- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่
บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่
บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่
บทที่ 50: คำเตือนจากลู่เย่
ในงานเลี้ยงครั้งนี้ ที่นั่งประธานล้วนถูกเว้นไว้ให้กับศิษย์สายตรงทั้งสองคนจากนิกายเมฆาสีชาด และศิษย์ทั้งสองคนจากนิกายอัสนีคราม
เมื่อมองไปยังซูหว่านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เจิงซานซาน ศิษย์สายตรงของนิกายอัสนีครามก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"ได้ยินมาว่าท่านเซียนซูประสบเหตุโจมตีระหว่างทางที่มาอย่างนั้นรึ? ถึงกับเกือบจะพ่ายแพ้เชียว"
"ศิษย์น้อง อย่าพูดจาเหลวไหล"
ข้างๆกันนั้น ศิษย์พี่จากนิกายอัสนีครามก็รีบห้ามเจิงซานซานไว้ ก่อนจะยิ้มอย่างขอโทษให้กับซูหว่าน
ซูหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกล่าวเรียบๆ
"ก็มีเรื่องเช่นนั้นจริง นิกายของท่านช่างข่าวสารว่องไวจริงๆ"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น มีผู้คนมุงดูมากเกินไป ข่าวคงจะแพร่กระจายออกไปนานแล้ว
เเละซูหว่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรในเรื่องเช่นนี้
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นฝ่ายพูดต่อเองว่า
"ไม่เพียงแค่ประสบเหตุโจมตี ข้ายังแพ้ให้กับอีกฝ่ายด้วย คนผู้นั้นอ้างตัวว่ามาจากนิกายเบญจพิษ…เเละวิชาพิษของเขาร้ายกาจอย่างยิ่ง"
"หากไม่ได้มีคนปริศนามาช่วยไว้ เกรงว่าแม้แต่งานเลี้ยงของท่านผู้เฒ่าหวังก็คงจะมาไม่ทัน"
นิกายเบญจพิษ?!
เมื่อชื่อนี้โผล่ขึ้นมา ทั้งงานเลี้ยงก็มีการโต้เถียงกันทันที
"มาจากนิกายเบญจพิษจริงๆอย่างนั้นรึ?!”
“นิกายพิษที่เคยครองความเป็นใหญ่ในซวนโจวเมื่อหมื่นปีก่อนนั่นน่ะรึ?!”
"ท่านซูหว่านเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ แม้แต่นางยังไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ของนิกายเบญจพิษ... เก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ?"
"แดนเหนือนี้ ดูท่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว..."
เมื่อมองไปยังซูหว่านที่เปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกได้ในพริบตา ลู่เย่ที่อยู่โต๊ะข้างๆก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
สมแล้วที่เป็นศิษย์ของนางเซียนเมฆาสีชาดคนนั้น
หากเปลี่ยนเป็นคนซื่อบื้อที่สมองไม่ค่อยจะทำงานอย่างเจียงหลิงเยว่มาแทน เกรงว่าคงจะไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร
ในตอนนี้ ทั้งงานก็ถูกข่าวของนิกายเบญจพิษทำให้ตกตะลึงไปทั้งสิ้นแล้ว
ถึงแม้จะมีคนที่ไม่รู้เรื่องอยู่บ้าง แต่เมื่อได้รับคำอธิบายจากเพื่อนหรือคนแปลกหน้า ก็ล้วนได้เข้าใจข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับนิกายเบญจพิษ
เพียงแค่รู้แค่จุดเดียว ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของนิกายเบญจพิษได้แล้ว...
ครองความเป็นใหญ่ในซวนโจว!
สามสุดยอดนิกายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใด อย่างดีที่สุดก็สามารถที่จะครอบครองได้แค่แดนเหนือเท่านั้น
เมื่อเทียบกันแล้ว มันยังแตกต่างกันมากเกินไป
…..
สุดท้าย
งานเลี้ยงจบลงท่ามกลางความคิดอันหนักอึ้งของผู้คน
วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากเกินไป เรื่องหนึ่งก็ทำให้ตกใจยิ่งกว่าอีกเรื่องหนึ่ง บางคนก็อดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปรายงานเบื้องบนแล้ว
บรรพชนตระกูลหวังได้เชิญศิษย์สายตรงของสองนิกายใหญ่ให้พักค้างคืนที่ตระกูลหวัง แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
….
ณ ถนนในเมือง ซูหว่านกล่าวลาเจียงชิงเกอและคนอื่นๆ
"ครั้งนี้นิกายเบญจพิษปรากฏตัวขึ้นมา เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าขอตัวกลับไปเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบก่อน หากมีโอกาสในภายภาคหน้าค่อยมาพบกันใหม่"
สิ้นเสียงนั้น ซูหว่านก็นำเซียวชิงซีกลับไปยังนิกายเมฆาสีชาดโดยตรง
ในขณะนั้นเอง เฉินหลิงเซียงก็เดินเข้ามา พลางยกยิ้ม
"นี่คงจะเป็นนางฟ้าเจียง เจียงชิงเกอสินะเจ้าคะ?”
“ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ตอนนี้ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียที ความงามของท่านสมคำร่ำลือจริงๆ”
ทันทีที่มาถึง เฉินหลิงเซียงก็ไม่ได้ตระหนี่คำชมของตนเองเลยแม้แต่น้อย
"คุณหนูเฉิน ก่อนหน้านี้ตอนที่สามีของข้าไปคุ้มกันสินค้า…เขาได้สร้างความลำบากให้ท่านแล้ว"
ในตอนนี้ เจียงชิงเกอก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือใคร
นางรีบดึงแขนข้างหนึ่งของลู่เย่ไว้ พลางยิ้มบางๆ
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหลิงเซียงก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
สามีภรรยาสองคนนี้ ความสัมพันธ์ดีขนาดนี้เลยหรือ?
หรือว่า...นี่คือการจงใจแสดงออกต่อหน้าตนเอง เพื่อเป็นการข่มขู่ และประกาศความเป็นเจ้าของ?
เฉินหลิงเซียงเรียนรู้มาหลายอย่าง
นางมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า ลักษณะใบหน้าของเจียงชิงเกอตรงหน้านี้ เห็นได้ชัดว่ายังคงเป็นหญิงพรหมจรรย์ที่ยังไม่เคยออกเรือน
ลู่เย่กับนาง หากความสัมพันธ์รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างที่เห็นตรงหน้าจริงๆ...เเล้วจะทนอยู่ได้อย่างไรกัน?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินหลิงเซียงก็เผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา
"ความสัมพันธ์ของพวกท่านสองคน ช่างทำให้หลิงเซียงอิจฉาเสียจริง"
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูเหมือนจะเริ่มไม่ค่อยจะปกติขึ้นเรื่อยๆ
ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแทรกบทสนทนาของคนทั้งสองขึ้น
"คุณหนูเฉิน นี่คือแหวนมิติของท่าน ขอบคุณมากที่ให้ข้ายืม"
"คุณชายลู่ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ" เฉินหลิงเซียงยิ้มรับ
จากนั้น อย่างไรเสียก็เดินทางมาไกลเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยง
เมื่อรวมกับที่เจียงชิงเกอและอีกคนวางแผนที่จะไปเยี่ยมบ้านยาย…กลุ่มคนกลุ่มนี้จึงได้หาโรงเตี๊ยมในเมือง แล้วจองห้องพักแขกไว้หลายห้อง
….
ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลหวัง
เมื่อได้ยินรายงานจากลูกน้องว่า เฉินหลิงเซียงไม่ได้จากไป แต่กลับไปพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองกับกลุ่มคนของตระกูลเจียง
บรรพชนตระกูลหวังก็นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ พลางกล่าวเสียงเย็นชา
"ในเมื่อเจ้าตระกูลเฉินทำลายบ่อเลือดของข้า แย่งชิงอาวุธต้องห้ามของข้าไป ถ้างั้นเทพธิดาตระกูลเฉิน...ก็จงอยู่ที่นี่ตลอดไปเถิด!"
คนทั้งโลกต่างก็รู้ว่า บรรพชนตระกูลหวังของเขานั้นมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บัดนี้เป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้การเสริมพลังจากคัมภีร์อสูรสวรรค์
เมื่อสิบวันก่อน บรรพชนตระกูลหวังก็ได้เลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สามแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น บรรพชนตระกูลหวังยังได้บ่มเพาะมานานหลายปีเเล้ว เเถมในมือยังมีธงร้อยวิญญาณอีกหนึ่งผืน!
เฉินหลิงเซียงที่เป็นเพียงแค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง ย่อมไม่มีทางที่จะหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาไปได้อย่างแน่นอน
"จับตาดูไว้ก่อน”
“ตระกูลเฉิน...รอให้ข้าเลื่อนขั้นก่อนเถอะ แม้แต่เฒ่าผีตระกูลเฉินก็ไม่เท่าไหร่หรอก!” บรรพชนตระกูลหวังกล่าวอย่างเย็นชา
….
อีกด้าน
ภายในห้องพักหนึ่ง
ตอนนี้เหลือเพียงแค่ลู่เย่และเจียงชิงเกอสองคน
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขานึกย้อนไปถึงท่าทีที่ซ่อนเร้นของบรรพชนตระกูลหวังก่อนหน้านี้…รู้สึกว่ายังไงก็ต้องไปเตือนสักหน่อย
"ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่" ลู่เย่กล่าวเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนออกจากห้องไป
เจียงชิงเกอไม่ได้พูดอะไร สายตาของนางจ้องมองลู่เย่ที่เดินออกไปอย่างเงียบๆ พลางได้ยินเสียงเคาะประตูห้องของเฉินหลิงเซียงที่อยู่ข้างๆ ดังขึ้น
"คุณชายลู่?"
เฉินหลิงเซียงเปิดประตูออก ก็พบว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกกลับเป็นลู่เย่
"ข้ามาเพื่อจะบอกเจ้าว่า บรรพชนตระกูลหวัง...ดูเหมือนจะคิดไม่ดีกับเจ้า" ลู่เย่พูดอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงก็ตกตะลึงในทันที
"เขาจะกล้าได้อย่างไรกัน?"
ไม่ต้องพูดถึงบรรพชนของนางซึ่งอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด แม้แต่ตัวนางเองก็อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง ซึ่งเทียบเท่ากับระดับของบรรพชนตระกูลหวัง
เขาจะอาศัยอะไรมาทำร้ายนางได้?
ทว่าด้วยพลังฝีมือของลู่เย่แล้ว เฉินหลิงเซียงเชื่อเขาอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เย่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาเหลวไหล เเละการที่เขาอุตส่าห์มาเตือนนางโดยเฉพาะ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นห่วงนางจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันเกิดความยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง
"ขอบคุณคุณชายลู่ที่เตือน หลิงเซียงจะระวังตัวเจ้าค่ะ"
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหลิงเซียงก็หยิบแหวนมิติที่ลู่เย่เคยคืนให้ก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้ง
"แหวนมิติวงนี้ ก็มอบให้ท่านแล้วกันนะเจ้าคะ หากไม่มีเครื่องมือเก็บของ การเดินทางท่องยุทธภพก็ไม่สะดวก"
"มันมีค่าเกินไป เจ้าเก็บไว้เองเถอะ"
เฉินหลิงเซียงแย้มยิ้ม ก่อนจะเผยให้เห็นมือเรียวขาวนวล พลางโบกไปมาตรงหน้าลู่เย่
"นี่ไงเจ้าคะ หลิงเซียงซื้อแหวนมิติวงใหม่มาแล้ว"
ลู่เย่: “…..”
ตระกูลเฉินร่ำรวยขนาดนี้เลยหรือ?
สุดท้ายแล้ว ลู่เย่ก็ต้องรับแหวนมิติกลับมา
ฟังก์ชันการเก็บของของหอหมื่นวิถีนั้นไม่อาจเปิดเผยได้ หากไม่มีแหวนมิติสักวง ก็ไม่สะดวกอยู่หลายอย่างจริงๆ
บุญคุณครั้งนี้ ลู่เย่จดจำไว้แล้ว
หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ค่อยคืนให้กับเฉินหลิงเซียงเเล้วกัน
เจียงชิงเกอมองไปยังลู่เย่ที่กลับมา สิ่งแรกที่เห็นก็คือแหวนมิติที่ปรากฏขึ้นบนนิ้วของลู่เย่อีกครั้ง
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ของมีค่าขนาดนี้ คุณหนูเฉินให้ท่านจริงๆรึ?"
(สู้เค้าชิงเกอ…อย่าไปยอมแม่สาวสายเปย์นะ)
(จบตอน)