เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 : เมืองชิงซานสั่นสะเทือน, ความหึงหวงของเจียงชิงเกอ

บทที่ 54 : เมืองชิงซานสั่นสะเทือน, ความหึงหวงของเจียงชิงเกอ

บทที่ 54 : เมืองชิงซานสั่นสะเทือน, ความหึงหวงของเจียงชิงเกอ


บทที่ 54 : เมืองชิงซานสั่นสะเทือน, ความหึงหวงของเจียงชิงเกอ

ต้องรู้ก่อนว่า ตอนแรกนั้นลู่เย่ได้มอบเศษอาวุธต้องห้ามให้แก่นาง

หากไม่ใช่เพราะลู่เย่สังเกตเห็นล่วงหน้าว่าบนเศษอาวุธต้องห้ามอาจมีรอยประทับหลงเหลืออยู่และเอ่ยปากเตือนขึ้นมา…เฉินหลิงเซียงก็คงไม่มีทางรู้เลยว่า ตนเองถูกบรรพบุรุษตระกูลหวังจับตามองเสียแล้ว!

หากปล่อยให้เป็นไปตามปกติ ด้วยความเร็วในการเลื่อนระดับของบรรพบุรุษตระกูลหวังสายมาร

อีกฝ่าย มีความหวังอย่างยิ่งที่จะไล่ตามบรรพบุรุษตระกูลเฉินได้ทัน

และเมื่อใดที่สถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ คนที่ต้องเผชิญกับวิกฤต...ก็คือนางนั่นเอง!

“คุณชายลู่ ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”

เฉินหลิงเซียงกล่าวด้วยความจริงใจอย่างสุดซึ้ง

ลู่เย่โบกมือ ไม่ได้พูดคุยในหัวข้อนี้ต่อ

“มีคนมาแล้ว”

ขณะนี้ยังคงเป็นช่วงเที่ยงคืน บนถนนแทบจะไม่มีคนเดินผ่านเลย

ตั้งแต่ตอนที่ทิ้งศพจนกระทั่งมีคนมาถึง จึงใช้เวลาไปเกือบยี่สิบนาที

กลุ่มคนที่กำลังจะเข้าเมืองเป็นกลุ่มคนห้าคน

หัวหน้ากลุ่มซึ่งอยู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปด พลันสังเกตเห็นศพหนึ่งอยู่ข้างทาง

ในยุคแห่งความโกลาหลเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จะลงไม้ลงมือกันหากพูดจาไม่เข้าหู การพบเห็นศพจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก

แต่ทว่าศพนี้ หัวหน้ากลุ่มขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดกลับรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด

ดูเหมือนว่า...นี่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่เคยพบเจอมาก่อน

ครู่ต่อมา หัวหน้ากลุ่มขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดชีวิต

“ท่าน...ท่านบรรพบุรุษตระกูลหวัง?!!”

หนึ่งในสองผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตเหนือสวรรค์แห่งเมืองชิงซาน บรรพบุรุษตระกูลหวัง...กลับมาตายอยู่ที่นี่อย่างไม่ทราบสาเหตุได้เช่นนี้?!

เเละฉากนี้ ทำให้ลูกทีมอีกสี่คนต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึงอย่างถึงขีดสุด

นี่คือยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้แข็งแกร่งนะ!

เป็นขอบเขตที่ผู้คนนับไม่ถ้วน จนตายก็ยังไม่อาจสัมผัสได้

แต่บัดนี้กลับถูกทิ้งราวกับขยะ ศพถูกโยนทิ้งไว้ข้างพงหญ้านอกเมือง

“พวกเจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปรายงานท่านเจ้าเมือง”

หัวหน้ากลุ่มขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดพูดขึ้น แล้วรีบวิ่งเข้าเมืองไปทันที

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เย่ก็กล่าวอย่างเรียบเฉย

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวพวกขอบเขตเหนือสวรรค์ก็จะมากันแล้ว”

เฉินหลิงเซียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย

….

ตำหนักเจ้าเมือง

เจ้าเมืองชิงซานที่รีบรุดมายังโถงใหญ่หลังจากได้รับรายงาน

“เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”

ในขณะเดียวกัน ในโถงใหญ่ยังมีคนอีกสองคนนั่งอยู่ ซึ่งก็คือยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เช่นกัน

คนหนึ่งคือ ตู๋กูเทียน รองเจ้าสำนักหมัดเหล็ก ซึ่งเป็นขุมอำนาจระดับสองของแดนเหนือ อยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม

และอีกคนคือ ต่งเฟยหยู ประธานสาขาแดนเหนือของสมาคมการค้าไป่เป่า เขาอยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ด

ทั้งสองคนนี้มาที่นี่เพราะได้รับเชิญไปงานเลี้ยงฉลองอายุขัยของบรรพบุรุษตระกูลหวังเช่นกัน

และเนื่องจากเป็นสหายเก่ากับเจ้าเมืองชิงซาน จึงได้พักอยู่ต่ออีกหนึ่งคืนเพื่อพูดคุยสังสรรค์กัน

แต่ใครจะคาดคิดว่า ทุกคนจะได้รับข่าวที่น่าตกตะลึงเช่นนี้อย่างกะทันหัน

“ท่านเจ้าเมือง ท่านอาวุโสเหนือสวรรค์ทุกท่าน พวกท่านตามข้าออกไปนอกเมืองดูแล้วก็จะรู้เองขอรับ”

หัวหน้ากลุ่มขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดที่รีบมารายงานหอบหายใจอย่างหนัก​

ทั้งสามคนสบตากัน แล้วลุกขึ้นพร้อมกัน

ครู่ต่อมา นอกกำแพงเมืองอันสูงใหญ่ของเมืองชิงซาน

ทั้งสามคนมองเห็นศพที่เหี่ยวแห้งข้างพงหญ้า ในที่สุดสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

“ท่านหวัง?!”

เมื่อตอนกลางวันยังเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้มากบารมี จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อกว่าพันคนอย่างภาคภูมิ

แต่บัดนี้ กลับต้องมาจบชีวิตลงนอกเมืองชิงซานในยามวิกาล...

ทั้งสามคนล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในแดนเหนือ

ในยามปกติ ยากนักที่จะมีเรื่องใดทำให้พวกเขาเกิดอารมณ์ความรู้สึกที่แปรปรวนรุนแรงได้

แต่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“ที่นี่ยังมีธงกลืนวิญญาณของสายมารอีกผืนหนึ่งด้วย?”

รองเจ้าสำนักหมัดเหล็กเดินไปยังธงกลืนวิญญาณที่เสียหายแล้วหยิบมันขึ้นมา จากนั้นก็หันไปมองศพของบรรพบุรุษตระกูลหวังที่มีสภาพไม่ปกติอย่างยิ่ง

“นี่มัน...”

ผู้ฝึกยุทธ์สายมารคือเป้าหมายที่ผู้ฝึกยุทธ์สายธรรมะทั่วทั้งใต้หล้าต่างก็รังเกียจ

เมื่อใดที่พบเจอ ทุกคนต่างก็อยากจะสังหารมันให้สิ้นซาก

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าเมืองชิงซานก็กล่าวขึ้น

“เรื่องนี้ร้ายแรงเกินไป พวกท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเชิญบรรพบุรุษตระกูลจางมา”

ตระกูลจางคือตระกูลระดับเหนือสวรรค์อีกตระกูลหนึ่งในเมืองชิงซาน ซึ่งถูกตระกูลหวังกดขี่มาโดยตลอด

ไม่นานนัก บรรพบุรุษตระกูลจางก็รีบรุดมาพร้อมกับประมุขตระกูลจาง

เมื่อมองเห็นศพข้างพงหญ้า บรรพบุรุษตระกูลจางแทบจะหัวเราะออกมาดังๆในใจ

เขาเพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองได้ไม่นาน พลังโดยรวมก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าตระกูลหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายตระกูลหวัง หวังโหย่วไฉ ยังโชคดีอย่างยิ่ง

เขาถูกเซียนอินหมางแห่งภูเขาอินหมางรับไว้เป็นศิษย์ เดิมทีตระกูลของเขาก็แทบจะถูกตระกูลหวังกดขี่จนโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว

ใครจะไปคิดว่างานเลี้ยงฉลองอายุขัยยังไม่ทันจะผ่านพ้นไปหนึ่งวันเต็มดี บรรพบุรุษตระกูลหวังก็ตายสนิทไปเสียแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น ในที่เกิดเหตุยังมีธงกลืนวิญญาณที่เสียหายอยู่ผืนหนึ่งอีกด้วย นี่คือสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์สายมารเลยทีเดียว!

บรรพบุรุษตระกูลจางไม่รู้เลยว่าผู้ใจดีคนไหนกันที่มอบของขวัญชิ้นใหญ่เช่นนี้ให้แก่เขา

เจ้าเมืองชิงซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า

“ในเมื่อเกิดเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นแล้ว ท่านหวังก็สิ้นชีพไปแล้ว ข้าคิดว่าเราควรจะแจ้งให้ทางตระกูลหวังทราบสักหน่อย”

“แน่นอนว่าธงกลืนวิญญาณเป็นของสายมาร ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกไม่ยอมรับ เพื่อความปลอดภัยของเมืองชิงซานของเรา ก็จำเป็นต้องตรวจสอบตระกูลหวังสักหน่อย”

“หากมีคนใส่ร้ายป้ายสี ก็จะได้คืนความบริสุทธิ์ให้แก่ตระกูลหวัง”

หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาของเจ้าเมืองชิงซานก็พลันเข้มงวดขึ้น

“แต่หากว่า...ตระกูลหวังมีทรัพยากรของสายมารอยู่จริงๆ เนื้องอกร้ายเช่นนี้ ก็ไม่อาจปล่อยให้มันสร้างภัยอันตรายต่อไปได้!”

“ท่านเจ้าเมืองกล่าวได้มีเหตุผลยิ่ง”

ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์อีกสามคนต่างก็พยักหน้า

เจ้าเมืองชิงซานใช้พลังควบคุมศพของบรรพบุรุษตระกูลหวังเอาไว้แล้ว กล่าวเสียงเข้ม

“ทุกท่าน สนใจจะไปที่ตระกูลหวังพร้อมกันหรือไม่?”

ทั้งสามคนสบตากัน

พวกเขาก็สงสัยในเรื่องนี้อย่างยิ่ง… การไปที่ตระกูลหวังเพื่อสืบหาความจริงก็เป็นความคิดที่ไม่เลว

อีกด้านหนึ่ง

ลู่เย่ที่กลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ก็กลับเข้าห้องพักอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง

บนเตียงไม้ เปลือกตาของเจียงชิงเกอสั่นไหวเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ลืมตาขึ้นมา

อันที่จริงนางตื่นแล้ว

เมื่อไม่กี่นาทีก่อน นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ลู่เย่กลับหายไปอีกแล้ว

และเมื่อครู่นี้ ไม่เพียงแต่ห้องของนางจะมีเสียงเปิดประตูเบาๆดังขึ้น ห้องข้างๆก็ยังมีเสียงแว่วๆดังมาเช่นกัน

เจียงชิงเกอรู้ดีว่าคนที่พักอยู่ห้องนั้น...คือเฉินหลิงเซียง

ในใจของนาง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา

ลู่เย่ยังโกหกนางอีกว่าออกไปฝึกยุทธ์ข้างนอก เพราะกลัวจะเสียงดัง

กลางค่ำกลางคืน ชายโสดหญิงสาวสองคนจะไปฝึกยุทธ์อะไรกัน?

คุณหนูตระกูลเฉินคนนี้ก็เหมือนกัน เป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน จะไป...จะไปกับสามีของคนอื่นสองต่อสองกลางดึกได้อย่างไรกัน!

เจียงชิงเกอโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ เเต่นางยังคงหลับตาแน่น

ลู่เย่มองไปทางนั้น วินาทีต่อมา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเจียงชิงเกอกำลังแกล้งหลับ

สำหรับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว จังหวะการหายใจของคนที่หลับจริงกับคนที่แกล้งหลับ ในระยะใกล้เช่นนี้สามารถแยกแยะออกได้อย่างสิ้นเชิง

นี่คือพลังในการสังเกตการณ์ที่ละเอียดลออของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์

ลู่เย่ละสายตากลับมาอย่างเรียบเฉย

เขาขี้เกียจที่จะเปิดโปงนาง จึงเอนกายพิงเก้าอี้ พลางบ่มเพาะพลังเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามที่เพิ่งจะทะลวงขึ้นมา

ในที่สุด การโคจรพลังครบรอบจงเทียนหนึ่งรอบก็สิ้นสุดลง แต่กลับเป็นเจียงชิงเกอที่ทนแกล้งหลับต่อไปไม่ไหว

“ท่านพี่...เมื่อครู่ท่านออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ?”

“เรียกข้าว่าลู่เย่”

“ท่านพี่ ท่านไม่ชอบให้ข้าเรียกท่านแบบนี้หรือ?” เจียงชิงเกอลุกขึ้นนั่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็กน้อย

ลู่เย่นั่งแกล้งหลับอยู่บนเก้าอี้ ขี้เกียจที่จะตอบ

“ก็ได้...ลู่เย่ เมื่อครู่ท่านออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ?”

“ไปกับคุณหนูตระกูลเฉินใช่ใหม?”

เมื่อเห็นว่าลู่เย่ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจนางเลยแม้แต่น้อย

เจียงชิงเกอจึงจำต้องเปลี่ยนคำเรียก พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความหึงหวง ที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น​เลย

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 54 : เมืองชิงซานสั่นสะเทือน, ความหึงหวงของเจียงชิงเกอ

คัดลอกลิงก์แล้ว