- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 52 : ล่อพญางูออกจากถ้ำ
บทที่ 52 : ล่อพญางูออกจากถ้ำ
บทที่ 52 : ล่อพญางูออกจากถ้ำ
บทที่ 52 : ล่อพญางูออกจากถ้ำ
เจียงชิงเกอคนนี้...สมองนางมีปัญหาจริงๆงั้นหรือ
แบบนี้ก็เลียได้ด้วย?
สถานการณ์ทำนองนี้ ปกติแล้วลู่เย่เคยเห็นก็แต่ในวิดีโอสั้นๆ บางประเภทเท่านั้น
…
ส่วนเจียงชิงเกอ
หลังจากที่แลบลิ้นออกมา นางก็พลันได้สติในทันทีว่าเมื่อครู่ตนเองทำอะไรลงไป
ใบหน้างามพลันแดงก่ำราวกับเลือดแทบจะในทันที อยากจะหาหลุมที่ไหนสักแห่งแล้วมุดหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อกี้...นางทำอะไรลงไปกันแน่เนี่ย?!
ต้องเป็นเพราะตื่นขึ้นมากลางดึกสมองเลยยังไม่ปลอดโปร่งแน่ๆ
ไม่เช่นนั้นต่อให้ตาย เจียงชิงเกอก็คิดว่าตนเองไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้เด็ดขาด
“เมื่อกี้...เจ้าไปไหนมาหรือ? ข้าตื่นมาแล้วไม่เห็นเจ้า”
โชคยังดีที่ภายในห้องพักนั้นมืดสนิท เจียงชิงเกอจึงค่อยๆ ตั้งสติกลับมาได้บ้างแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“ข้ากลัวว่าฝึกยุทธ์ในห้องแล้วจะเสียงดัง เลยออกไปฝึกข้างนอก” ลู่เย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เสียงดัง" ที่ลู่เย่พูดถึงนั้น คือการกลัวว่าการดูดซับพลังปราณฟ้าดินรอบๆจะรุนแรงจนน่าตกใจเกินไป
แต่เมื่อเจียงชิงเกอได้ฟัง นางกลับเข้าใจไปว่า "เสียงดัง" ที่ลู่เย่พูดถึง คือกลัวว่าเสียงจากการฝึกยุทธ์จะดังจนปลุกนางให้ตื่น
ชั่วขณะหนึ่ง ในใจของนางกลับบังเกิดความรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
คนผู้นี้...ในที่สุดก็เริ่มเป็นห่วงเป็นใยนางขึ้นมาบ้างแล้วสินะ?
“ข้างนอกลมแรงน้ำค้างก็หนัก เจ้าฝึกในห้องก็ได้ ไม่จำเป็นต้องลำบากออกไปข้างนอกเป็นพิเศษหรอก”
พูดจบ นางก็รีบดื่มน้ำอึกหนึ่งแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
ทว่าในตอนนี้ ลู่เย่กลับออกจากห้องไปอีกครั้ง และไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องของเฉินหลิงเซียง...
ก่อนหน้านี้ตอนที่เฉินหลิงเซียงมาถึง สีหน้าของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็เปลี่ยนไป…
ลู่เย่คาดเดาว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับเศษชิ้นส่วน "อาวุธต้องห้าม" ที่ได้มาจากเขาซานฟง!
บนนั้นอาจจะมีร่องรอยหรือสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถสังเกตเห็นได้
ในเมื่อสร้างความบาดหมางกันไปแล้ว การปล่อยบรรพบุรุษตระกูลหวังเอาไว้ให้เขาแอบซ่องสุมกำลังลับๆ ก็ถือเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนอย่างหนึ่ง
ดังนั้นคืนนี้ลู่เย่จึงอยากจะลองดู ว่าจะสามารถล่อพญางูออกจากถ้ำได้หรือไม่
….
ภายในห้องพักอีกห้อง
เมื่อได้ฟังคำพูดของลู่เย่ เฉินหลิงเซียงก็อดที่จะเบิกตากว้างไม่ได้
“หา!!”
“คุณชายลู่ ท่านจะไป ‘ยั่วยวน’ บรรพบุรุษตระกูลหวังหรือเจ้าคะ?”
“….?”
ใบหน้าของลู่เย่พลันมืดทะมึนลงเล็กน้อย
เจ้าลองฟังตัวเองพูดดูซิ นี่มันภาษาคนหรือเปล่า นั่นเขาเรียกว่า ‘ล่อพญางูออกจากถ้ำ’! อะไรคือยั่วยวน...
“เคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนเป็นวิชามาร จึงพัฒนาได้รวดเร็วมาก หากปล่อยไว้ไม่จัดการ เกรงว่าในภายภาคหน้าอาจเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นได้”
“สู้...จัดการมันตรงนี้เลยดีกว่า” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อได้ฟัง เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
เคล็ดวิชามารนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเลื่อนระดับที่รวดเร็วดั่งติดปีก ในเมื่อตอนนี้ยังสามารถจัดการได้อยู่ การปล่อยปละละเลยไปย่อมไม่ดีแน่
หากปล่อยให้มันกลายเป็นภัยใหญ่คุกคามในภายหลัง ผลลัพธ์คงไม่น่าอภิรมย์เป็นแน่
นางรีบนำเศษอาวุธต้องห้ามออกมามอบให้ลู่เย่ทันที พร้อมกับกล่าวว่า
“ข้า...ข้าขอตามไปดูด้วยได้หรือไม่? หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ข้าจะได้ช่วยท่านได้”
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“นอกเมืองชิงซานไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราวๆยี่สิบลี้ มีหุบเขาแห่งหนึ่งอยู่ หากสามารถล่อมันออกมาได้ ข้าจะลงมือที่นั่น”
“เจ้าอย่าตามมาใกล้เกินไป เดี๋ยวจะถูกอีกฝ่ายจับได้เสียก่อน”
“เจ้าค่ะ! คุณชายลู่โปรดวางใจ” เฉินหลิงเซียงพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย
ในที่สุดนางก็ได้ร่วมทำเรื่องใหญ่กับลู่เย่อีกครั้งแล้ว
การออกไปซุ่มสังหารยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์สายมารด้วยตัวเอง...แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้ว!
หลังจากมองลู่เย่หายวับไปในพริบตา เฉินหลิงเซียงก็รีบเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับเดินทางกลางคืนเช่นกัน
…..
ณ ตระกูลหวัง
บรรพบุรุษตระกูลหวังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของเขาทอประกายเย็นเยียบและน่ากลัว
“ท่านบรรพบุรุษขอรับ เศษอาวุธต้องห้ามชิ้นนั้นอยู่ในมือของเฉินหลิงเซียงแห่งตระกูลเฉิน แบบนี้จะไม่ใช่ว่า...ได้มาครอบครองได้ยากไปหน่อยหรือขอรับ?” ประมุขตระกูลหวังเอ่ยขึ้น
หากมันอยู่ในมือของคนอื่นที่เดินทางมาถึงเมืองชิงซานแล้วล่ะก็ มีหรือที่จะมีโอกาสได้จากไป?
แต่เคราะห์ร้ายของพวกเขาที่คนผู้นั้นดันเป็นถึงเทพธิดาแห่งตระกูลเฉิน ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด!
หากไม่ถึงคราวที่จนตรอกจริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากจะไปหาเรื่องคนตระกูลนี้
คำพูดของบรรพบุรุษตระกูลหวังก่อนหน้านี้ที่ว่าจะกักตัวเทพธิดาตระกูลเฉินไว้ ก็เป็นเพียงคำพูดที่หลุดออกมาด้วยอารมณ์โกรธเท่านั้น
“จับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกมันอย่างใกล้ชิดไว้ก่อน” บรรพบุรุษตระกูลหวังออกคำสั่ง
ครู่ต่อมา ขณะที่เขากำลังจะเข้าไปฝึกตนในสระโลหิตที่อยู่ในห้องลับของตระกูลหวัง
ทันใดนั้น สีหน้าของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็พลันเปลี่ยนไป
“เศษอาวุธต้องห้ามกำลังเคลื่อนที่! ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย...”
…
อีกด้านหนึ่ง
ลู่เย่รีบกำลังออกจากเมืองอย่างรวดเร็ว
เขามุ่งหน้าไปยังหุบเขาที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้โดยไม่หยุดพัก
จากนั้น ก็นำเศษอาวุธต้องห้ามออกมา แล้วทำทีเป็นว่าจะฝังมันไว้ที่ไหนสักแห่ง
ในตอนนั้นเอง ปราณอันน่าสะพรึงกลัวจนน่าขนลุกก็พลันปรากฏขึ้นจากด้านหลังของลู่เย่อย่างกะทันหัน
“ล่อออกมาได้จริงๆด้วย...ดูท่าจะมีสัญลักษณ์อะไรบางอย่างอยู่บนอาวุธต้องห้ามจริงๆสินะ”
ในใจของลู่เย่พลันเคร่งเครียดขึ้น
เขามองไปยังเบื้องหลัง ที่ตรงนั้นปรากฏเงาร่างในชุดดำยืนอยู่อย่างเงียบงันตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ออกมาทำเรื่องฆ่าคนวางเพลิงกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ ชุดเดินทางสีดำเรียกได้ว่าเป็นชุดมาตรฐานเลยทีเดียว
“สหายท่านนี้ มีธุระอันใดหรือ?”
บรรพบุรุษตระกูลหวังที่อยู่ในชุดเดินทางสีดำกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ตัวข้านี้มีใจรักในผู้มีพรสวรรค์ ข้าเห็นคิ้วตาของเจ้ายังดูอ่อนเยาว์ คาดว่าอายุคงยังไม่มาก”
“หากเจ้ามัดมือตัวเองยอมจำนนเสียแต่โดยดี ข้าก็อาจจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง แล้วให้เจ้ามาทำงานรับใช้ข้า”
“โอ้? ยังมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ท่านคงไม่ได้หมายความว่าให้ข้ายอมจำนน เพื่อที่ท่านจะได้จับข้าโดยไม่ต้องเปลืองแรงหรอกนะ?” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เเล้วความลับที่ท่านฝึกวิชามารถูกข้ารู้เข้าแล้ว ยังมีเหตุผลอะไรที่จะไว้ชีวิตข้าอีกหรือ?”
วินาทีต่อมา ในดวงตาอันชราภาพของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็พลันสาดประกายคมปลาบ
“เป็นพวกเจ้าจริงๆด้วยสินะ!”
“เด็กสาวตระกูลเฉินนั่น ข้าจะปล่อยนางไปก่อนก็แล้วกัน ส่วนเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ขอบเขต​ปราณก่อกำเนิด​ขั้นสูงสุด หรือเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งก็ตามที...”
“วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึกเอง ว่าพลังของเจ้ามันน่าหัวร่อเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าข้า!”
ในชั่วพริบตา ร่างของบรรพบุรุษตระกูลหวังก็พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว บนฝ่ามือทั้งสองของเขามีแสงสีโลหิตควบแน่นขึ้นอย่างฉับพลัน
ใบหน้าปีศาจอันน่าเกลียดน่ากลัวปรากฏขึ้น หอบนำกลิ่นอายคาวเลือดอันคละคลุ้ง พุ่งเข้าขย้ำลู่เย่!
กระบวนท่าอันชั่วร้ายเช่นนี้ ลู่เย่รู้ดีว่ามันคงมีที่มาจากเคล็ดวิชามารที่บรรพบุรุษตระกูลหวังได้ครอบครองนั่นเอง
ลู่เย่ชักดาบหลิงซีออกมาโดยตรง
ประกายดาบสว่างวาบขึ้น ฟันผ่าใบหน้าปีศาจที่น่าเกลียดนั้นออกเป็นสองส่วนในทันที
เมื่อใบหน้าปีศาจถูกฟันขาด บรรพบุรุษตระกูลหวังก็แค่นเสียงเย็นชาอย่างดูแคลน
ในชั่วพริบตา ใบหน้าปีศาจนับสิบก็ปรากฏขึ้นราวกับเหล่าภูตร้ายนับร้อยหลุดออกมาจากขุมนรก
พุ่งเข้าใส่ลู่เย่จากทุกทิศทุกทาง!
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เย่ก็รีบใช้วิชาดาบพิรุณโปรยปรายทันที
เพลงดาบพิรุณโปรยปรายมีพลังโจมตีต่อเป้าหมายเดี่ยวไม่สูงนัก แต่กลับเหมาะที่สุดสำหรับการรับมือกับการโจมตีวงกว้าง
ประกายดาบสาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง ในชั่วพริบตา ใบหน้าปีศาจราวสิบหน้าที่บุกเข้ามาใกล้ตัวลู่เย่ก็ถูกฟันจนขาดสะบั้น
ทว่าใบหน้าปีศาจเหล่านั้นที่ถูกฟันขาดกลับไม่สลายหายไป...แต่กลับพ่นลำแสงสีโลหิตออกมาแทน!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันทีที่ลำแสงสีโลหิตปรากฏขึ้น ดูเหมือนแม้แต่อากาศโดยรอบก็ยังถูกกัดกร่อน
เมื่อมันตกกระทบลงบนพื้นหุบเขาที่ลู่เย่เคยยืนอยู่ ก็ยิ่งกัดกร่อนจนเกิดเป็นหลุมลึกน่าสยดสยองในทันที
บนใบหน้าอันชราภาพของบรรพบุรุษตระกูลหวังปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาแล้ว
ด้วยกระบวนท่าที่ไม่คาดฝันนี้ สมัยที่เขายังอยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง เขาก็เคยใช้มันสังหารยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามมาแล้วคนหนึ่ง!
บัดนี้พลังของเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เด็กหนุ่มที่น่าจะอยู่แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งถูกลำแสงสีโลหิตห้อมล้อมเช่นนี้ ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน
วินาทีต่อมา ลำแสงสีโลหิตค่อยๆจางหายไป เผยให้เห็นทิวทัศน์ในบริเวณนั้นอีกครั้ง
ทว่าบรรพบุรุษตระกูลหวังกลับต้องตกตะลึงอย่างฉับพลัน!
เพราะที่ตรงนั้น...กลับว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน!
เด็กหนุ่มในชุดดำที่ควรจะถูกลำแสงสีโลหิตกัดกร่อนจนแหลกสลายตามที่คาดไว้ กลับใช้วิชาตัวเบาหายตัวไปเสียแล้ว
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลู่เย่ผู้ซึ่งโคจรพลังเคลื่อนไหวร่างถึงขีดสุดและย่องมาอยู่ด้านหลังบรรพบุรุษตระกูลหวังที่กำลังตกตะลึงอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาของเขาก็พลันจับจ้องอย่างแน่วแน่
วิชาดาบสะท้านสวรรค์...กระบวนท่าดาบสะท้านสวรรค์!!
วิกฤตแห่งความตายอันเข้มข้นแผ่พุ่งมาจากด้านหลัง
บรรพบุรุษตระกูลหวังถึงกับวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
เขาพยายามจะหันกลับไปป้องกันตัว
แต่ทว่า...มันสายเกินไปแล้ว
(จบตอน)