- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง
บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง
บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง
บทที่ 53 : ความหวั่นไหวของเฉินหลิงเซียง
ดาบหลิงซีที่เสริมด้วยกระบวนท่าดาบสะท้านสวรรค์ ทะลวงทะลุหัวใจของบรรพบุรุษตระกูลหวังจากด้านหลังโดยตรง
โลหิตที่ไหลทะลักออกมาไม่ได้เป็นสีแดงปกติ แต่กลับเป็นสีดำคล้ำ
เมื่อหัวใจถูกแทงทะลุ บรรพบุรุษตระกูลหวังก็พลันโซซัดโซเซ ปราณในร่างของเขาอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
บนใบหน้าที่แต่เดิมแทบจะไม่มีจุดด่างดำแห่งวัยชราปรากฏอยู่เลย
บัดนี้กลับมีลายเส้นสีโลหิตอันแปลกประหลาดผุดขึ้นมามากมาย
“อย่างน้อยต้องเป็นวิชาตัวเบาระดับลึกลับขั้นสูง...บวกกับเพลงดาบที่ราวกับภูตผีปีศาจคาดเดาไม่ได้เพลงนี้...”
“มีสมบัติล้ำค่าเต็มตัวไปหมด...นี่เจ้าเป็นคนของขุมอำนาจใหญ่แห่งใดกันแน่?”
“ทำไม...ทำไมถึงต้องมาเป็นศัตรูกับข้า?!” บรรพบุรุษตระกูลหวังเอ่ยเสียงสั่นเทา
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่สีหน้ากลับพลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวอย่างสุดขีด
“อย่า...อย่า...อ๊ากกก!!”
เพียงชั่วพริบตา ร่างกายของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว
มันราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังกลืนกินแก่นโลหิตและเนื้อหนังของเขาอยู่!
ฉากนี้​ทำให้ แววตาของลู่เย่พลันเคร่งขรึมลง
ครู่ต่อมา หนอนสีโลหิตขนาดเท่านิ้วชี้ตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากร่างของบรรพบุรุษตระกูลหวัง!
หลังจากที่หนอนสีโลหิตคลานออกมา มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ มีปีกคู่หนึ่งงอกออกมา
“ช่างเป็นกลิ่นอายที่ชั่วร้ายเสียจริง”
ลู่เย่ไม่รอช้า ประกายดาบสว่างวาบขึ้นเเละฟาดฟันออกไปในทันที
หนอนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนร่างนั้นไม่มีทางหลบหลีกดาบเพลงนี้ได้พ้น
มันถูกฟันจนขาดสะบั้นอย่างรวดเร็ว​
จี๊ดดด! จี๊ดดด! จี๊ดดด!
หนอนสีโลหิตกรีดร้องอย่างโหยหวน
เสียงร้องก่อนตายของมันราวกับเสียงทารกแรกเกิดร้องไห้ ช่างน่าขนพองสยองเกล้าเสียจริง
“เจ้าสิ่งนี้...คงไม่ได้ถูกเลี้ยงขึ้นมาจากเคล็ดวิชามารหรอกนะ?”
สีหน้าของลู่เย่ดูแปลกไปเล็กน้อย
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น...ถึงแม้บรรพบุรุษตระกูลหวังจะบำเพ็ญเพียรต่อไปได้อย่างราบรื่น
แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็จะกลายเป็นเพียงอาหารให้กับหนอนโลหิตที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย เป็นเพียงการปูทางให้ผู้อื่นเท่านั้นเองหรือ?
ลู่เย่หันกลับไปมองบรรพบุรุษตระกูลหวังอีกครั้ง...
เสาหลักค้ำจุนตระกูลหวังที่เมื่อตอนกลางวันยังคงสง่างาม รับคำอวยพรจากทุกสารทิศ บัดนี้กลับเหี่ยวแห้งราวกับถุงกระสอบที่ลมรั่วออกจนหมดสิ้น
ตายสนิทยิ่งกว่าตายปกติเสียอีก
…
อีกด้านหนึ่ง
เฉินหลิงเซียงเพิ่งจะเหินร่างออกจากเมืองชิงซานมาได้ไม่ไกล
ตอนนี้ นางกำลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ลู่เย่บอกด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะที่นางเหยียบอากาศพุ่งไปข้างหน้า ในหัวของเฉินหลิงเซียงก็ได้จินตนาการภาพการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เอาไว้แล้ว
เจ้าซัดปราณแท้จริงมาหนึ่งสาย ข้าก็ซัดปราณแท้จริงกลับไปปะทะกัน...
ในตอนท้าย บรรพบุรุษตระกูลหวังก็คงไม่ปิดบังตัวตนของผู้ฝึกยุทธ์สายมารอีกต่อไป…เขาหยิบธงกลืนวิญญาณออกมาโดยตรง!
ส่วนลู่เย่ก็ทำเหมือนในคืนนั้น…ใช้เพลงดาบเพลงเดียวขับไล้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ให้ถอยหนีไป ด้วยเพลงดาบอันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน!
พอคิดมาถึงตรงนี้ เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่าเลือดในกายของนางแทบจะเดือดพล่านขึ้นมา
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเรา...ก็ควรจะเป็นเช่นนี้!
สู้ให้มันสะใจไปเลย!
ในระยะไกล หุบเขาที่ลู่เย่บอกก็ปรากฏอยู่ในสายตาแล้ว
เฉินหลิงเซียงรีบร่อนลงสู่พื้น พร้อมกับพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปิดบังกลิ่นอายของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอยู่ตรวจพบ
แต่ทันทีที่นางลงถึงพื้น…เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เงียบ…
….มันเงียบเกินไป
เงียบจนไม่เหมือนกับว่ามีคนกำลังต่อสู้กันอยู่เลยแม้แต่น้อย
หรือว่าจะยังไม่เริ่มสู้กัน?
มีการต่อสู้ของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ไหนจะเงียบสงบได้ถึงเพียงนี้เชียว…
ด้วยความสงสัยเช่นนี้ เฉินหลิงเซียงจึงยิ่งระมัดระวังมากขึ้น
นางค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละนิดๆ
ครู่ต่อมา ในสายตาของเฉินหลิงเซียง ก็ปรากฏร่างในชุดดำขึ้นจริงๆ!
นางกำลังจะหลบซ่อนตัวพร้อมกับปิดบังกลิ่นอายของตนเอง…แต่ในตอนนั้นเอง มันก็มีเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นมา
“ไม่ต้องหลบแล้ว เจ้าออกมาเถอะ”
น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นเคยยิ่ง…
มันเป็นเสียงของลู่เย่!
เมื่อได้ยินประโยคสั้นๆนี้ เฉินหลิงเซียงก็ถึงกับยืนนิ่งงันไป
จบแล้ว?!
เฉินหลิงเซียงรีบกวาดสายตามองไปยังลานกว้างในหุบเขาเบื้องหน้า
นางอาศัยแสงจันทร์สลัวๆ ก็มองเห็นว่าบนพื้นดูเหมือนจะมีศพหนึ่งนอนอยู่จริงๆ
ทว่า ศพนั้นดูเหมือนจะเหี่ยวแห้งจนผิดรูปไปมาก
เมื่อได้สติกลับมา ร่างอรชรของเฉินหลิงเซียงก็พุ่งไปอยู่ข้างกายลู่เย่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
“นี่คือบรรพบุรุษตระกูลหวังจริงๆหรือเจ้าคะ?!”
ถึงแม้ร่างกายจะเหี่ยวแห้งจนดูไม่ได้
แต่เค้าโครงใบหน้าก็ยังคงพอมองออกได้อยู่
ใช่แล้ว นี่คือบรรพบุรุษตระกูลหวังจริงๆ
ลู่เย่มองแหวนมิติที่กลิ้งอยู่ข้างกายบรรพบุรุษตระกูลหวัง แล้วหยิบมันขึ้นมา
เขาใช้จิตรับรู้เหนือสวรรค์สอดแทรกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
หากเจ้าของแหวนมิติยังไม่ตาย บนแหวนจะมีรอยประทับจิตรับรู้ที่เจ้าของทิ้งเอาไว้ คนอื่นจะไม่สามารถตรวจสอบได้ตามใจชอบ
แต่เมื่อเจ้าของตายไป รอยประทับก็จะสลายหายไปเองตามธรรมชาติ
ในแหวนมีเงินอยู่ไม่มากนัก เพราะคนที่ดูแลเรื่องเงินของตระกูลหวังคือประมุขตระกูล มีเงินอยู่ประมาณไม่กี่ร้อยตำลึง
นอกจากนั้น ยังมีคัมภีร์วิชาอีกสองสามเล่ม ป้ายไม้สีม่วงที่ดูไม่ออกว่าใช้ทำอะไรอีกหนึ่งชิ้น และธงสีดำทมิฬอีกหนึ่งผืน!
“ธงกลืนวิญญาณ?”
ลู่เย่ประหลาดใจเล็กน้อย…บรรพบุรุษตระกูลหวังถึงกับมีของอย่างธงกลืนวิญญาณด้วย
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันจะได้เอาออกมาใช้ ก็ถูกเขาปลิดชีพด้วยดาบเดียวเสียก่อน
ลู่เย่เทของทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมา แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอดแหวนมิติที่เฉินหลิงเซียงเคยมอบให้เขาออกมา
“อันนี้คืนให้เจ้า”
เฉินหลิงเซียงเข้าใจความหมายของลู่เย่…นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ท่านก็ใช้ของที่หลิงเซียงให้เถิดเจ้าค่ะ…ของของมันช่างอัปมงคลยิ่ง ท่านเอาไปขายทิ้งเสียเถอะ”
ลู่เย่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้า
แหวนมิติหนึ่งวง อย่างน้อยๆก็คงขายได้หลายแสนตำลึง
นั่นหมายความว่าหลังจากนี้เขาจะสามารถใช้สิทธิ์สุ่มแบบระบุของได้อีกอย่างน้อยสองครั้ง ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว
จากนั้น เฉินหลิงเซียงก็มองเห็นธงกลืนวิญญาณที่ถูกเทออกมา
“ธงกลืนวิญญาณ?!”
“นี่มัน…สังหารผู้คนไปมากเท่าไหร่กันเนี่ย”
ทว่าความสนใจของลู่เย่กลับไปอยู่ที่คัมภีร์หนึ่งในสามเล่มนั้น
เเละมันมีชื่อว่า «คัมภีร์บรรพจารย์อสูรสวรรค์»
เขาพลิกดูคร่าวๆ เนื้อหาที่บันทึกไว้ข้างในเป็นเคล็ดวิชามารอันชั่วร้ายจริงๆ
มันใช้วิธีดูดซับพลังแห่งโลหิตเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง…กระทั่งวิญญาณของคนก็ยังไม่เว้น
วิญญาณ​ทั้งหลายจะถูกรวบรวมเข้าไปในธงกลืนวิญญาณ หลอมกลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตอันดุร้ายเพื่อใช้ในการสังหารศัตรู
ลู่เย่ซัดปราณแท้จริงออกไปสายหนึ่ง ก่อเกิดเป็นเปลวเพลิงเผาเคล็ดวิชามารชั้นยอดอย่าง «คัมภีร์บรรพจารย์อสูรสวรรค์» จนกลายเป็นเถ้าถ่าน
ส่วนธงกลืนวิญญาณนั้น เนื่องจากเจ้าของคือบรรพบุรุษตระกูลหวังได้ตายไปแล้ว ดวงวิญญาณอาฆาตที่ทำพันธสัญญาไว้ข้างในก็ระเบิดร่างตายตามไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงธงผืนหนึ่งเท่านั้น
เขาใช้ปราณแท้จริงทำลายอักขระค่ายกลชั่วร้ายที่สลักอยู่บนธงกลืนวิญญาณอีกครั้ง หลังจากที่มันหมดสิ้นประสิทธิภาพแล้ว ลู่เย่จึงนำศพของบรรพบุรุษตระกูลหวังและธงกลืนวิญญาณที่เสียหายกลับไปยังเมืองชิงซาน
เขาทิ้งศพไว้ข้างทางเข้าเมือง แล้วแอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
เฉินหลิงเซียงที่เดินตามหลังลู่เย่มาโดยตลอด
นางมองดูเขาจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างใจเย็นและเป็นระเบียบเรียบร้อย ในดวงตางามของนางก็พลันฉายแววประหลาดใจ
วิธีการจัดการที่เจนจัดถึงเพียงนี้ นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มที่เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีจะทำได้จริงๆหรือ?
การทิ้งศพไว้บนถนนทางเข้าเมืองซึ่งง่ายต่อการถูกพบเห็น บวกกับธงกลืนวิญญาณที่เสียหายผืนนั้น
นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการตอกย้ำสถานะผู้ฝึกยุทธ์สายมารของบรรพบุรุษตระกูลหวังให้ตายตัวไปเลย!
ยิ่งไปกว่านั้น บรรพบุรุษตระกูลหวังตายแล้ว แต่คนที่สังหารเขากลับยังไม่ตาย…
ด้วยเหตุนี้ ก็คงจะไม่มีใครกล้าออกมายืนเคียงข้างตระกูลหวัง คอยช่วยปฏิเสธสถานะผู้ฝึกยุทธ์สายมารของบรรพบุรุษตระกูลหวังอย่างแน่นอน
ในเมื่อฝึกวิชามาร ในตระกูลหวังก็ย่อมต้องมีสถานที่ชั่วร้ายคล้ายกับถ้ำใต้ดินที่เขาซานฟงอยู่
เมื่อใดที่ถูกตรวจค้น ก็จะยิ่งเป็นการยืนยันสถานะตระกูลผู้ฝึกวิชามารของตระกูลหวังให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก!
ด้วยชุดท่าคอมโบต่อเนื่องเช่นนี้ ตระกูลหวังที่เพิ่งจะอาศัยข้ออ้างเตรียมจะจับกุมผู้ลึกลับที่ทำลายล้างเขาซานฟง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะต้องกลายเป็นสุนัขหัวเน่าที่ใครๆก็รังเกียจ
เพียงแค่พลิกฝ่ามือ ตระกูลระดับเหนือสวรรค์ตระกูลหนึ่งก็ต้องล่มสลายลงนับจากนี้...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในส่วนลึกของหัวใจเฉินหลิงเซียงก็พลันบังเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
พร้อมกัน​นั้น…สายตาที่นางใช้มองลู่เย่ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
(จบตอน)