เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่

บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่

บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่


บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่

ในงานเลี้ยงครั้งนี้ ที่นั่งประธานล้วนถูกเว้นไว้ให้กับศิษย์สายตรงทั้งสองคนจากนิกายเมฆาสีชาด และศิษย์ทั้งสองคนจากนิกายอัสนีคราม

เมื่อมองไปยังซูหว่านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

เจิงซานซาน ศิษย์สายตรงของนิกายอัสนีครามก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

"ได้ยินมาว่าท่านเซียนซูประสบเหตุโจมตีระหว่างทางที่มาอย่างนั้นรึ? ถึงกับเกือบจะพ่ายแพ้เชียว"

"ศิษย์น้อง อย่าพูดจาเหลวไหล"

ข้างๆกันนั้น ศิษย์พี่จากนิกายอัสนีครามก็รีบห้ามเจิงซานซานไว้ ก่อนจะยิ้มอย่างขอโทษให้กับซูหว่าน

ซูหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกล่าวเรียบๆ

"ก็มีเรื่องเช่นนั้นจริง นิกายของท่านช่างข่าวสารว่องไวจริงๆ"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น มีผู้คนมุงดูมากเกินไป ข่าวคงจะแพร่กระจายออกไปนานแล้ว

เเละซูหว่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรในเรื่องเช่นนี้

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นฝ่ายพูดต่อเองว่า

"ไม่เพียงแค่ประสบเหตุโจมตี ข้ายังแพ้ให้กับอีกฝ่ายด้วย คนผู้นั้นอ้างตัวว่ามาจากนิกายเบญจพิษ…เเละวิชาพิษของเขาร้ายกาจอย่างยิ่ง"

"หากไม่ได้มีคนปริศนามาช่วยไว้ เกรงว่าแม้แต่งานเลี้ยงของท่านผู้เฒ่าหวังก็คงจะมาไม่ทัน"

นิกายเบญจพิษ?!

เมื่อชื่อนี้โผล่ขึ้นมา ทั้งงานเลี้ยงก็มีการโต้เถียงกันทันที

"มาจากนิกายเบญจพิษจริงๆอย่างนั้นรึ?!”

“นิกายพิษที่เคยครองความเป็นใหญ่ในซวนโจวเมื่อหมื่นปีก่อนนั่นน่ะรึ?!”

"ท่านซูหว่านเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ แม้แต่นางยังไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ของนิกายเบญจพิษ... เก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ?"

"แดนเหนือนี้ ดูท่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว..."

เมื่อมองไปยังซูหว่านที่เปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกได้ในพริบตา ลู่เย่ที่อยู่โต๊ะข้างๆก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

สมแล้วที่เป็นศิษย์ของนางเซียนเมฆาสีชาดคนนั้น

หากเปลี่ยนเป็นคนซื่อบื้อที่สมองไม่ค่อยจะทำงานอย่างเจียงหลิงเยว่มาแทน เกรงว่าคงจะไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร

ในตอนนี้ ทั้งงานก็ถูกข่าวของนิกายเบญจพิษทำให้ตกตะลึงไปทั้งสิ้นแล้ว

ถึงแม้จะมีคนที่ไม่รู้เรื่องอยู่บ้าง แต่เมื่อได้รับคำอธิบายจากเพื่อนหรือคนแปลกหน้า ก็ล้วนได้เข้าใจข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับนิกายเบญจพิษ

เพียงแค่รู้แค่จุดเดียว ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของนิกายเบญจพิษได้แล้ว...

ครองความเป็นใหญ่ในซวนโจว!

สามสุดยอดนิกายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใด อย่างดีที่สุดก็สามารถที่จะครอบครองได้แค่แดนเหนือเท่านั้น

เมื่อเทียบกันแล้ว มันยังแตกต่างกันมากเกินไป

…..

สุดท้าย

งานเลี้ยงจบลงท่ามกลางความคิดอันหนักอึ้งของผู้คน

วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากเกินไป เรื่องหนึ่งก็ทำให้ตกใจยิ่งกว่าอีกเรื่องหนึ่ง บางคนก็อดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปรายงานเบื้องบนแล้ว

บรรพชนตระกูลหวังได้เชิญศิษย์สายตรงของสองนิกายใหญ่ให้พักค้างคืนที่ตระกูลหวัง แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

….

ณ ถนนในเมือง ซูหว่านกล่าวลาเจียงชิงเกอและคนอื่นๆ

"ครั้งนี้นิกายเบญจพิษปรากฏตัวขึ้นมา เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าขอตัวกลับไปเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบก่อน หากมีโอกาสในภายภาคหน้าค่อยมาพบกันใหม่"

สิ้นเสียงนั้น ซูหว่านก็นำเซียวชิงซีกลับไปยังนิกายเมฆาสีชาดโดยตรง

ในขณะนั้นเอง เฉินหลิงเซียงก็เดินเข้ามา พลางยกยิ้ม

"นี่คงจะเป็นนางฟ้าเจียง เจียงชิงเกอสินะเจ้าคะ?”

“ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ตอนนี้ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียที ความงามของท่านสมคำร่ำลือจริงๆ”

ทันทีที่มาถึง เฉินหลิงเซียงก็ไม่ได้ตระหนี่คำชมของตนเองเลยแม้แต่น้อย

"คุณหนูเฉิน ก่อนหน้านี้ตอนที่สามีของข้าไปคุ้มกันสินค้า…เขาได้สร้างความลำบากให้ท่านแล้ว"

ในตอนนี้ เจียงชิงเกอก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือใคร

นางรีบดึงแขนข้างหนึ่งของลู่เย่ไว้ พลางยิ้มบางๆ

เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหลิงเซียงก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

สามีภรรยาสองคนนี้ ความสัมพันธ์ดีขนาดนี้เลยหรือ?

หรือว่า...นี่คือการจงใจแสดงออกต่อหน้าตนเอง เพื่อเป็นการข่มขู่ และประกาศความเป็นเจ้าของ?

เฉินหลิงเซียงเรียนรู้มาหลายอย่าง

นางมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า ลักษณะใบหน้าของเจียงชิงเกอตรงหน้านี้ เห็นได้ชัดว่ายังคงเป็นหญิงพรหมจรรย์ที่ยังไม่เคยออกเรือน

ลู่เย่กับนาง หากความสัมพันธ์รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างที่เห็นตรงหน้าจริงๆ...เเล้วจะทนอยู่ได้อย่างไรกัน?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินหลิงเซียงก็เผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา

"ความสัมพันธ์ของพวกท่านสองคน ช่างทำให้หลิงเซียงอิจฉาเสียจริง"

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูเหมือนจะเริ่มไม่ค่อยจะปกติขึ้นเรื่อยๆ

ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแทรกบทสนทนาของคนทั้งสองขึ้น

"คุณหนูเฉิน นี่คือแหวนมิติของท่าน ขอบคุณมากที่ให้ข้ายืม"

"คุณชายลู่ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ" เฉินหลิงเซียงยิ้มรับ

จากนั้น อย่างไรเสียก็เดินทางมาไกลเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยง

เมื่อรวมกับที่เจียงชิงเกอและอีกคนวางแผนที่จะไปเยี่ยมบ้านยาย…กลุ่มคนกลุ่มนี้จึงได้หาโรงเตี๊ยมในเมือง แล้วจองห้องพักแขกไว้หลายห้อง

….

ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลหวัง

เมื่อได้ยินรายงานจากลูกน้องว่า เฉินหลิงเซียงไม่ได้จากไป แต่กลับไปพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองกับกลุ่มคนของตระกูลเจียง

บรรพชนตระกูลหวังก็นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ พลางกล่าวเสียงเย็นชา

"ในเมื่อเจ้าตระกูลเฉินทำลายบ่อเลือดของข้า แย่งชิงอาวุธต้องห้ามของข้าไป ถ้างั้นเทพธิดาตระกูลเฉิน...ก็จงอยู่ที่นี่ตลอดไปเถิด!"

คนทั้งโลกต่างก็รู้ว่า บรรพชนตระกูลหวังของเขานั้นมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บัดนี้เป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้การเสริมพลังจากคัมภีร์อสูรสวรรค์

เมื่อสิบวันก่อน บรรพชนตระกูลหวังก็ได้เลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น บรรพชนตระกูลหวังยังได้บ่มเพาะมานานหลายปีเเล้ว เเถมในมือยังมีธงร้อยวิญญาณอีกหนึ่งผืน!

เฉินหลิงเซียงที่เป็นเพียงแค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง ย่อมไม่มีทางที่จะหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาไปได้อย่างแน่นอน

"จับตาดูไว้ก่อน”

“ตระกูลเฉิน...รอให้ข้าเลื่อนขั้นก่อนเถอะ แม้แต่เฒ่าผีตระกูลเฉินก็ไม่เท่าไหร่หรอก!” บรรพชนตระกูลหวังกล่าวอย่างเย็นชา

….

อีกด้าน

ภายในห้องพักหนึ่ง

ตอนนี้เหลือเพียงแค่ลู่เย่และเจียงชิงเกอสองคน

ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

เขานึกย้อนไปถึงท่าทีที่ซ่อนเร้นของบรรพชนตระกูลหวังก่อนหน้านี้…รู้สึกว่ายังไงก็ต้องไปเตือนสักหน่อย

"ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่" ลู่เย่กล่าวเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนออกจากห้องไป

เจียงชิงเกอไม่ได้พูดอะไร สายตาของนางจ้องมองลู่เย่ที่เดินออกไปอย่างเงียบๆ พลางได้ยินเสียงเคาะประตูห้องของเฉินหลิงเซียงที่อยู่ข้างๆ ดังขึ้น

"คุณชายลู่?"

เฉินหลิงเซียงเปิดประตูออก ก็พบว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกกลับเป็นลู่เย่

"ข้ามาเพื่อจะบอกเจ้าว่า บรรพชนตระกูลหวัง...ดูเหมือนจะคิดไม่ดีกับเจ้า" ลู่เย่พูดอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงก็ตกตะลึงในทันที

"เขาจะกล้าได้อย่างไรกัน?"

ไม่ต้องพูดถึงบรรพชนของนางซึ่งอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด แม้แต่ตัวนางเองก็อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง ซึ่งเทียบเท่ากับระดับของบรรพชนตระกูลหวัง

เขาจะอาศัยอะไรมาทำร้ายนางได้?

ทว่าด้วยพลังฝีมือของลู่เย่แล้ว เฉินหลิงเซียงเชื่อเขาอย่างยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เย่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาเหลวไหล เเละการที่เขาอุตส่าห์มาเตือนนางโดยเฉพาะ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นห่วงนางจริงๆ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันเกิดความยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง

"ขอบคุณคุณชายลู่ที่เตือน หลิงเซียงจะระวังตัวเจ้าค่ะ"

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหลิงเซียงก็หยิบแหวนมิติที่ลู่เย่เคยคืนให้ก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้ง

"แหวนมิติวงนี้ ก็มอบให้ท่านแล้วกันนะเจ้าคะ หากไม่มีเครื่องมือเก็บของ การเดินทางท่องยุทธภพก็ไม่สะดวก"

"มันมีค่าเกินไป เจ้าเก็บไว้เองเถอะ"

เฉินหลิงเซียงแย้มยิ้ม ก่อนจะเผยให้เห็นมือเรียวขาวนวล พลางโบกไปมาตรงหน้าลู่เย่

"นี่ไงเจ้าคะ หลิงเซียงซื้อแหวนมิติวงใหม่มาแล้ว"

ลู่เย่: “…..”

ตระกูลเฉินร่ำรวยขนาดนี้เลยหรือ?

สุดท้ายแล้ว ลู่เย่ก็ต้องรับแหวนมิติกลับมา

ฟังก์ชันการเก็บของของหอหมื่นวิถีนั้นไม่อาจเปิดเผยได้ หากไม่มีแหวนมิติสักวง ก็ไม่สะดวกอยู่หลายอย่างจริงๆ

บุญคุณครั้งนี้ ลู่เย่จดจำไว้แล้ว

หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ค่อยคืนให้กับเฉินหลิงเซียงเเล้วกัน

เจียงชิงเกอมองไปยังลู่เย่ที่กลับมา สิ่งแรกที่เห็นก็คือแหวนมิติที่ปรากฏขึ้นบนนิ้วของลู่เย่อีกครั้ง

นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"ของมีค่าขนาดนี้ คุณหนูเฉินให้ท่านจริงๆรึ?"

(สู้เค้าชิงเกอ…อย่าไปยอมแม่สาวสายเปย์นะ)

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่

คัดลอกลิงก์แล้ว