เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน

บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน

บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน


บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน

ทันใดนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากสำนักยุทธ์

เมื่อเขาเห็นเจียงชิงเกอและพรรคพวกยืนอยู่ด้านนอก ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที

ในเมืองเหมยซานแห่งนี้ มีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!

ต่อให้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในหอคณิกาที่หรูหราที่สุดในเมือง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสตรีทั้งสองนางตรงหน้า ก็ยังห่างไกลกันลิบลับ

“พวกท่านมาเพื่อฝึกยุทธ์หรือ?”

“ถ้าหากจะฝึกยุทธ์แล้วล่ะก็ มาที่สำนักยุทธ์เค่าซานของพวกเราไม่มีผิดหวังแน่นอน”

“เจ้าสำนักของพวกเราคือยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดเชียวนะ!” ชายหนุ่มกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด ในบรรดาสำนักยุทธ์ด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นพลังที่ใช้ค้ำจุนสำนักได้ดีทีเดียว

“ที่นี่…แต่เดิมไม่ใช่ตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึง?” เจียงชิงเกอเอ่ยถามทันที

เมื่อได้ฟัง ชายหนุ่มก็หุบยิ้มเเล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย

“มีคนเอาที่ดินผืนนี้มาขายให้พวกเราแล้ว ส่วนตระกูลหลินที่เจ้าพูดถึง ข้าไม่ทราบ”

สองพี่น้องตระกูลเจียงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

ไม่ได้มาแค่ไม่กี่ปี นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ทันใดนั้น เจียงหลิงเยว่ก็ดึงแขนเจียงชิงเกอเบาๆ แล้วกระซิบว่า

“ท่านพี่ ท่านดูสิ นั่นใช่ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินหรือไม่?”

เจียงชิงเกอมองไปทางนั้น ดวงตาของนางก็พลันสว่างวาบขึ้น เเล้วรีบเดินเข้าไปทันที

ลู่เย่เดินตามไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ

เขาคาดเดาว่าตระกูลหลินน่าจะประสบปัญหาอะไรบางอย่างเเล้ว

….

อีกด้าน

เมื่อหญิงคนนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งดังมาจากด้านหลัง นางจึงหันกลับไปมอง

ตอนแรกนางก็ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“พวกเจ้าคือ...ชิงเกอ, หลิงเยว่?”

ไม่ได้เจอกันหลายปี สองพี่น้องตระกูลเจียงนี้เติบโตขึ้นจนงดงามผุดผาด แต่เค้าโครงโดยรวมก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ยังคงมีเงาของเมื่อก่อนอยู่

เจียงชิงเกอชี้ไปทางสำนักยุทธ์เค่าซานแล้วกล่าวว่า

“ท่านป้าสะใภ้เจ้าคะ ที่นั่นไม่ใช่บ้านตระกูลหลินหรอกหรือ ไฉนถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์ไปได้ล่ะเจ้าคะ?”

ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

“เฮ้อ พวกเจ้าตามข้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง”

….

ณ ลานบ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบทางตอนเหนือของเมือง

หลังจากพาทั้งสามคนมาถึงที่นี่ ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินก็ผลักประตูเข้าไป

“เข้ามาเถอะ”

ระหว่างทางที่เดินมาเมื่อครู่นี้ เจียงชิงเกอก็ได้ถือโอกาสแนะนำตัวตนของลู่เย่ไปแล้ว

หลังจากเข้าไปในลานบ้านแล้ว เจียงชิงเกอและคนอื่นๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่าตระกูลหลินต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ

คุณยายนอนป่วยอยู่บนเตียง ลุกไปไหนไม่ได้

ครู่ต่อมา ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินก็เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง...

เมื่อสองเดือนก่อน เคยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมาที่เมือง หัวหน้ากลุ่มซึ่งเป็นคุณชายคนหนึ่งได้เห็นหลินเสี่ยวชิ่งแห่งตระกูลหลินเข้าก็ถูกตาต้องใจ อยากจะรับนางไปเป็นอนุภรรยา

เเน่นอนว่าหลินเสี่ยวชิ่งไม่ยอมตกลง ตระกูลหลินก็ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน

แต่ใครจะคาดคิดว่าอีกไม่กี่วันต่อมา คนกลุ่มนั้นกลับมาจับตัวหลินเสี่ยวชิ่งกับพี่ชายของนาง หลินเสี่ยวเสียงไปโดยตรง!

ยิ่งไปกว่านั้น ยังประกาศออกมาอีกว่า หากอยากได้คนคืน ก็จงเอาโฉนดที่ดินของตระกูลหลินมาแลก

การกระทำที่ปล้นชิงอย่างอุกอาจและไร้ซึ่งกฎหมายเช่นนี้ ทำให้สองพี่น้องตระกูลเจียงเดือดดาลจนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

ทว่าลู่เย่กลับส่ายหน้าเบาๆ

ในยุคแห่งความโกลาหลเช่นนี้ ปรากฏการณ์แบบนี้...มีให้เห็นอยู่ถมไป

สองพี่น้องตระกูลเจียงนั้น ในท้ายที่สุดก็ยังคงมีชื่อเสียงของตระกูลระดับเหนือสวรรค์ค้ำจุนอยู่ จึงได้พบเห็นเรื่องราวสกปรกน้อยกว่าผู้อื่น

ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินมีสีหน้าเศร้าหมองแล้วเล่าต่อ

“ด้วยความจนปัญญา พวกเราก็เคยลองอ้างชื่อของตระกูลเจียงดูแล้ว หวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติ”

“แต่ใครจะคาดคิด...อีกฝ่ายกลับบอกว่าตนเองมาจากนิกายสามหยินอะไรสักอย่าง แค่ตระกูลเจียงเล็กๆ หากกล้ายื่นมือเข้ามายุ่ง ก็จะทำลายล้างไปพร้อมกันเลย”

“ดังนั้น เรื่องนี้พวกเราก็เลยไม่ได้บอกทางตระกูลเจียงมาโดยตลอด”

หลังจากฟังจบ เจียงชิงเกอก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน

ความหมายของอีกฝ่ายก็คือ ไม่ได้เกรงกลัวตระกูลเจียงเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...ตระกูลเจียงในตอนนี้ก็เป็นเพียงเสือกระดาษที่ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ภายในกลับกลวงโบ๋สิ้นดี

“แล้วตอนนี้เสี่ยวชิ่งกับเสี่ยวเสียงล่ะเจ้าคะ” เจียงชิงเกอเอ่ยถาม

“ข้ากลัวว่าถ้ายังปล่อยให้พวกเขาอยู่ในเมืองต่อไป ถึงเวลาที่คนพวกนั้นได้โฉนดที่ดินไปแล้วจะกลับคำพูด ข้าก็เลยส่งพวกเขาสองคนไปอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลินแล้ว”

“โฉนดที่ดินถูกนิกายสามหยินนั่นเอาไปแล้ว สุดท้ายทำไมถึงกลายเป็นสำนักยุทธ์ไปได้ล่ะเจ้าคะ?” เจียงหลิงเยว่รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ

“บางที...ผู้หนุนหลังของสำนักยุทธ์เค่าซาน...ก็อาจจะเป็นนิกายสามหยินก็ได้” เจียงชิงเกอตอบ

“บ้านไม่มีแล้วก็ช่างมันเถอะ เฮ้อ ขอแค่ทุกคนปลอดภัยก็พอแล้ว” ท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินกล่าว

“พวกเจ้านั่งรออยู่ที่นี่สักครู่นะ เดี๋ยวข้าไปเตรียมอาหารเย็นก่อน”

หลังจากมองท่านป้าสะใภ้ตระกูลหลินเดินจากไป เจียงชิงเกอก็กล่าวเสียงเบา

“ไม่คิดเลยว่าบ้านของคุณยายจะมาประสบเรื่องเช่นนี้ เฮ้อ”

ส่วนเจียงหลิงเยว่นั้นเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

“นิกายสามหยินนี่ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะ? เพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่นานหรือ?”

“นี่เป็นสำนักที่เคยรุ่งเรืองอยู่ช่วงสั้นๆ เมื่อหลายพันปีก่อน…มีแนวทางคล้ายๆ กับนิกายเบญจพิษ จัดอยู่ในประเภทขุมอำนาจกึ่งธรรมะกึ่งอธรรม” ลู่เย่กล่าวอย่างเรียบเฉย

เจียงชิงเกอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับความรอบรู้ของลู่เย่

ไม่คิดว่าเลยว่าเขาจะรู้ข้อมูลเช่นนี้ด้วย

…..

ช่วงบ่าย

ขณะที่ลู่เย่อยู่ในลานบ้าน เขาก็พลันสังเกตเห็นเงาร่างหลายสายอยู่ไม่ไกลนัก

พวกมันแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่กลับคอยสังเกตการณ์สถานการณ์ทางนี้อยู่ตลอดเวลา

ทันใดนั้น ในใจของเขาก็พลันไหววูบขึ้นมา

เป็นคนของที่ไหนกัน? หรือจะเป็นคนของสำนักยุทธ์เค่าซาน?

ลู่เย่แสร้งทำเป็นไม่เห็น สีหน้าของเขายังคงเป็นปกติเช่นเดิม

….

เมื่อเข้าสู่ยามค่ำคืน

หลังจากที่ทั้งสามคนทานอาหารเสร็จ เจียงหลิงเยว่ก็รอจนถึงจังหวะที่เจียงชิงเกอเข้าไปชำระล้างร่างกาย แล้วรีบย่องเข้าไปหาลู่เย่

“ท่านพี่เขย วันนั้นที่พวกเราเจอผู้พิทักษ์นิกายเบญจพิษ...ใช่ท่านหรือเปล่าเจ้าคะที่แอบลงมือ?”

“เจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนคนที่สามารถทำร้ายยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าได้ในกระบวนท่าเดียวหรือ?”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าจะมีพลังระดับไหนกันแน่ ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกหรือเจ็ดล่ะ?” ลู่เย่ตอบอย่างใจเย็น

เจียงหลิงเยว่มองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวอย่างท้อแท้

“ก็...ไม่เหมือนจริงๆนั่นแหละเจ้าค่ะ ท่านอายุน้อยกว่าท่านพี่ซูหว่านตั้งหลายปี ขนาดท่านพี่ซูหว่านที่เป็นถึงศิษย์สายตรงของนิกายเมฆาชาดก็ยังทำไม่ได้เลย”

นางเกาหัวแกรกๆอย่างท้อใจ นางรู้อยู่แล้วว่าความจริงมันไม่ได้ถูกค้นพบได้ง่ายๆขนาดนั้น

“เอาล่ะ วันนี้ก็นั่งรถม้ามาทั้งวันแล้ว เจ้าไปนอนเถอะ” ลู่เย่กล่าว

“เจ้าค่ะ ท่านก็รีบพักผ่อนเช่นกันนะเจ้าคะ” เจียงหลิงเยว่หันหลังกลับไปพักผ่อน

….

ครู่ต่อมา ในลานบ้านก็เงียบสงัด

ลู่เย่พลันหายวับออกจากห้องของเจียงชิงเกออย่างเงียบเชียบ แล้วออกจากลานบ้านไปโดยไร้ซึ่งเสียงใดๆ

เขารู้สึกอยู่เสมอว่านิกายสามหยินนี้ลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ไม่น่าจะใช่แค่เพื่อคฤหาสน์หลังหนึ่งเท่านั้น

ครู่ต่อมา สำนักยุทธ์เค่าซานที่เห็นเมื่อตอนกลางวันก็ปรากฏอยู่ในสายตา

เมื่อเหินร่างไปถึงหน้าสำนักยุทธ์ ลู่เย่ก็เข้าไปข้างในได้อย่างง่ายดาย

ด้วยความช่วยเหลือจากหอหมื่นวิถีในการซ่อนเร้นกลิ่นอาย ลู่เย่จึงมั่นใจว่าต่อให้ข้างในมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ด ก็ไม่มีทางตรวจพบเขาได้อย่างแน่นอน

เมื่อมาถึงบนหลังคาของโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ลู่เย่ก็สัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่ามีคนกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างใน

ในขณะนี้ ภายในโถงใหญ่มีคนสองคนนั่งอยู่

เจ้าสำนักขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด ผู้ซึ่งในสายตาของคนภายนอกคือผู้ควบคุมสำนักยุทธ์เค่าซาน

ในตอนนี้ เขากลับมีรอยยิ้มประจบประแจงอยู่เต็มใบหน้า

“ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ ตระกูลหลินนั่นก่อเรื่องอะไรไม่ได้หรอกขอรับ ส่วนตระกูลญาติของมันข้าก็ได้สืบมาแล้ว เป็นตระกูลเจียงแห่งเมืองเมฆาใบไม้ มีบรรพบุรุษขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามอยู่คนหนึ่ง”

ผู้อาวุโสนิกายสามหยินที่มีใบหน้าอมเขียวเล็กน้อยพยักหน้า

“แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามไม่น่าเป็นห่วง หากรู้จักดูตาม้าตาเรือ ไม่มายุ่งกับนิกายสามหยินของพวกเราก็แล้วไป แต่หากกล้ายื่นหน้าออกมารับเรื่อง ก็จัดการไปพร้อมกันเลย”

ในสายตาของคนธรรมดา ตระกูลระดับเหนือสวรรค์นั้นสูงส่งไร้เทียมทาน

เเต่ในสายตาของผู้อาวุโสนิกายสามหยินขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ กลับเป็นเพียงมดปลวกที่แข็งแกร่งกว่าตัวอื่นเล็กน้อยเท่านั้น

“เอาล่ะ ในช่วงสองสามวันนี้ ‘ต้นกำเนิดพลัง’ ก็ถึงตาข้าใช้งานแล้ว”

“เวลาเป็นของมีค่า มีเรื่องอะไรก็ค่อยว่ากันทีหลัง” ผู้อาวุโสนิกายสามหยินลุกขึ้นยืน กอดอกเดินเข้าไปในส่วนลึกของโถงใหญ่

จากนั้น เขาก็เปิดกลไกลับ เผยให้เห็นทางลงใต้ดินที่เพิ่งขุดขึ้นใหม่

และที่นั่น มันมีไอเย็นยะเยือกอันหนาแน่นที่เสียดแทงกระดูกลอยออกมาเป็นระลอก

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 56 : ลอบสำรวจฐานที่มั่นของนิกายสามหยิน

คัดลอกลิงก์แล้ว