เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”

บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”

บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”


บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”

“คำถามนี้...ดูเหมือนข้าจะไม่จำเป็นต้องตอบเจ้ากระมัง”

เจียงชิงเกอ: “......”

นางกัดริมฝีปากเบาๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ลู่เย่เคยขอยืมเงินจากนาง

นางจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ข้า...ข้าให้เงินท่านก็ได้”

ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ได้สิ คำถามละสิบตำลึง”

การตั้งราคานี้ขึ้นมา อันที่จริงแล้วลู่เย่ก็แค่ขี้เกียจที่จะตอบคำถามของเจียงชิงเกอเท่านั้นเอง

สำหรับครอบครัวคนธรรมดาทั่วไป เงินหนึ่งตำลึงก็ต้องหาอยู่หลายเดือน ส่วนเงินสองตำลึงหากใช้อย่างประหยัด ก็แทบจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอดทั้งปี

แค่ถามคำถามเดียว...สิบตำลึง!

ต่อให้เป็นคุณหนูใหญ่จากตระกูลระดับเหนือสวรรค์ ก็ถือว่าเป็นราคาที่สูงลิบลิ่วแล้ว

เมื่อได้ยินราคานี้ เจียงชิงเกอก็ถึงกับอึ้งไปเช่นกัน

คำถามเดียวสิบตำลึงเนี่ยนะ?!

ไอ้เจ้าบ้าลู่เย่...ทำไมเขาไม่ไปปล้นเลยล่ะ!

“ได้ สิบตำลึงก็สิบตำลึง” เจียงชิงเกอกัดฟันพูด

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ตอบคำถามของข้ามา เดี๋ยวข้าจะคิดเงินให้ทีเดียวเลย”

ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

เขาไม่คิดเลยว่านางจะตกลงจริงๆ

เป็นคนโง่แต่รวยหรืออย่างไร?

ในเมื่อมีคนจะเอาเงินมาให้ถึงที่ ลู่เย่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาพยักหน้าอย่างเรียบเฉย

ในเมื่อเจียงชิงเกอถามคำถามนี้ออกมาได้ ก็แสดงว่านางคงจะตื่นนานแล้ว

คาดว่านางคงได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้างๆ ตอนที่เฉินหลิงเซียงกลับมา

อีกทั้งคำถามเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องโกหก

“พวกท่าน...ออกไปทำอะไรกันดึกดื่นป่านนี้?”

เจียงชิงเกอกลัวเล็กน้อยว่าคำถามนี้จะทำให้ลู่เย่ไม่พอใจ จนถึงขั้นไม่ยอมตอบแม้จะจ่ายเงินแล้ว

ก็ตาม

นางจึงรีบเสริมว่า...“หากท่านไม่อยากตอบ ก็ไม่ต้องพูดก็ได้”

“ก็แค่ออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง”

(แล้วก็ถือโอกาสสังหารยอดฝีมือสายมารขอบเขตเหนือสวรรค์ไปคนหนึ่ง)​

ลู่เย่ตอบอย่างใจเย็น โดยครึ่งหลังนั้นเขาพูดอยู่ในใจ

นี่เสียไปยี่สิบตำลึงแล้วเหรอ?

มุมปากของเจียงชิงเกอกระตุกเล็กน้อย

ส่วนแบ่งที่นางได้รับในฐานะคนของสายหลักตระกูลเจียงในแต่ละเดือน ก็มีแค่ไม่กี่สิบตำลึงเท่านั้น

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจถามคำถามเด็ด

“ถ้าอย่างนั้น...ท่านคิดว่าคุณหนูเฉินงดงามหรือไม่?”

“งดงาม” ลู่เย่พยักหน้า

เฉินหลิงเซียงก็มีหน้าตาสวยขั้นที่เก้าคะแนนขึ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งบวกกับน้ำเสียงหวานนุ่มนวลของนางเข้าไปอีก คาดว่าคงจะเป็นคนที่ผู้คนมากมายในเมืองลั่วฮวาแอบหลงรักอยู่เป็นแน่

“แล้วข้าล่ะ? ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?” เจียงชิงเกอถามต่อทันที

ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะยอมจ่ายเงินเพื่อถามคำถามนี้กับเขา

เงินสามสิบตำลึงที่เสียไปก่อนหน้านี้…คงไม่ใช่ว่าเพื่อปูทางมาสู่คำถามนี้หรอกนะ?

“เจ้าอยากจะฟังความจริงหรือคำโกหกล่ะ?”

“แน่นอนว่าต้องเป็นความจริงสิ ท่านพูดมาได้เลย…ข้าไม่โกรธท่านหรอก”

นางลงทุนไปตั้งสี่สิบตำลึงแล้ว สุดท้ายกลับได้คำตอบหลอกๆ มา

นั่นจะไม่ใช่การเสียเงินโง่ๆ หรอกหรือ

ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวอย่างใจเย็น

“หากจะพูดกันตามตรง ในเรื่องของความงาม...ก็น่าจะเป็นเจ้าที่เหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่ง”

“แน่นอนว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีก็อาจจะมีคนที่คิดว่าคุณหนูเฉินงดงามกว่าก็ได้”

ในใจของเจียงชิงเกอพลันรู้สึกยินดีขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

เงินสี่สิบตำลึงที่เสียไปก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกต่อไป

ส่วนคำพูดท่อนหลังของลู่เย่นั้น นางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

คนที่นางถามคือลู่เย่ ไม่ใช่คนอื่น ตราบใดที่ลู่เย่คิดว่านางเหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่ง...แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

“ดีมาก…คำถามของข้าหมดแล้ว”

ลู่เย่: “.....”

คนโง่แต่รวยก็คงเป็นแบบนี้สินะ

แค่ตอบคำถามไร้สาระไปไม่กี่ข้อ เจียงชิงเกอก็ยอมควักเงินขาวๆสี่สิบตำลึงออกมาให้

เจียงชิงเกอล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมชั้นนอกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบถุงเงินออกมา

นางพบว่าในนั้นมีเงินไม่พอสี่สิบตำลึง มีอยู่แค่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น

“เงินข้าไม่พอ...รอให้กลับไปก่อนแล้วค่อยให้ท่านได้หรือไม่?”

“ได้”

คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงผู้สูงศักดิ์ ลู่เย่ไม่คิดว่าด้วยนิสัยของเจียงชิงเกอ จะทำเรื่องเบี้ยวหนี้ได้ลง

….

เช้าวันรุ่งขึ้น

ข่าวที่น่าตกตะลึงข่าวหนึ่งได้จุดประกายความโกลาหลไปทั่วทั้งเมืองชิงซานในทันที

บรรพบุรุษตระกูลหวัง ผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมที่นอกเมืองชิงซาน!

และตระกูลหวัง ตระกูลระดับเหนือสวรรค์...กลับกลายเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์สายมารที่ใครๆก็อยากจะกำจัดให้สิ้นซาก!

บรรพบุรุษของพวกเขาไม่เพียงแต่ฝึกวิชามารเท่านั้น แต่ยังสร้างห้องลับไว้ใต้ตระกูล

ภายในห้องลับนั้น คือสระโลหิตสำหรับฝึกตนอันน่าสยดสยอง…ที่รอบๆยังสามารถมองเห็นศพของคนธรรมดาที่ยังไม่ถูกจัดการอีกจำนวนมาก

ประมุขตระกูลหวังถูกเจ้าเมืองชิงซานทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากพยายามจะหลบหนี

ข่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ

ตระกูลหวังระดับเหนือสวรรค์ที่สูงส่งไร้เทียมทานในเมือง...คือพวกสายมารที่ฆ่าคนดูดเลือดอย่างนั้นหรือ?

เพียงแค่ช่วงเช้าสั้นๆ ตระกูลหวังที่เมื่อวานยังคงรุ่งโรจน์ไร้เทียมทาน ก็พลันล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง

สมาชิกสายหลักของตระกูลหวังทุกคนที่รู้เรื่องนี้ ต่างก็พยายามหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างสุดกำลัง

ส่วนสมาชิกสายรองของตระกูลหวังนั้น ต่างก็ถูกคุมขังไว้ในคุกของเมืองด้วยใบหน้าที่งุนงง เพื่อรอการตัดสินโทษจากราชวงศ์ต้าจิ่ง

ภายในวันเดียว ประชาชนนับไม่ถ้วนในเมืองชิงซานได้เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายของตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่ง

แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ…

บรรพบุรุษตระกูลหวังผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานนั้น ถูกใครสังหารกันแน่?

หากไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษตระกูลหวังสิ้นชีพไปเสียก่อน ก็คงจะไม่เกิดเรื่องราวต่างๆตามมาอีกมากมายขนาดนี้

….

เมื่อได้ยินข่าวนี้ ทุกคนที่ยังพักอยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็ตกตะลึงอย่างสุดขีด

เมื่อวานยังไปกินเลี้ยงอยู่เลย...มาวันนี้ตระกูลหวังทั้งตระกูลหายไปแล้วเนี่ยนะ?!

เฉินหลิงเซียงเหลือบมองลู่เย่ที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ในใจของนางก็ยังคงมีระลอกคลื่นเล็กๆก่อตัวขึ้น

เพียงแค่พลิกฝ่ามือ...ก็สามารถทำลายล้างตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่งได้!

เรื่องแบบนี้ต่อให้เล่าให้ใครฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ

ท่ามกลางเสียงจอแจวุ่นวาย ทั้งสามคนก็เดินทางออกจากเมือง

เฉินหลิงเซียงเอ่ยปากว่าจะจากไป นางจึงมากล่าวลาเจียงหลิงเยว่ก่อน จากนั้นก็หันไปพูดกับเจียงชิงเกอว่า

“คุณหนูชิงเกอ หากมีเวลาว่าง ก็ขอเชิญไปเที่ยวที่เมืองลั่วฮวานะเจ้าคะ”

เมื่อคืนนางทุ่มเงินก้อนโตเพื่อแลกกับคำตอบที่ค่อนข้างสบายใจ

วันนี้อารมณ์ของเจียงชิงเกอจึงสงบลงมาก นางยกยิ้มอย่างเรียบเฉย

“หากมีเวลา ข้าจะไปรบกวนคุณหนูหลิงเซียงแน่นอนเจ้าค่ะ”

เฉินหลิงเซียงผิวปากเรียกอสูรบินที่ถูกฝึกจนเชื่องออกมา แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังอสูร

สุดท้ายนางก็หันกลับมามองลู่เย่แล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

ทว่า นางไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทุกอย่างล้วนอยู่ในความเงียบงันที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย

ครู่ต่อมา อสูรบินก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พาร่างอรชรในชุดสีครามจากไป

“ท่านพี่เขย พวกเราไปเยี่ยมบ้านคุณยายกันเถอะเจ้าค่ะ” เจียงหลิงเยว่เขย่าแขนลู่เย่พลางพูด

นี่เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะมาเมืองชิงซาน ลู่เย่จึงไม่ได้ปฏิเสธ

ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเจียงนั้น

ในตอนนี้เขากำลังร้อนใจอย่างยิ่ง เตรียมจะนำข่าวการล่มสลายของตระกูลหวังที่น่าตกตะลึงนี้กลับไปแจ้งที่ตระกูลเจียงโดยเร็วที่สุด

….

เมืองเหมยซาน

นี่คือเมืองที่ตั้งอยู่ใต้ภูเขาใหญ่ มีประชากรประมาณหนึ่งถึงสองแสนคน

เมื่อรถม้าของตระกูลเจียงมาถึงปากทางเข้าเมือง สองพี่น้องมองดูภาพที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาไปในเวลาเดียวกัน ในใจก็พลันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา

ความทรงจำเก่าๆ หวนคืนมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

มารดาของเจียงชิงเกอมีแซ่หลิน เดิมทีตระกูลหลินเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาในเมืองเท่านั้น

แต่ต่อมา หลินเฉี่ยวเอ๋อร์แห่งตระกูลหลินได้แต่งงานกับเจียงเหลียนซาน ซึ่งเป็นคนของสายตรงตระกูลเจียง ทำให้สถานะของตระกูลหลินในเมืองสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

เจียงเหลียนซานได้ออกเงินซื้อที่ดินผืนใหญ่เพื่อสร้างคฤหาสน์ตระกูลหลินให้

เมื่อมาถึงในเมือง สองพี่น้องก็เดินไปยังที่ตั้งของตระกูลหลินอย่างคุ้นเคย

ครู่ต่อมา เมื่อมองเห็นอาคารที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งสองพี่น้องก็ถึงกับยืนนิ่งงันไปพร้อมกัน

“สำนักยุทธ์เค่าซาน?”

ที่นี่ไม่ใช่ที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์อะไรไปได้?!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 55 : ท่านคิดว่าข้ากับคุณหนูเฉิน...ใครงามกว่ากัน?”

คัดลอกลิงก์แล้ว