เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48: สมองของเจียงหลิงเยว่เริ่มหมุน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

บทที่ 48: สมองของเจียงหลิงเยว่เริ่มหมุน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

บทที่ 48: สมองของเจียงหลิงเยว่เริ่มหมุน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น


บทที่ 48: สมองของเจียงหลิงเยว่เริ่มหมุน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้ฝึกฝนสองกระบวนท่าแรกของวิชาดัชนีผ่าภูผามาเช่นกัน

ถึงแม้ว่าการโจมตีครั้งนั้นจะแข็งแกร่งกว่าวิชาดัชนีผ่าภูผาอันงุ่มง่ามของนางมากเกินไป…แต่ในชั่วพริบตาก่อนหน้านี้ ก็พลันมีความรู้สึกคุ้นเคยผุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

และในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ ผู้ที่ได้ฝึกฝนวิชาดัชนีผ่าภูผา ก็น่าจะมีเพียงแค่นาง...และพี่เขยลู่เย่เท่านั้น!

แต่นางก็ไม่ได้ลงมือ และก็ไม่มีพลังพอที่จะทำร้ายยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าได้ในครั้งเดียว

ถ้าอย่างนั้น...ความจริงก็มีเพียงหนึ่งเดียว!

เมื่อมองไปยังเจียงหลิงเยว่ที่จู่ๆก็จ้องมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา ลู่เย่กลับยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย

การที่จะหลอกคนอื่น เช่นซูหว่านนั้น ลู่เย่ไม่มีความมั่นใจสักเท่าไหร่…แต่หากจะพูดถึงการที่จะรับมือกับเจียงหลิงเยว่ อย่างน้อยก็มีหลายวิธี​ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้

สมองของหญิงสาว​ผู้นี้ ปกติแล้วแทบจะไม่ได้ใช้เลย เกรงว่าคงจะใกล้ขึ้นสนิมแล้ว (ปากจัดเเท้พ่อพระเอก)​

….

เมื่อรู้ว่าตอนนี้ยังมีคนอื่นอยู่ ไม่สะดวกที่จะสอบถามลู่เย่ เจียงหลิงเยว่จึงถอนสายตากลับมา

ครู่ต่อมา ซูหว่านก็กลับเข้ามาในรถม้า พลางกล่าวขอโทษ​

"ขออภัยด้วย ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น หากไม่มีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ วันนี้พวกเราน่าจะเเย่แล้ว"

"พี่สาวซูหว่าน ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านก็เก่งมากแล้ว คนผู้นั้นเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าเลยนะ สูงกว่าท่านอยู่หนึ่งขอบเขตย่อย" เจียงหลิงเยว่รีบปลอบโยนในทันที

ข้างๆกันนั้น ลู่เย่มองไปที่ซูหว่าน แต่ก็รู้ดีว่า "น่าจะเเย่" ที่นางพูดถึงนั้น น่าจะเป็นแค่คำพูดถ่อมตัวเท่านั้น

ในแง่ของระดับพลังนั้น…ไม่ใช่คู่ต่อสู้จริงๆ

แต่ในฐานะที่เป็นศิษย์สายตรงในสังกัดของนางเซียนเมฆาสีชาด…ลู่เย่เชื่อว่า บนตัวของซูหว่านย่อมต้องมีไพ่ตายที่แข็งแกร่งพอที่จะป้องกันตัวได้อย่างแน่นอน

ยุคสมัยนี้ แม้แต่การตกปลาก็ยังต้องสวมหมวกกันน็อค การออกท่องยุทธภพยิ่งแล้วใหญ่ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต…เเต่ละคนจะไม่มีไพ่ตายได้อย่างไร?

ซูหว่านถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง…จากนั้นบนใบหน้าของนางปรากฏความกังวลออกมา

"นิกายเบญจพิษปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ดินแดนซวนโจวแห่งนี้ เกรงว่าจะต้องวุ่นวายขึ้นมาอีกแล้ว"

"คุณหนูซูหว่าน นิกายเบญจพิษนี้แข็งแกร่งมากหรือเจ้าคะ?" เจียงชิงเกอเอ่ยถาม

"ไม่เพียงแค่แข็งแกร่ง แต่ยังชั่วร้ายอีกด้วย วิธีการก็แปลกประหลาดเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รับมือได้ยากอย่างยิ่ง" ซูหว่านกล่าวอย่างจริงจัง

"วิชาพิษของพวกเขานั้น ต่อให้ระดับสูงกว่าพวกเขาสักหนึ่งหรือสองขอบเขตย่อย ก็ยังคงรับมือได้ยากมาก"

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ

"คนที่ลงมือช่วยข้าแก้สถานการณ์เมื่อครู่นี้ คาดว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ดขึ้นไป มิฉะนั้นแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ผู้พิทักษ์ของนิกายเบญจพิษคนนั้นต้องล่าถอยไป"

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา คนไม่กี่คนในรถม้าต่างก็พยักหน้า รู้สึกว่าการวิเคราะห์ของซูหว่านมีเหตุผล

มีเพียงแค่เจียงหลิงเยว่ ที่พลางพยักหน้า พลางแอบเหลือบมองไปทางลู่เย่

พี่เขยตัวเหม็นคนนี้มีพลังขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ดเชียวหรือ?!

จะไม่ใช่ว่า...นางเดาผิดอีกแล้วหรอกนะ

ก็เขาดูไม่เหมือนเลยนี่นา!

….

อีกด้านหนึ่ง

ชายชราผิวเปลือกไม้แห้งมุดเข้าไปในรถม้า ความประหลาดใจในแววตาของเขายังคงไม่จางหายไป

ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมานี้ โลกแห่งยุทธของเขตซวนโจวนับวันยิ่งเสื่อมโทรมลง ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อหมื่นปีก่อนอีกต่อไปแล้ว

ต้องรู้ก่อนว่า เมื่อหมื่นปีก่อน หากจะอ้างตัวว่าเป็นตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์สองคน และหนึ่งในนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ด!

แต่ตอนนี้ แค่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง ก็สามารถที่จะตั้งตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ได้แล้ว

จากจุดนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า มาตรฐานของวิถีแห่งยุทธเมื่อเทียบกับหมื่นปีก่อนแล้ว ได้แตกต่างไปไม่รู้เท่าไหร่

ในสถานการณ์เช่นนี้ ชายชราผิวเปลือกไม้แห้งคิดว่าอาศัยพลังฝีมือของตัวเอง ในแดนเหนือแห่งนี้ ก็น่าจะสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่น

ไม่คาดคิดว่า เพิ่งจะออกมากับนายน้อยได้ไม่นาน ก็ได้เจอกับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่มีพลังฝีมือใกล้เคียงกับเขาถึงสองคนติดต่อกัน

ถึงแม้ว่าซูหว่านจะถูกเขากดดันอย่างง่ายดาย แต่ชายชรารู้ดีว่า นี่เป็นเพราะเพิ่งจะเคยเจอวิชาจิตพิษร้อยชนิดเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายจึงไม่คุ้นเคย

มิฉะนั้นแล้ว เมื่อดูจากรากฐานที่มั่นคงของอีกฝ่ายแล้ว การที่จะเอาชนะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แต่สิ่งที่ทำให้ชายชราแห่งนิกายเบญจพิษตกใจมากที่สุด ก็คือการโจมตีที่มาจากไหนก็ไม่รู้ในภายหลัง!

ด้วยการรับรู้ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าของเขา จนกระทั่งวิกฤตมาถึงตัวแล้ว ถึงได้สัมผัสได้ในที่สุด

นี่หมายความว่า การควบคุมการโจมตีครั้งนี้ของอีกฝ่าย...เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ!

ภายในรถม้า ชายหนุ่มในชุดหรูหราที่มีใบหน้าซีดเซียวแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง

"วันนี้ถือว่าพวกมันโชคดีไป"

เมื่อนึกถึงรูปโฉมที่งดงามราวกับเทพธิดาของซูหว่าน ชายหนุ่มในชุดหรูหราก็ยังคงไม่ยอมแพ้อยู่บ้าง

"ไม่รู้ว่าแม่นางคนนี้มาจากไหน วันหน้าหากมีโอกาส จะต้องไม่ปล่อยให้นางหนีไปได้อีก!"

ชายชราแห่งนิกายเบญจพิษครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

"นายน้อย หากบ่าวเฒ่าเดาไม่ผิดล่ะก็ นางก็น่าจะมาจากนิกายเล็กๆ เมื่อหมื่นปีก่อน…นิกายเมฆาสีชาด"

วิชาสืบทอดของนิกายเมฆาสีชาดนั้นยาวนาน ไม่เคยขาดตอน

แต่เมื่อหมื่นปีก่อน บนดินแดนซวนโจวที่เต็มไปด้วยขุมกำลังมากมาย นิกายนั้นก็ไม่ได้นับว่าเป็นอันดับหนึ่ง

เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างนิกายเทพเบญจพิษแล้ว ยิ่งไม่น่ากล่าวถึงเลย

ตามข้อมูลที่พวกเขาได้รับมา นิกายเมฆาสีชาดในปัจจุบัน กลับกลายเป็นหนึ่งในสามขุมกำลังระดับสุดยอดบนดินแดนแดนเหนือไปแล้ว

"นิกายเมฆาสีชาดรึ?" บนใบหน้าของนายน้อยแห่งนิกายเบญจพิษปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา

"ได้ยินมาว่าเจ้าสำนักนิกายเมฆาสีชาดก็เป็นหญิงงามระดับสุดยอดเช่นกัน หากมีโอกาส หึๆๆ..."

เมื่อพูดถึงนิกายเมฆาสีชาด ทั้งสองคนก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าการกลับมาของนิกายเบญจพิษในครั้งนี้...มั่นใจว่าจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน!

รถม้าเดินทางต่อไป หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เมืองชิงซานก็ปรากฏให้เห็นอยู่ไกลๆแล้ว

….

ณ ที่แห่งนี้ยิ่งคึกคักมากขึ้นไปอีก

เพราะผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็มารวมตัวกันที่นี่

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ลู่เย่ถึงได้สัมผัสได้อย่างแท้จริงถึงอิทธิพลของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ในเมืองเล็กๆ ที่มีรัศมีพันลี้แห่งนี้

หากนำไปไว้ในดินแดนที่ใหญ่กว่านี้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์คนหนึ่งอาจจะไม่น่ากล่าวถึงเลย…แต่ในรัศมีพันลี้แห่งนี้ กลับเป็นบรรพชนขอบเขตเหนือสวรรค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่คิดจะเอาอกเอาใจ

ตระกูลเจียงก็เป็นตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์เช่นกัน หลังจากที่เข้าเมืองแล้ว ก็ถูกตระกูลหวังจัดให้ไปพักที่ลานชั้นในของคฤหาสน์บรรพชนโดยตรง

ส่วนศิษย์สายตรงทั้งสองคนจากนิกายเมฆาสีชาดนั้นยิ่งแล้วใหญ่…ถึงขนาดที่ทำให้บรรพชนของตระกูลหวังต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

ถึงแม้ว่าตระกูล​นี้จะได้รับการหนุน

จากผู้อาวุโสของนิกายอัสนีคราม

แต่สำหรับศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักนิกายเมฆาสีชาดนั้น น้ำหนักนี้ก็ไม่ได้น้อยเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น โดยรวมแล้วตอนนี้นิกายเมฆาสีชาดก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

"ท่านเซียนทั้งสองสมแล้วที่เป็นยอดศิษย์​แห่งนิกายเมฆาสีชาด"

บรรพชนตระกูลหวังเดินออกมา ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน

ซูหว่านยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบของขวัญชิ้นหนึ่งออกมา

"นี่คือของขวัญเล็กๆน้อยๆ ที่ท่านอาจารย์ฝากข้ามามอบให้ท่าน หวังว่าท่านผู้เฒ่าหวังจะไม่ถือสานะเจ้าคะ"

บรรพชนตระกูลหวังรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ เเล้วรีบรับมาด้วยตัวเอง

"นางเซียนเมฆาสีชาดมีภารกิจมากมาย แต่กลับยังทรงจำข้าเฒ่าได้ ช่างทำให้ข้าเฒ่าประหลาดใจอย่างยิ่งจริงๆ…ท่านเซียนซู เชิญนั่งก่อนเลยขอรับ"

ความสนใจของบรรพชนตระกูลหวังล้วนอยู่ที่ซูหว่านและอีกคน ส่วนลู่เย่ก็ฉวยโอกาสนี้สำรวจบรรพชนตระกูลหวัง

สิ่งที่ทำให้ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่ฆบ้างก็คือ บนตัวของบรรพชนตระกูลหวังนั้น กลับไม่มีกลิ่นอายชั่วร้ายใดๆ ไหลออกมาเลยแม้แต่น้อย

เขาดูเหมือนจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์สายธรรมะอย่างแท้จริง

แต่แล้วในขณะนั้นเอง สีหน้าของบรรพชนตระกูลหวังก็พลันเคลื่อนไหวเล็กน้อย ในแววตาของเขาฉายแววเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

ภาพนี้ พอดีกับที่ถูกลู่เย่ซึ่งจ้องมองอยู่ตลอด

ครู่ต่อมา สัตว์อสูรบินตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือเมืองชิงซาน พริบตาเดียวก็บินมาถึงนอกคฤหาสน์บรรพชนของตระกูลหวัง

การฝึกสัตว์อสูรบินให้เชื่องนั้นยากอย่างยิ่ง เเม้เเต่หลายตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ก็ยังไม่มี

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นก็ดึงดูดสายตาจำนวนมากในทันที

เจียงชิงเกอและคนอื่นๆ ก็พากันมองไปอย่างสงสัยเช่นกัน

แต่แล้วในขณะนั้นเอง ร่างอรชรในชุดสีน้ำเงินร่างหนึ่งก็โผล่หน้าออกมาจากในสัตว์อสูรบิน ก่อนจะจับจ้องสายตาไปที่ลู่เย่ซึ่งอยู่ในฝูงชนในทันที แล้วกล่าวอย่างดีใจว่า

"คุณชายลู่เย่ ข้ามาแล้ว!"

เจียงชิงเกอ: "0___0 ???"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 48: สมองของเจียงหลิงเยว่เริ่มหมุน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว