- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 49: นี่ท่านเรียกว่าเพื่อนธรรมดาหรือ?
บทที่ 49: นี่ท่านเรียกว่าเพื่อนธรรมดาหรือ?
บทที่ 49: นี่ท่านเรียกว่าเพื่อนธรรมดาหรือ?
บทที่ 49: นี่ท่านเรียกว่าเพื่อนธรรมดาหรือ?
เสียงตะโกนนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มคาดเดากันไปต่างๆนานา
"ลู่เย่...ชื่นนี้ดูคุ้นๆ เหมือนกันนะ ข้าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนรึเปล่า?"
"นั่นไม่ใช่ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดที่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลเจียงในตอนนั้นหรอกรึ...แล้วเขาไปรู้จักกับคุณหนูตระกูลเฉินเมืองลั่วฮวาได้อย่างไรกัน?"
ภายในงานเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
แม้แต่บรรพชนของตระกูลหวัง ในตอนนี้ก็ยังยิ้มเเหยๆ ออกไปต้อนรับ
นอกจากสามสุดยอดนิกายแล้ว พลังของตระกูลเฉินที่สามารถนั่งอยู่ในอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคงในรัศมีเกือบหมื่นลี้ก็ถือว่าน่าเกรงขามอยู่ดี
"คุณหนูเฉินมาถึงแล้ว ช่างเป็นเกียรติเเก่ตระกูลหวังจริงๆ เชิญเข้ามาก่อนเลยขอรับ" บรรพชนตระกูลหวังจ้องมองไปยังเฉินหลิงเซียง พลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
"ท่านผู้เฒ่าหวังเกรงใจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ นี่คือของขวัญเล็กๆน้อยๆ ที่ข้าเตรียมมาให้ท่าน" เฉินหลิงเซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ด้านข้าง
เจียงชิงเกอมองไปยังเฉินหลิงเซียงที่มีรูปโฉมงดงาม ในใจพลันเกิดความรู้สึกเปรี้ยวๆขึ้นมาวูบหนึ่ง
ทั้งๆที่เป็นสามีในนามของนาง แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่า...คนอื่นดูจะสนิทสนมกับเขามากกว่านางเสียอีก?
"ท่านพี่ คนผู้นี้คือใครหรือเจ้าคะ?"
เมื่อรู้ว่าหลังจากที่พ้นสายตาผู้คนแล้ว ลู่เย่ก็คงจะไม่สนใจนางเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถามคำถามเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้ เจียงชิงเกอจึงฉวยโอกาสนี้ไว้ ควงแขนของลู่เย่พลางถามเสียงอ่อนโยน
"นางชื่อเฉินหลิงเซียง รู้จักกันตอนที่ไปคุ้มกันสินค้าครั้งก่อน เป็นเพื่อนข้า" ลู่เย่กล่าวเรียบๆ
เจียงชิงเกอเหลือบมองเฉินหลิงเซียง พลางมีความรู้สึกเปรี้ยวๆ ที่ตัวเองก็ไม่ทันได้สังเกตเจือปนอยู่
"เพื่อนธรรมดารึเจ้าคะ ข้าเห็นนางดีใจมากเลยนะที่ได้เจอท่านพี่"
"อาจจะเป็นเพราะข้ายืมแหวนมิติของนางมา คงกลัวว่าข้าจะริบของเเล้วหายตัวไป ตอนนี้พอเห็นแล้วก็เลยดีใจเป็นธรรมดา" ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
วันนี้เจียงชิงเกอ…ท่าทีของนางดูไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่
เดิมทีไม่อยากจะตอบ แต่ในเมื่ออยู่ต่อหน้าซูหว่านและคนอื่นๆ เขาก็เลยตอบไปประโยคหนึ่ง
เเต่เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา แม้แต่สายตาของซูหว่าน ก็เริ่มที่จะดูไม่ค่อยจะปกติขึ้นมาแล้ว
เพื่อนธรรมดา...
เพื่อนที่สามารถให้ยืมแหวนมิติได้…นี่ยังจะเรียกว่าเป็นเพื่อนธรรมดาได้อีกหรือ?
ต้องรู้ก่อนว่า แหวนมิติวงหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆนะ!
แม้แต่ซูหว่านเอง ก็ต้องรอจนกระทั่งเป็นศิษย์สายตรงของนางเซียนเมฆาสีชาดปีที่สอง ถึงจะได้มาเป็นรางวัลหนึ่งวง
เฉินหลิงเซียงก็ดูไม่เหมือนคนโง่ จะให้คนอื่นยืมของมีค่าขนาดนี้ง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?
โชคยังดีที่เฉินหลิงเซียงดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดูแปลกๆ ทางนี้ นางจึงไม่ได้เดินเข้ามา แต่กลับเดินตามการจัดเตรียมไปยังอีกด้านหนึ่งแทน
งานเลี้ยงในครั้งนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนในและส่วนนอก
ถึงแม้จะเชิญยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่ไม่มีสังกัดมามากมาย แต่ผู้ที่ไม่มีเบื้องหลังดีๆ ย่อมต้องนั่งอยู่ที่ลานชั้นนอกอย่างแน่นอน
ส่วนซูหว่าน เจียงชิงเกอ และคนอื่นๆ ที่มีนิกายหรือตระกูลหนุนหลังอยู่ ก็จะถูกเชิญเข้าไปในลานชั้นใน
"เจ้าว่า คนปริศนาที่ทำลายล้างค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่งเมื่อปีก่อน จะมาที่งานเลี้ยงด้วยหรือไม่? เพราะท้ายที่สุดแล้ว ยอดฝีมือในรัศมีหลายพันลี้ของแดนเหนือ ตระกูลหวังแทบจะเชิญมาหมดแล้ว"
"เชิญเขามาเขาก็ไม่กล้ามาหรอกน่า ถ้าเป็นเจ้าเจ้าจะกล้ามาเรอะ?"
"ก็ใช่น่ะสิ ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าอีกฝ่ายมีพลังขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง แต่บรรพชนตระกูลหวังเลื่อนขึ้นเป็นขั้นที่สองแล้ว ช่องว่างยังคงมากเกินไปอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากฐานของตระกูลหวังก็ไม่ธรรมดา"
"ต่อให้มา ข้าคาดว่าก็คงจะอยากจะมาเจรจาสงบศึกกับตระกูลหวัง มีคำพูดโบราณว่าอย่างไรนะ... ผู้ที่รู้จักสถานการณ์คือยอดบุรุษ"
คนที่โต๊ะข้างๆ พอดีกำลังกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึงเรื่องที่บุคคลปริศนาทำลายล้างหุบเขาวายุคลั่งก่อนหน้านี้
หลายคนไม่เชื่อว่า ตระกูลหวังจะสามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างง่ายดายจริงๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของคนเหล่านี้ เจียงหลิงเยว่ก็กำหมัดแน่น พลางพึมพำเสียงเบา
"ถ้าเป็นข้า ข้าก็ไม่มาหรอก"
ส่วนลู่เย่มีท่าทีที่สงบนิ่งอย่างมาก
ตอนนี้ เขาเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว
ตอนที่ยังอยู่แค่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง เขาก็สามารถฟันบรรพชนตระกูลเถียนจนยอมจำนนได้ในดาบเดียว…เเถมหากยอมจำนนช้าไปอีกไม่กี่วินาที ก็คงจะจบชีวิตลงไปแล้ว
ตอนนี้เมื่อเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว ถึงแม้จะสงสัยว่าว่าบรรพชนตระกูลหวังฝึกฝนวิชามารอยู่หรือเปล่า…ลู่เย่ก็ยังคงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถจัดการกับเขาได้อย่างง่ายดาย
ถึงขนาดที่อาจกล่าวได้ว่า การที่สามารถทนอยู่ในมือของเขาได้เกินสิบกระบวนท่า ก็เพียงพอที่จะทำให้บรรพชนตระกูลหวังต้องภาคภูมิใจแล้ว (เก่งจังพ่อคุณ)​
"เจ้าก็คิดว่าคนผู้นั้นจะไม่มาเหมือนกันรึ?" ลู่เย่หันไปมองเจียงหลิงเยว่
เจียงหลิงเยว่ลูบหัวที่ฉลาดของตัวเอง พลางกล่าวว่า
"ตอนนี้ตระกูลหวังมีอำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นข้า ก็จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไปก่อนชั่วคราว มีคำพูดว่าอย่างไรนะ"
"ใช่...ขอเพียงแค่ยังมีภูเขาเขียวอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนเผา!"
ไม่ใช่แค่โต๊ะนี้เท่านั้นที่มีความคิดเช่นนี้ แต่ผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงทุกคนที่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหวังกับค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่ง ต่างก็คิดเช่นนี้กันทั้งสิ้น
ในขอบเขตเหนือสวรรค์ อายุขัยโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณสองร้อยปี
บรรพชนตระกูลหวังอย่างไรเสียก็อายุหนึ่งร้อยหกสิบกว่าปีแล้ว หากไม่มีวิธีการยืดอายุขัย อย่างดีที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ยี่สิบสามสิบปีเท่านั้น
เเค่รอให้บรรพชนตระกูลหวังตายไปก่อน หลังจากนั้นวิกฤตก็จะคลี่คลายไปเอง
…..
จากนั้น
งานเลี้ยงในครั้งนี้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ดูแปลกๆเช่นนี้
หลังจากที่งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นแล้ว ในฐานะที่เป็นตัวเอกของงาน บรรพชนตระกูลหวังก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีสูง
ในชั่วพริบตา เสียงแสดงความยินดีก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ถึงขนาดที่มียอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สามจากสำนักเล็กๆ คนหนึ่งที่พอจะรู้ข่าวคราวอยู่บ้าง ได้เอ่ยปากขึ้นโดยตรงเพื่อแสดงความจงรักภักดีว่า
"เส้นทางแห่งยุทธขอบเขตเหนือสวรรค์ของท่านผู้เฒ่าหวังได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว ไอ้ตัวตลกที่ทำลายล้างค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่งนั่น ให้เขามีความกล้าอีกสองเท่า เกรงว่าก็คงจะไม่กล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าท่านผู้เฒ่าหวังหรอกขอรับ!"
ทันใดนั้น ทั้งงานที่กว้างใหญ่ก็พลันเงียบลงในทันที
ที่นั่นอย่างไรเสียก็เป็นค่ายโจร ไม่ใช่สิ่งที่น่าเชิดชูอะไร
การที่จะนำมาพูดบนเวทีจริงๆ นั้น ไม่ใช่เป็นการเชิดชูตระกูลหวัง แต่เป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ณ เวลานี้…ใบหน้าของประมุขตระกูลหวังพลันเคร่งขรึมลงในทันที
ส่วนบรรพชนตระกูลหวังนั้น ใบหน้ายังคงเป็นปกติ
เขายิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า
"ข้าเฒ่ารู้ดีว่าสหายหลายท่านต่างก็สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้"
"วันนี้ ถือโอกาสที่ทุกท่านอยู่ที่นี่ ข้าเฒ่าก็จะขอพูดสักหน่อย"
"อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวลือว่าตระกูลหวังของข้ามีความเกี่ยวข้องกับค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่ง ถึงขนาดที่ว่าตระกูลหวังของข้าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่งนั้น ล้วนไม่เป็นความจริง นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีอย่างโจ่งแจ้ง"
"ทว่า ค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่งก็มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหวังของข้าอยู่บ้าง…ซึ่งไม่ใช่ตัวค่ายโจรเอง แต่เป็นเพราะมีคนผู้หนึ่งในนั้น คือหลานชายที่พลัดพรากไปนานหลายปีของตระกูลหวังของข้า"
"หลังจากที่พบเขาแล้ว ข้าเฒ่าเคยให้ประมุขตระกูลส่งคนไปเกลี้ยกล่อม ให้กลับมายังตระกูล"
"แต่หลานชายที่ไม่ได้เรื่องของข้ากลับบอกว่า ชินกับชีวิตในค่ายโจรแล้ว หากกลับไปกลับจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง"
"ในเมื่อเกลี้ยกล่อมไม่ได้ ก็เลยปล่อยเขาไป และเพราะเหตุนี้เอง ถึงได้ทำให้ตระกูลหวังของข้าต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียงว่ามีความเกี่ยวข้องกับค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่ง"
"ทว่า ความชั่วร้ายต่างๆ ที่ค่ายโจรหุบเขาวายุคลั่งได้ก่อขึ้นก่อนหน้านี้ ตระกูลหวังของข้าสามารถพูดได้อย่างหนักแน่นว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเราเลยแม้แต่น้อย!"
"ถึงแม้ว่าจะต้องจับกุมคนที่ทำลายล้างในตอนนั้น ก็ไม่ใช่เพื่อค่ายโจร แต่เพื่อที่จะแก้แค้นให้กับหลานชายที่ตายไปของข้า"
หลังจากที่บรรพชนตระกูลหวังพูดจบอย่างมีอารมณ์ร่วมแล้ว ด้านล่างก็พลันมีเสียงพูดคุยกันดังขึ้นเป็นระลอก
"ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ในเรื่องนี้กลับมีความลับซ่อนอยู่ด้วย"
"หลานชายก็ตายในมือของคนปริศนาคนนั้น... การที่จะแก้แค้นให้กับหลานชาย ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว"
"ท่านผู้เฒ่าหวัง ข้าชางเทียนเจ๋อขอสนับสนุนท่าน!"
ยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก และยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกจัดการตะโกนเสียงดัง
"เหอะๆ ขอบคุณสหายทุกท่านที่ให้การสนับสนุน…วันนี้ไม่พูดเรื่องเศร้าแล้ว ทุกท่านเดินทางมาไกล เชิญกินดื่มให้เต็มที่"
พูดจบ บรรพชนตระกูลหวังก็ลงจากเวทีสูง
งานเลี้ยงนั้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง แม้แต่เนื้อสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็ยังถูกนำมาเสิร์ฟถึงสองจาน
เเละลู่เย่ไม่มีความตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองคือเป้าหมายที่กำลังจะถูกจับกุม
เขายังคงนั่งกินเลี้ยงของบรรพชนตระกูลหวังอย่างใจเย็น
………………….