เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง

บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง

บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง


บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง

ดาบหลิงซีที่เสริมด้วยกระบวนท่าดาบสะท้านสวรรค์ ทะลวงทะลุหัวใจของบรรพบุรุษตระกูลหวังจากด้านหลังโดยตรง

โลหิตที่ไหลทะลักออกมาไม่ได้เป็นสีแดงปกติ แต่กลับเป็นสีดำคล้ำ

เมื่อหัวใจถูกแทงทะลุ บรรพบุรุษตระกูลหวังก็พลันโซซัดโซเซ ปราณในร่างของเขาอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว

บนใบหน้าที่แต่เดิมแทบจะไม่มีจุดด่างดำแห่งวัยชราปรากฏอยู่เลย

บัดนี้กลับมีลายเส้นสีโลหิตอันแปลกประหลาดผุดขึ้นมามากมาย

“อย่างน้อยต้องเป็นวิชาตัวเบาระดับลึกลับขั้นสูง...บวกกับเพลงดาบที่ราวกับภูตผีปีศาจคาดเดาไม่ได้เพลงนี้...”

“มีสมบัติล้ำค่าเต็มตัวไปหมด...นี่เจ้าเป็นคนของขุมอำนาจใหญ่แห่งใดกันแน่?”

“ทำไม...ทำไมถึงต้องมาเป็นศัตรูกับข้า?!” บรรพบุรุษตระกูลหวังเอ่ยเสียงสั่นเทา

เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่สีหน้ากลับพลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวอย่างสุดขีด

“อย่า...อย่า...อ๊ากกก!!”

เพียงชั่วพริบตา ร่างกายของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว

มันราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังกลืนกินแก่นโลหิตและเนื้อหนังของเขาอยู่!

ฉากนี้​ทำให้ แววตาของลู่เย่พลันเคร่งขรึมลง

ครู่ต่อมา หนอนสีโลหิตขนาดเท่านิ้วชี้ตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากร่างของบรรพบุรุษตระกูลหวัง!

หลังจากที่หนอนสีโลหิตคลานออกมา มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ มีปีกคู่หนึ่งงอกออกมา

“ช่างเป็นกลิ่นอายที่ชั่วร้ายเสียจริง”

ลู่เย่ไม่รอช้า ประกายดาบสว่างวาบขึ้นเเละฟาดฟันออกไปในทันที

หนอนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนร่างนั้นไม่มีทางหลบหลีกดาบเพลงนี้ได้พ้น

มันถูกฟันจนขาดสะบั้นอย่างรวดเร็ว​

จี๊ดดด! จี๊ดดด! จี๊ดดด!

หนอนสีโลหิตกรีดร้องอย่างโหยหวน

เสียงร้องก่อนตายของมันราวกับเสียงทารกแรกเกิดร้องไห้ ช่างน่าขนพองสยองเกล้าเสียจริง

“เจ้าสิ่งนี้...คงไม่ได้ถูกเลี้ยงขึ้นมาจากเคล็ดวิชามารหรอกนะ?”

สีหน้าของลู่เย่ดูแปลกไปเล็กน้อย

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น...ถึงแม้บรรพบุรุษตระกูลหวังจะบำเพ็ญเพียรต่อไปได้อย่างราบรื่น

แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็จะกลายเป็นเพียงอาหารให้กับหนอนโลหิตที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย เป็นเพียงการปูทางให้ผู้อื่นเท่านั้นเองหรือ?

ลู่เย่หันกลับไปมองบรรพบุรุษตระกูลหวังอีกครั้ง...

เสาหลักค้ำจุนตระกูลหวังที่เมื่อตอนกลางวันยังคงสง่างาม รับคำอวยพรจากทุกสารทิศ บัดนี้กลับเหี่ยวแห้งราวกับถุงกระสอบที่ลมรั่วออกจนหมดสิ้น

ตายสนิทยิ่งกว่าตายปกติเสียอีก

อีกด้านหนึ่ง

เฉินหลิงเซียงเพิ่งจะเหินร่างออกจากเมืองชิงซานมาได้ไม่ไกล

ตอนนี้ นางกำลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ลู่เย่บอกด้วยความเร็วสูงสุด

ขณะที่นางเหยียบอากาศพุ่งไปข้างหน้า ในหัวของเฉินหลิงเซียงก็ได้จินตนาการภาพการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เอาไว้แล้ว

เจ้าซัดปราณแท้จริงมาหนึ่งสาย ข้าก็ซัดปราณแท้จริงกลับไปปะทะกัน...

ในตอนท้าย บรรพบุรุษตระกูลหวังก็คงไม่ปิดบังตัวตนของผู้ฝึกยุทธ์สายมารอีกต่อไป…เขาหยิบธงกลืนวิญญาณออกมาโดยตรง!

ส่วนลู่เย่ก็ทำเหมือนในคืนนั้น…ใช้เพลงดาบเพลงเดียวขับไล้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ให้ถอยหนีไป ด้วยเพลงดาบอันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน!

พอคิดมาถึงตรงนี้ เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่าเลือดในกายของนางแทบจะเดือดพล่านขึ้นมา

เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเรา...ก็ควรจะเป็นเช่นนี้!

สู้ให้มันสะใจไปเลย!

ในระยะไกล หุบเขาที่ลู่เย่บอกก็ปรากฏอยู่ในสายตาแล้ว

เฉินหลิงเซียงรีบร่อนลงสู่พื้น พร้อมกับพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปิดบังกลิ่นอายของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอยู่ตรวจพบ

แต่ทันทีที่นางลงถึงพื้น…เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

เงียบ…

….มันเงียบเกินไป

เงียบจนไม่เหมือนกับว่ามีคนกำลังต่อสู้กันอยู่เลยแม้แต่น้อย

หรือว่าจะยังไม่เริ่มสู้กัน?

มีการต่อสู้ของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ไหนจะเงียบสงบได้ถึงเพียงนี้เชียว…

ด้วยความสงสัยเช่นนี้ เฉินหลิงเซียงจึงยิ่งระมัดระวังมากขึ้น

นางค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละนิดๆ

ครู่ต่อมา ในสายตาของเฉินหลิงเซียง ก็ปรากฏร่างในชุดดำขึ้นจริงๆ!

นางกำลังจะหลบซ่อนตัวพร้อมกับปิดบังกลิ่นอายของตนเอง…แต่ในตอนนั้นเอง มันก็มีเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นมา

“ไม่ต้องหลบแล้ว เจ้าออกมาเถอะ”

น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นเคยยิ่ง…

มันเป็นเสียงของลู่เย่!

เมื่อได้ยินประโยคสั้นๆนี้ เฉินหลิงเซียงก็ถึงกับยืนนิ่งงันไป

จบแล้ว?!

เฉินหลิงเซียงรีบกวาดสายตามองไปยังลานกว้างในหุบเขาเบื้องหน้า

นางอาศัยแสงจันทร์สลัวๆ ก็มองเห็นว่าบนพื้นดูเหมือนจะมีศพหนึ่งนอนอยู่จริงๆ

ทว่า ศพนั้นดูเหมือนจะเหี่ยวแห้งจนผิดรูปไปมาก

เมื่อได้สติกลับมา ร่างอรชรของเฉินหลิงเซียงก็พุ่งไปอยู่ข้างกายลู่เย่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง

“นี่คือบรรพบุรุษตระกูลหวังจริงๆหรือเจ้าคะ?!”

ถึงแม้ร่างกายจะเหี่ยวแห้งจนดูไม่ได้

แต่เค้าโครงใบหน้าก็ยังคงพอมองออกได้อยู่

ใช่แล้ว นี่คือบรรพบุรุษตระกูลหวังจริงๆ

ลู่เย่มองแหวนมิติที่กลิ้งอยู่ข้างกายบรรพบุรุษตระกูลหวัง แล้วหยิบมันขึ้นมา

เขาใช้จิตรับรู้เหนือสวรรค์สอดแทรกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

หากเจ้าของแหวนมิติยังไม่ตาย บนแหวนจะมีรอยประทับจิตรับรู้ที่เจ้าของทิ้งเอาไว้ คนอื่นจะไม่สามารถตรวจสอบได้ตามใจชอบ

แต่เมื่อเจ้าของตายไป รอยประทับก็จะสลายหายไปเองตามธรรมชาติ

ในแหวนมีเงินอยู่ไม่มากนัก เพราะคนที่ดูแลเรื่องเงินของตระกูลหวังคือประมุขตระกูล มีเงินอยู่ประมาณไม่กี่ร้อยตำลึง

นอกจากนั้น ยังมีคัมภีร์วิชาอีกสองสามเล่ม ป้ายไม้สีม่วงที่ดูไม่ออกว่าใช้ทำอะไรอีกหนึ่งชิ้น และธงสีดำทมิฬอีกหนึ่งผืน!

“ธงกลืนวิญญาณ?”

ลู่เย่ประหลาดใจเล็กน้อย…บรรพบุรุษตระกูลหวังถึงกับมีของอย่างธงกลืนวิญญาณด้วย

น่าเสียดายที่ยังไม่ทันจะได้เอาออกมาใช้ ก็ถูกเขาปลิดชีพด้วยดาบเดียวเสียก่อน

ลู่เย่เทของทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมา แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอดแหวนมิติที่เฉินหลิงเซียงเคยมอบให้เขาออกมา

“อันนี้คืนให้เจ้า”

เฉินหลิงเซียงเข้าใจความหมายของลู่เย่…นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“ท่านก็ใช้ของที่หลิงเซียงให้เถิดเจ้าค่ะ…ของของมันช่างอัปมงคลยิ่ง ท่านเอาไปขายทิ้งเสียเถอะ”

ลู่เย่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้า

แหวนมิติหนึ่งวง อย่างน้อยๆก็คงขายได้หลายแสนตำลึง

นั่นหมายความว่าหลังจากนี้เขาจะสามารถใช้สิทธิ์สุ่มแบบระบุของได้อีกอย่างน้อยสองครั้ง ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว

จากนั้น เฉินหลิงเซียงก็มองเห็นธงกลืนวิญญาณที่ถูกเทออกมา

“ธงกลืนวิญญาณ?!”

“นี่มัน…สังหารผู้คนไปมากเท่าไหร่กันเนี่ย”

ทว่าความสนใจของลู่เย่กลับไปอยู่ที่คัมภีร์หนึ่งในสามเล่มนั้น

เเละมันมีชื่อว่า  «คัมภีร์บรรพจารย์อสูรสวรรค์»

เขาพลิกดูคร่าวๆ เนื้อหาที่บันทึกไว้ข้างในเป็นเคล็ดวิชามารอันชั่วร้ายจริงๆ

มันใช้วิธีดูดซับพลังแห่งโลหิตเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง…กระทั่งวิญญาณของคนก็ยังไม่เว้น

วิญญาณ​ทั้งหลายจะถูกรวบรวมเข้าไปในธงกลืนวิญญาณ หลอมกลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตอันดุร้ายเพื่อใช้ในการสังหารศัตรู

ลู่เย่ซัดปราณแท้จริงออกไปสายหนึ่ง ก่อเกิดเป็นเปลวเพลิงเผาเคล็ดวิชามารชั้นยอดอย่าง «คัมภีร์บรรพจารย์อสูรสวรรค์» จนกลายเป็นเถ้าถ่าน

ส่วนธงกลืนวิญญาณนั้น เนื่องจากเจ้าของคือบรรพบุรุษตระกูลหวังได้ตายไปแล้ว ดวงวิญญาณอาฆาตที่ทำพันธสัญญาไว้ข้างในก็ระเบิดร่างตายตามไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงธงผืนหนึ่งเท่านั้น

เขาใช้ปราณแท้จริงทำลายอักขระค่ายกลชั่วร้ายที่สลักอยู่บนธงกลืนวิญญาณอีกครั้ง หลังจากที่มันหมดสิ้นประสิทธิภาพแล้ว ลู่เย่จึงนำศพของบรรพบุรุษตระกูลหวังและธงกลืนวิญญาณที่เสียหายกลับไปยังเมืองชิงซาน

เขาทิ้งศพไว้ข้างทางเข้าเมือง แล้วแอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ

เฉินหลิงเซียงที่เดินตามหลังลู่เย่มาโดยตลอด

นางมองดูเขาจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างใจเย็นและเป็นระเบียบเรียบร้อย ในดวงตางามของนางก็พลันฉายแววประหลาดใจ

วิธีการจัดการที่เจนจัดถึงเพียงนี้ นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มที่เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีจะทำได้จริงๆหรือ?

การทิ้งศพไว้บนถนนทางเข้าเมืองซึ่งง่ายต่อการถูกพบเห็น บวกกับธงกลืนวิญญาณที่เสียหายผืนนั้น

นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการตอกย้ำสถานะผู้ฝึกยุทธ์สายมารของบรรพบุรุษตระกูลหวังให้ตายตัวไปเลย!

ยิ่งไปกว่านั้น บรรพบุรุษตระกูลหวังตายแล้ว แต่คนที่สังหารเขากลับยังไม่ตาย…

ด้วยเหตุนี้ ก็คงจะไม่มีใครกล้าออกมายืนเคียงข้างตระกูลหวัง คอยช่วยปฏิเสธสถานะผู้ฝึกยุทธ์สายมารของบรรพบุรุษตระกูลหวังอย่างแน่นอน

ในเมื่อฝึกวิชามาร ในตระกูลหวังก็ย่อมต้องมีสถานที่ชั่วร้ายคล้ายกับถ้ำใต้ดินที่เขาซานฟงอยู่

เมื่อใดที่ถูกตรวจค้น ก็จะยิ่งเป็นการยืนยันสถานะตระกูลผู้ฝึกวิชามารของตระกูลหวังให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก!

ด้วยชุดท่าคอมโบต่อเนื่องเช่นนี้ ตระกูลหวังที่เพิ่งจะอาศัยข้ออ้างเตรียมจะจับกุมผู้ลึกลับที่ทำลายล้างเขาซานฟง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะต้องกลายเป็นสุนัขหัวเน่าที่ใครๆก็รังเกียจ

เพียงแค่พลิกฝ่ามือ ตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่งก็ต้องล่มสลายลงนับจากนี้...

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในส่วนลึกของหัวใจเฉินหลิงเซียงก็พลันบังเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

พร้อมกัน​นั้น…สายตาที่นางใช้มองลู่เย่ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง

คัดลอกลิงก์แล้ว