- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 22 : ยอดฝีมือปริศนา และลู่เย่ที่หายตัวไป?
บทที่ 22 : ยอดฝีมือปริศนา และลู่เย่ที่หายตัวไป?
บทที่ 22 : ยอดฝีมือปริศนา และลู่เย่ที่หายตัวไป?
บทที่ 22 : ยอดฝีมือปริศนา และลู่เย่ที่หายตัวไป?
เมื่อมองหลิวเจิ้นที่รีบร้อนวิ่งเข้ามา เจียงหลิงเยว่ก็เม้มริมฝีปากพลางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปจับจ้องที่ชายชุดดำปริศนาดังเดิม
หลิวเจิ้นรีบโค้งตัวคำนับพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจงว่า
"ท่านผู้อาวุโส นางยังเด็กไม่รู้ความ โปรดท่านอย่าได้ถือสาเลยขอรับ"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดยอดฝีมือปริศนาในชุดดำก็เอ่ยปากขึ้น
"ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นคนตรงไปตรงมาดี"
พอเจียงหลิงเยว่ได้ยินน้ำเสียงนั้น นางก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที
เพราะว่า...มันไม่ใช่น้ำเสียงของลู่เย่ที่นางคุ้นเคยเลย
เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสปริศนาท่านนี้ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธเคืองจริงๆ หลิวเจิ้นจึงค่อยโล่งใจ แล้วจึงปลีกตัวไปจัดการเรื่องอื่นๆต่อ
เจียงหลิงเยว่เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
"ท่านผู้อาวุโส ข้าขออนุญาตถามชื่อของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?"
ภายใต้ชุดคลุมสีดำ ลู่เย่รู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้คงจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้าแล้วเป็นแน่
ดังนั้น นางถึงได้มีความกล้าหาญพอที่จะเข้ามาซักถามโน่นนี่กับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์
มิฉะนั้นแล้ว หากไปเจอกับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่ไม่รู้จักและมีอารมณ์ฉุนเฉียวเข้าจริงๆ ต่อให้เห็นแก่หน้าตระกูลเจียง อย่างน้อยก็คงไม่พ้นถูกสั่งสอนสักยกเป็นแน่
เมื่อมองเจียงหลิงเยว่ที่ทำท่าทางเหมือนลูกแมวตัวน้อย กำลังรอคอยคำตอบด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ภายใต้ชุดดำ ลู่เย่ก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยว่า
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะพูดมากไปหน่อยแล้วนะ"
ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่ซีดเผือดลง นางรีบกล่าวขอโทษทันที
"ขออภัยเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส เป็นข้าที่เสียมารยาทเอง!"
อันที่จริงแล้ว ในใจของเจียงหลิงเยว่เองก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงแล้วเช่นกัน
เพราะคนตรงหน้านี้...คือยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถทำให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่บาดเจ็บได้ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว!
ส่วนพี่เขยของนาง...ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ได้เลย
หากเขาเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์จริงๆ แล้วจะมาแต่งเข้าตระกูลเจียงทำไมกัน?
เมื่อลองคิดพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เจียงหลิงเยว่ก็เริ่มลังเลอย่างมาก
แต่แล้วในขณะนั้นเอง เฉินหลิงเซียงก็เดินเข้ามาเช่นกัน
"ท่านผู้อาวุโส ขอบคุณที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าค่ะ" เฉินหลิงเซียงยอบกายคารวะลู่เย่อย่างนอบน้อม
เฉินหลิงเซียงรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
หากไม่ใช่เพราะยอดฝีมือท่านนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน คืนนี้... นางคงต้องพ่ายแพ้ยับเยินอย่างไม่ต้องสงสัย
ลู่เย่ไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับไป
ทว่าเฉินหลิงเซียงก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะยอดฝีมือระดับนี้ย่อมมีอารมณ์และนิสัยเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
"ยังมิได้เรียนถามนามของท่านผู้อาวุโส หากมีเวลาว่าง ขอเชิญท่านมาเยือนตระกูลเฉินของข้าได้นะเจ้าคะ"
"บุญคุณอันใหญ่หลวงครั้งนี้ หลิงเซียงจะจดจำไว้ในใจมิลืมเลือนเจ้าค่ะ!"
ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เฉินเป่ยซวน"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหลิงเซียงก็กล่าวว่า
"ท่านผู้อาวุโสเป่ยซวน หากท่านสะดวก พอจะให้ช่องทางติดต่อแก่หลิงเซียงได้หรือไม่เจ้าคะ พอดีมี(วาสนาโอกาส)บางอย่างที่หลิงเซียงอยากจะเชิญท่านผู้อาวุโสไปร่วมด้วย"
หากไม่มีบุคคลปริศนาผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของนางเองก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เฉินหลิงเซียงจึงตัดสินใจที่จะแบ่งปันวาสนาโอกาสที่ตนรักษาไว้ได้นี้กับยอดฝีมือปริศนาที่อยู่ตรงหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือปริศนาท่านนี้มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากได้ร่วมทีมกับเขา โอกาสที่จะสำเร็จก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
สำหรับเรื่องนี้ ลู่เย่เองก็รู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะสิ่งที่สามารถทำให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ต้องนำคนมาปล้นชิงด้วยตัวเองได้นั้น ย่อมต้องเป็นของที่มีประโยชน์ต่อยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์อย่างแน่นอน
หลังจากที่ได้นัดหมายวันเวลากับเฉินหลิงเซียงแล้ว ลู่เย่ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า
"ข้ายังมีธุระต้องไปทำต่อ"
สิ้นเสียงนั้น ลู่เย่ก็โคจรวิชาตัวเบาใบไม้ร่วงระดับสมบูรณ์
ร่างของเขาราวกับใบไม้ที่ลอยละล่อง ก่อนจะหายลับไปจากที่แห่งนั้นในพริบตา
แววตาของเฉินหลิงเซียงฉายแววทึ่งออกมาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้นางเฝ้าสังเกตการณ์การต่อสู้อยู่ในรถม้า และคิดว่าชายชุดดำปริศนาคนนี้เป็นเพียงยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดที่ต่อสู้กับจางหู่ได้อย่างสูสีเท่านั้น
ซึ่งการที่เขาสามารถบรรลุวิชาดาบพิรุณโปรยระดับสมบูรณ์และวิชาตัวเบาระดับสมบูรณ์ได้นั้น มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ต้องรู้ก่อนว่า ตัวนางเองนั้นฝึกฝนวิชาดาบพิรุณโปรยมานานหลายปี แต่ปัจจุบันก็ยังทำได้เพียงแค่บรรลุความสำเร็จขั้นสูงเท่านั้นเอง
แต่ทว่าในตอนนี้ เมื่อได้รู้ว่าชายชุดดำปริศนาคือยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้สูงส่ง...ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ส่วนเจียงหลิงเยว่ ตั้งแต่ที่นางเริ่มรู้สึกว่าชายชุดดำปริศนาคนนั้นไม่ใช่ลู่เย่มากขึ้นเรื่อยๆ นางก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาทั้งหมดอีกต่อไป
ในขณะนี้ เมื่อมองเห็นผู้คนเริ่มเข้ามาเก็บกวาดสนามรบและรักษาผู้บาดเจ็บ เจียงหลิงเยว่ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ...
มีผู้คนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่กลับไม่มีวี่แววของลู่เย่เลยแม้แต่น้อย
ลู่เย่ตัวโตขนาดนั้นหายไปไหนกันนะ? ทำไมถึงหายตัวไปอย่างนี้ได้ล่ะ
เฉินหลิงเซียงเองก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะเมื่อตอนบ่ายทั้งสองคนนี้ยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย
นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาว่า "แล้วพี่เขยของเจ้าล่ะ?"
เจียงหลิงเยว่เม้มริมฝีปาก น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย
"เขา...ดูเหมือนว่าจะหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ"
หายตัวไปท่ามกลางความโกลาหลของสนามรบงั้นหรือ?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหลิงเซียงก็ตบไหล่ของเจียงหลิงเยว่เบาๆ พร้อมกับปลอบโยนด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ใจเย็นๆ...เขาจะไม่เป็นอะไรหรอกน่า"
เดิมทีคำที่นางเกือบจะหลุดปากออกมาคือคำว่า “เสียใจด้วยนะ”
แต่เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่า การพูดความจริงออกไปตรงๆ อาจจะแทงใจดำเกินไปหน่อย เลยเปลี่ยนเป็นประโยคหลังแทนอย่างยากลำบาก
ไม่ใช่ว่าเฉินหลิงเซียงตั้งใจจะพูดให้คนตกใจ แต่ในการต่อสู้อันชุลมุนเมื่อครู่นี้ สถานการณ์แบบไหนก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ทว่ายังไม่ทันไร พนักงานคุ้มกันคนหนึ่งที่กำลังเก็บกวาดสนามรบอยู่บริเวณขอบนอกสุด ก็พลันพบคนหมดสติคนหนึ่งอยู่หลังก้อนหินใหญ่ตรงชายป่า
"เร็วเข้า มาทางนี้! ตรงนี้มีคนเจ็บอีกคน...ดูเหมือนจะเป็นคนของคุณหนูรองนะ!"
เจียงหลิงเยว่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง คนของนางงั้นหรือ?
นางรีบวิ่งเข้าไปดูทันที และในวินาทีต่อมา นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ที่หลังก้อนหินใหญ่นั้น มีร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ สภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด
เห็นได้ชัดว่านี่คือลู่เย่ที่หายตัวไปพักใหญ่!
เเละที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก ยังมีศพของโจรภูเขาที่ไร้ศีรษะนอนอยู่อีกหนึ่งศพ
เจียงหลิงเยว่รีบเข้าไปใกล้ๆ แล้วลองยื่นมือไปอังที่จมูก เมื่อพบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ลู่เย่: “…..”
เมื่อสัมผัสได้ถึงการกระทำอันพิลึกพิลั่นของเจียงหลิงเยว่ ลู่เย่ที่แกล้งสลบอยู่ก็เกือบจะหลุดบทบาทเลยทีเดียว
หลิวเจิ้นเองก็รีบรุดเข้ามาเช่นกัน
ไม่ว่าคุณเขยตระกูลเจียงคนนี้จะได้รับความสำคัญจากตระกูลเจียงหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับหลิวเจิ้นแล้ว เขาต้องให้ความสำคัญอย่างแน่นอน
หลังจากถ่ายทอดพลังปราณอันนุ่มนวลเข้าไปสายหนึ่ง หลิวเจิ้นก็เอ่ยเตือนว่า
"คุณหนูรอง ท่านลองกดจุดเหรินจง*ของคุณเขยดูสิขอรับ"
"ได้เจ้าค่ะ" เจียงหลิงเยว่รีบยื่นมือออกไปทันที ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนจุดกึ่งกลางระหว่างจมูกกับริมฝีปากบนของลู่เย่
ลู่เย่จึงรีบ "ฟื้น" ขึ้นมาอย่างแผ่วเบาในทันที
เขากลัวว่าถ้าเจียงหลิงเยว่เห็นว่าเขายังไม่ฟื้นอีกสักพัก นางอาจจะลงมือโดยไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาก็เป็นได้
"พี่เขย ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?" เจียงหลิงเยว่มองคราบเลือดบนตัวเขาพลางเผยสีหน้าเป็นห่วง
"ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
"ไม่เป็นไร ก่อนหน้านี้ข้าสังหารโจรภูเขาไปคนหนึ่ง แต่ไม่นึกว่าจะมีอีกคนโผล่มา ข้าสู้กับมันอยู่นาน ในที่สุดก็สังหารมันลงได้ แต่ข้าเองก็หมดแรงจนสลบไป" ลู่เย่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างใจเย็น
เจียงหลิงเยว่รู้อยู่แล้วว่าอย่างน้อยเขาก็มีพลังในระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด…และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นางจำได้ว่าศพไร้หัวนั่นคือโจรระดับรวบรวมปราณขั้นที่สี่ซึ่งเป็นคนแรกที่เข้ามาหาเรื่องนาง ซึ่งอาจจะทำให้เจียงหลิงเยว่สงสัยได้ ลู่เย่จึงจัดการ "ระเบิดหัว" ของอีกฝ่ายไปอย่างรอบคอบ
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วขอรับ ถ้างั้นพวกท่านคุยกันไปก่อนนะ ข้าขอตัวไปจัดขบวนก่อน" หลิวเจิ้นพูดจบก็เดินจากไป
"พี่เขย ท่านสลบไปได้ผิดเวลาจริงๆเลยนะเจ้าคะ" เจียงหลิงเยว่กล่าว
"ท่านไม่รู้หรอกว่าหลังจากนั้น จู่ๆก็มียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมาถึงสามคน…จริงสิ พี่สาวเฉินหลิงเซียงท่านนี้ ก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยนะ!"
เฉินหลิงเซียงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เจียงหลิงเยว่ จ้องมองลู่เย่ที่เพิ่ง "ฟื้น" ขึ้นมา ในแววตาของนางฉายแววสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"พลังฝีมืออันน้อยนิดของหลิงเซียง เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้แข็งแกร่งที่สุดท่านนั้นแล้ว ช่างไม่น่ากล่าวถึงเลยสักนิด..."
นางพูดพลางหยุดไปชั่วครู่ ก่อนที่จู่ๆ เฉินหลิงเซียงจะเอ่ยชื่อขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่า
"เฉินเป่ยซวน"
เจียงหลิงเยว่เอ่ยถามอย่างสงสัย
"พี่สาวหลิงเซียง ท่านเรียกชื่อของท่านผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ท่านนั้นทำไมหรือเจ้าคะ?"
เฉินหลิงเซียงเหลือบมองใบหน้าของลู่เย่อย่างไม่จงใจนัก เมื่อพบว่าลู่เย่เองก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน นางจึงส่ายหน้าแล้วยิ้มพลางตอบว่า
"ไม่มีอะไรหรอก พอดีจู่ๆก็นึกถึงท่านผู้อาวุโสขึ้นมาน่ะ"
ภายนอกลู่เย่แสดงสีหน้าสงสัย แต่ในใจกลับเคร่งขรึมลงทันที
เฉินหลิงเซียง...นางช่างเป็นคนที่มีความคิดละเอียดรอบคอบจริงๆ!
(จบตอน)