบตำลึงออกมาให้
เจียงชิงเกอล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมชั้นนอกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบถุงเงินออกมา
นางพบว่าในนั้นมีเงินไม่พอสี่สิบตำลึง มีอยู่แค่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น
“เงินข้าไม่พอ...รอให้กลับไปก่อนแล้วค่อยให้ท่านได้หรือไม่?”
“ได้”
คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงผู้สูงศักดิ์ ลู่เย่ไม่คิดว่าด้วยนิสัยของเจียงชิงเกอ จะทำเรื่องเบี้ยวหนี้ได้ลง
….
เช้าวันรุ่งขึ้น
ข่าวที่น่าตกตะลึงข่าวหนึ่งได้จุดประกายความโกลาหลไปทั่วทั้งเมืองชิงซานในทันที
บรรพบุรุษตระกูลหวัง ผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมที่นอกเมืองชิงซาน!
และตระกูลหวัง ตระกูลระดับเหนือสวรรค์...กลับกลายเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์สายมารที่ใครๆก็อยากจะกำจัดให้สิ้นซาก!
บรรพบุรุษของพวกเขาไม่เพียงแต่ฝึกวิชามารเท่านั้น แต่ยังสร้างห้องลับไว้ใต้ตระกูล
ภายในห้องลับนั้น คือสระโลหิตสำหรับฝึกตนอันน่าสยดสยอง…ที่รอบๆยังสามารถมองเห็นศพของคนธรรมดาที่ยังไม่ถูกจัดการอีกจำนวนมาก
ประมุขตระกูลหวังถูกเจ้าเมืองชิงซานทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากพยายามจะหลบหนี
ข่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ
ตระกูลหวังระดับเหนือสวรรค์ที่สูงส่งไร้เทียมทานในเมือง...คือพวกสายมารที่ฆ่าคนดูดเลือดอย่างนั้นหรือ?
เพียงแค่ช่วงเช้าสั้นๆ ตระกูลหวังที่เมื่อวานยังคงรุ่งโรจน์ไร้เทียมทาน ก็พลันล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง
สมาชิกสายหลักของตระกูลหวังทุกคนที่รู้เรื่องนี้ ต่างก็พยายามหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างสุดกำลัง
ส่วนสมาชิกสายรองของตระกูลหวังนั้น ต่างก็ถูกคุมขังไว้ในคุกของเมืองด้วยใบหน้าที่งุนงง เพื่อรอการตัดสินโทษจากราชวงศ์ต้าจิ่ง
ภายในวันเดียว ประชาชนนับไม่ถ้วนในเมืองชิงซานได้เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายของตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่ง
แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ…
บรรพบุรุษตระกูลหวังผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานนั้น ถูกใครสังหารกันแน่?
หากไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษตระกูลหวังสิ้นชีพไปเสียก่อน ก็คงจะไม่เกิดเรื่องราวต่างๆตามมาอีกมากมายขนาดนี้
….
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ทุกคนที่ยังพักอยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็ตกตะลึงอย่างสุดขีด
เมื่อวานยังไปกินเลี้ยงอยู่เลย...มาวันนี้ตระกูลหวังทั้งตระกูลหายไปแล้วเนี่ยนะ?!
เฉินหลิงเซียงเหลือบมองลู่เย่ที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ในใจของนางก็ยังคงมีระลอกคลื่นเล็กๆก่อตัวขึ้น
เพียงแค่พลิกฝ่ามือ...ก็สามารถทำลายล้างตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่งได้!
เรื่องแบบนี้ต่อให้เล่าให้ใครฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ
ท่ามกลางเสียงจอแจวุ่นวาย ทั้งสามคนก็เดินทางออกจากเมือง
เฉินหลิงเซียงเอ่ยปากว่าจะจากไป นางจึงมากล่าวลาเจียงหลิงเยว่ก่อน จากนั้นก็หันไปพูดกับเจียงชิงเกอว่า
“คุณหนูชิงเกอ หากมีเวลาว่าง ก็ขอเชิญไปเที่ยวที่เมืองลั่วฮวานะเจ้าคะ”
เมื่อคืนนางทุ่มเงินก้อนโตเพื่อแลกกับคำตอบที่ค่อนข้างสบายใจ
วันนี้อารมณ์ของเจียงชิงเกอจึงสงบลงมาก นางยกยิ้มอย่างเรียบเฉย
“หากมีเวลา ข้าจะไปรบกวนคุณหนูหลิงเซียงแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฉินหลิงเซียงผิวปากเรียกอสูรบินที่ถูกฝึกจนเชื่องออกมา แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังอสูร
สุดท้ายนางก็หันกลับมามองลู่เย่แล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
ทว่า นางไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทุกอย่างล้วนอยู่ในความเงียบงันที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
ครู่ต่อมา อสูรบินก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พาร่างอรชรในชุดสีครามจากไป
“ท่านพี่เขย พวกเราไปเยี่ยมบ้านคุณยายกันเถอะเจ้าค่ะ” เจียงหลิงเยว่เขย่าแขนลู่เย่พลางพูด
นี่เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะมาเมืองชิงซาน ลู่เย่จึงไม่ได้ปฏิเสธ
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเจียงนั้น
ในตอนนี้เขากำลังร้อนใจอย่างยิ่ง เตรียมจะนำข่าวการล่มสลายของตระกูลหวังที่น่าตกตะลึงนี้กลับไปแจ้งที่ตระกูลเจียงโดยเร็วที่สุด
….
เมืองเหมยซาน
นี่คือเมืองที่ตั้งอยู่ใต้ภูเขาใหญ่ มีประชากรประมาณหนึ่งถึงสองแสนคน
เมื่อรถม้าของตระกูลเจียงมาถึงปากทางเข้าเมือง สองพี่น้องมองดูภาพที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาไปในเวลาเดียวกัน ในใจก็พลันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา
ความทรงจำเก่าๆ หวนคืนมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
มารดาของเจียงชิงเกอมีแซ่หลิน เดิมทีตระกูลหลินเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาในเมืองเท่านั้น
แต่ต่อมา หลินเฉี่ยวเอ๋อร์แห่งตระกูลหลินได้แต่งงานกับเจียงเหลียนซาน ซึ่งเป็นคนของสายตรงตระกูลเจียง ทำให้สถานะของตระกูลหลินในเมืองสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
เจียงเหลียนซานได้ออกเงินซื้อที่ดินผืนใหญ่เพื่อสร้างคฤหาสน์ตระกูลหลินให้
เมื่อมาถึงในเมือง สองพี่น้องก็เดินไปยังที่ตั้งของตระกูลหลินอย่างคุ้นเคย
ครู่ต่อมา เมื่อมองเห็นอาคารที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งสองพี่น้องก็ถึงกับยืนนิ่งงันไปพร้อมกัน
“สำนักยุทธ์เค่าซาน?”
ที่นี่ไม่ใช่ที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์อะไรไปได้?!
(จบตอน)