- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน
บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน
บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน
บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน
ทันใดนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากสำนักยุทธ์
เมื่อเขาเห็นเจียงชิงเกอและพรรคพวกยืนอยู่ด้านนอก ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
ในเมืองเหมยซานแห่งนี้ มีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!
ต่อให้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในหอคณิกาที่หรูหราที่สุดในเมือง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสตรีทั้งสองนางตรงหน้า ก็ยังห่างไกลกันลิบลับ
“พวกท่านมาเพื่อฝึกยุทธ์หรือ?”
“ถ้าหากจะฝึกยุทธ์แล้วล่ะก็ มาที่สำนักยุทธ์เค่าซานของพวกเราไม่มีผิดหวังแน่นอน”
“เจ้าสำนักของพวกเราคือยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดเชียวนะ!” ชายหนุ่มกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด ในบรรดาสำนักยุทธ์ด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นพลังที่ใช้ค้ำจุนสำนักได้ดีทีเดียว
“ที่นี่…แต่เดิมไม่ใช่ตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึง?” เจียงชิงเกอเอ่ยถามทันที
เมื่อได้ฟัง ชายหนุ่มก็หุบยิ้มเเล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย
“มีคนเอาที่ดินผืนนี้มาขายให้พวกเราแล้ว ส่วนตระกูลหลินที่เจ้าพูดถึง ข้าไม่ทราบ”
สองพี่น้องตระกูลเจียงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
ไม่ได้มาแค่ไม่กี่ปี นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทันใดนั้น เจียงหลิงเยว่ก็ดึงแขนเจียงชิงเกอเบาๆ แล้วกระซิบว่า
“ท่านพี่ ท่านดูสิ นั่นใช่ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินหรือไม่?”
เจียงชิงเกอมองไปทางนั้น ดวงตาของนางก็พลันสว่างวาบขึ้น เเล้วรีบเดินเข้าไปทันที
ลู่เย่เดินตามไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ
เขาคาดเดาว่าตระกูลหลินน่าจะประสบปัญหาอะไรบางอย่างเเล้ว
….
อีกด้าน
เมื่อหญิงคนนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งดังมาจากด้านหลัง นางจึงหันกลับไปมอง
ตอนแรกนางก็ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“พวกเจ้าคือ...ชิงเกอ, หลิงเยว่?”
ไม่ได้เจอกันหลายปี สองพี่น้องตระกูลเจียงนี้เติบโตขึ้นจนงดงามผุดผาด แต่เค้าโครงโดยรวมก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ยังคงมีเงาของเมื่อก่อนอยู่
เจียงชิงเกอชี้ไปทางสำนักยุทธ์เค่าซานแล้วกล่าวว่า
“ท่านป้าสะใภ้เจ้าคะ ที่นั่นไม่ใช่บ้านตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์ไปได้ล่ะเจ้าคะ?”
ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“เฮ้อ พวกเจ้าตามข้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง”
….
ณ ลานบ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบทางตอนเหนือของเมือง
หลังจากพาทั้งสามคนมาถึงที่นี่ ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินก็ผลักประตูเข้าไป
“เข้ามาเถอะ”
ระหว่างทางที่เดินมาเมื่อครู่นี้ เจียงชิงเกอก็ได้ถือโอกาสแนะนำตัวตนของลู่เย่ไปแล้ว
หลังจากเข้าไปในลานบ้านแล้ว เจียงชิงเกอและคนอื่นๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่าตระกูลหลินต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ
คุณยายนอนป่วยอยู่บนเตียง ลุกไปไหนไม่ได้
ครู่ต่อมา ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินก็เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง...
เมื่อสองเดือนก่อน เคยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมาที่เมือง หัวหน้ากลุ่มซึ่งเป็นคุณชายคนหนึ่งได้เห็นหลินเสี่ยวชิ่งแห่งตระกูลหลินเข้าก็ถูกตาต้องใจ อยากจะรับนางไปเป็นอนุภรรยา
เเน่นอนว่าหลินเสี่ยวชิ่งไม่ยอมตกลง ตระกูลหลินก็ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน
แต่ใครจะคาดคิดว่าอีกไม่กี่วันต่อมา คนกลุ่มนั้นกลับมาจับตัวหลินเสี่ยวชิ่งกับพี่ชายของนาง หลินเสี่ยวเสียงไปโดยตรง!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังประกาศออกมาอีกว่า หากอยากได้คนคืน ก็จงเอาโฉนดที่ดินของตระกูลหลินมาแลก
การกระทำที่ปล้นชิงอย่างอุกอาจและไร้ซึ่งกฎหมายเช่นนี้ ทำให้สองพี่น้องตระกูลเจียงเดือดดาลจนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ทว่าลู่เย่กลับส่ายหน้าเบาๆ
ในยุคแห่งความโกลาหลเช่นนี้ ปรากฏการณ์แบบนี้...มีให้เห็นอยู่ถมไป
สองพี่น้องตระกูลเจียงนั้น ในท้ายที่สุดก็ยังคงมีชื่อเสียงของตระกูลระดับเหนือสวรรค์ค้ำจุนอยู่ จึงได้พบเห็นเรื่องราวสกปรกน้อยกว่าผู้อื่น
ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินมีสีหน้าเศร้าหมองแล้วเล่าต่อ
“ด้วยความจนปัญญา พวกเราก็เคยลองอ้างชื่อของตระกูลเจียงดูแล้ว หวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติ”
“แต่ใครจะคาดคิด...อีกฝ่ายกลับบอกว่าตนเองมาจากนิกายสามหยินอะไรสักอย่าง แค่ตระกูลเจียงเล็กๆ หากกล้ายื่นมือเข้ามายุ่ง ก็จะทำลายล้างไปพร้อมกันเลย”
“ดังนั้น เรื่องนี้พวกเราก็เลยไม่ได้บอกทางตระกูลเจียงมาโดยตลอด”
หลังจากฟังจบ เจียงชิงเกอก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน
ความหมายของอีกฝ่ายก็คือ ไม่ได้เกรงกลัวตระกูลเจียงเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...ตระกูลเจียงในตอนนี้ก็เป็นเพียงเสือกระดาษที่ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ภายในกลับกลวงโบ๋สิ้นดี
“แล้วตอนนี้เสี่ยวชิ่งกับเสี่ยวเสียงล่ะเจ้าคะ” เจียงชิงเกอเอ่ยถาม
“ข้ากลัวว่าถ้ายังปล่อยให้พวกเขาอยู่ในเมืองต่อไป ถึงเวลาที่คนพวกนั้นได้โฉนดที่ดินไปแล้วจะกลับคำพูด ข้าก็เลยส่งพวกเขาสองคนไปอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลินแล้ว”
“โฉนดที่ดินถูกนิกายสามหยินนั่นเอาไปแล้ว สุดท้ายทำไมถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์ไปได้ล่ะเจ้าคะ?” เจียงหลิงเยว่รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ
“บางที...ผู้หนุนหลังของสำนักยุทธ์เค่าซาน...ก็อาจจะเป็นนิกายสามหยินก็ได้” เจียงชิงเกอตอบ
“บ้านไม่มีแล้วก็ช่างมันเถอะ เฮ้อ ขอแค่ทุกคนปลอดภัยก็พอแล้ว” ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินกล่าว
“พวกเจ้านั่งรออยู่ที่นี่สักครู่นะ เดี๋ยวข้าไปเตรียมอาหารเย็นก่อน”
หลังจากมองท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินเดินจากไป เจียงชิงเกอก็กล่าวเสียงเบา
“ไม่คิดเลยว่าบ้านของคุณยายจะมาประสบเรื่องเช่นนี้ เฮ้อ”
ส่วนเจียงหลิงเยว่นั้นเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นิกายสามหยินนี่ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะ? เพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่นานหรือ?”
“นี่เป็นสำนักที่เคยรุ่งเรืองอยู่ช่วงสั้นๆ เมื่อหลายพันปีก่อน…มีแนวทางคล้ายๆ กับนิกายเบญจพิษ จัดอยู่ในประเภทขุมอำนาจกึ่งธรรมะกึ่งอธรรม” ลู่เย่กล่าวอย่างเรียบเฉย
เจียงชิงเกอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับความรอบรู้ของลู่เย่
ไม่คิดว่าเลยว่าเขาจะรู้ข้อมูลเช่นนี้ด้วย
…..
ช่วงบ่าย
ขณะที่ลู่เย่อยู่ในลานบ้าน เขาก็พลันสังเกตเห็นเงาร่างหลายสายอยู่ไม่ไกลนัก
พวกมันแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่กลับคอยสังเกตการณ์สถานการณ์ทางนี้อยู่ตลอดเวลา
ทันใดนั้น ในใจของเขาก็พลันไหววูบขึ้นมา
เป็นคนของที่ไหนกัน? หรือจะเป็นคนของสำนักยุทธ์เค่าซาน?
ลู่เย่แสร้งทำเป็นไม่เห็น สีหน้าของเขายังคงเป็นปกติเช่นเดิม
….
เมื่อเข้าสู่ยามค่ำคืน
หลังจากที่ทั้งสามคนทานอาหารเสร็จ เจียงหลิงเยว่ก็รอจนถึงจังหวะที่เจียงชิงเกอเข้าไปชำระล้างร่างกาย แล้วรีบย่องเข้าไปหาลู่เย่
“ท่านพี่เขย วันนั้นที่พวกเราเจอผู้พิทักษ์นิกายเบญจพิษ...ใช่ท่านหรือเปล่าเจ้าคะที่แอบลงมือ?”
“เจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนคนที่สามารถทำร้ายยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าได้ในกระบวนท่าเดียวหรือ?”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าจะมีพลังระดับไหนกันแน่ ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกหรือเจ็ดล่ะ?” ลู่เย่ตอบอย่างใจเย็น
เจียงหลิงเยว่มองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวอย่างท้อแท้
“ก็...ไม่เหมือนจริงๆนั่นแหละเจ้าค่ะ ท่านอายุน้อยกว่าท่านพี่ซูหว่านตั้งหลายปี ขนาดท่านพี่ซูหว่านที่เป็นถึงศิษย์สายตรงของนิกายเมฆาชาดก็ยังทำไม่ได้เลย”
นางเกาหัวแกรกๆอย่างท้อใจ นางรู้อยู่แล้วว่าความจริงมันไม่ได้ถูกค้นพบได้ง่ายๆขนาดนั้น
“เอาล่ะ วันนี้ก็นั่งรถม้ามาทั้งวันแล้ว เจ้าไปนอนเถอะ” ลู่เย่กล่าว
“เจ้าค่ะ ท่านก็รีบพักผ่อนเช่นกันนะเจ้าคะ” เจียงหลิงเยว่หันหลังกลับไปพักผ่อน
….
ครู่ต่อมา ในลานบ้านก็เงียบสงัด
ลู่เย่พลันหายวับออกจากห้องของเจียงชิงเกออย่างเงียบเชียบ แล้วออกจากลานบ้านไปโดยไร้ซึ่งเสียงใดๆ
เขารู้สึกอยู่เสมอว่านิกายสามหยินนี้ลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ไม่น่าจะใช่แค่เพื่อคฤหาสน์หลังหนึ่งเท่านั้น
ครู่ต่อมา สำนักยุทธ์เค่าซานที่เห็นเมื่อตอนกลางวันก็ปรากฏอยู่ในสายตา
เมื่อเหินร่างไปถึงหน้าสำนักยุทธ์ ลู่เย่ก็เข้าไปข้างในได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความช่วยเหลือจากหอหมื่นวิถีในการซ่อนเร้นกลิ่นอาย ลู่เย่จึงมั่นใจว่าต่อให้ข้างในมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ด ก็ไม่มีทางตรวจพบเขาได้อย่างแน่นอน
เมื่อมาถึงบนหลังคาของโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ลู่เย่ก็สัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่ามีคนกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างใน
ในขณะนี้ ภายในโถงใหญ่มีคนสองคนนั่งอยู่
เจ้าสำนักขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด ผู้ซึ่งในสายตาของคนภายนอกคือผู้ควบคุมสำนักยุทธ์เค่าซาน
ในตอนนี้ เขากลับมีรอยยิ้มประจบประแจงอยู่เต็มใบหน้า
“ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ ตระกูลหลินนั่นก่อเรื่องอะไรไม่ได้หรอกขอรับ ส่วนตระกูลญาติของมันข้าก็ได้สืบมาแล้ว เป็นตระกูลเจียงแห่งเมืองเมฆาใบไม้ มีบรรพบุรุษขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามอยู่คนหนึ่ง”
ผู้อาวุโสนิกายสามหยินที่มีใบหน้าอมเขียวเล็กน้อยพยักหน้า
“แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามไม่น่าเป็นห่วง หากรู้จักดูตาม้าตาเรือ ไม่มายุ่งกับนิกายสามหยินของพวกเราก็แล้วไป แต่หากกล้ายื่นหน้าออกมารับเรื่อง ก็จัดการไปพร้อมกันเลย”
ในสายตาของคนธรรมดา ตระกูลระดับเหนือสวรรค์นั้นสูงส่งไร้เทียมทาน
เเต่ในสายตาของผู้อาวุโสนิกายสามหยินขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ กลับเป็นเพียงมดปลวกที่แข็งแกร่งกว่าตัวอื่นเล็กน้อยเท่านั้น
“เอาล่ะ ในช่วงสองสามวันนี้ ‘ต้นกำเนิดพลัง’ ก็ถึงตาข้าใช้งานแล้ว”
“เวลาเป็นของมีค่า มีเรื่องอะไรก็ค่อยว่ากันทีหลัง” ผู้อาวุโสนิกายสามหยินลุกขึ้นยืน กอดอกเดินเข้าไปในส่วนลึกของโถงใหญ่
จากนั้น เขาก็เปิดกลไกลับ เผยให้เห็นทางลงใต้ดินที่เพิ่งขุดขึ้นใหม่
และที่นั่น มันมีไอเย็นยะเยือกอันหนาแน่นที่เสียดแทงกระดูกลอยออกมาเป็นระลอก
(จบตอน)