- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 16 : ท่านพี่เขย ท่านต้องตอบคำถามข้าหนึ่งข้อนะ
บทที่ 16 : ท่านพี่เขย ท่านต้องตอบคำถามข้าหนึ่งข้อนะ
บทที่ 16 : ท่านพี่เขย ท่านต้องตอบคำถามข้าหนึ่งข้อนะ
บทที่ 16 : ท่านพี่เขย ท่านต้องตอบคำถามข้าหนึ่งข้อนะ
วิชาดัชนีผ่าภูผาในขั้นสมบูรณ์แบบนั้นแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว
พลังลมปราณที่ควบแน่นกลายเป็นดั่งกระสุนปืนที่พุ่งออกจากลำกล้อง ในชั่วพริบตาเดียวก็เจาะทะลุหน้าผากของทั้งสองคนจนเป็นรูโหว่
ตุ้บ! ตุ้บ!
ร่างไร้วิญญาณสองร่างล้มลงกับพื้น บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เตรียมจะจัดการกับ "แกะอ้วน" อย่างลู่เย่อยู่เลย
ลู่เย่รีบค้นเอาถุงเงินจากอกเสื้อของทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลากศพไปซ่อนไว้หลังเสาหินในตรอก
จากนั้นเขาก็พลิกโฉมในพริบตา ถอดชุดคลุมสีดำออก กลับสู่สภาพเดิมในชุดของลู่เย่ แล้วเดินออกจากตรอกตันไป
….
ณ หอโอสถหลิงหยุน
จางโหยวกุ้ย ผู้เป็นทั้งเถ้าแก่และผู้ประเมิน ยิ่งรอนานเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ไอ้แกะอ้วนระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามนั่น จะหนีรอดไปจากสายตาของเจ้าพวกไร้ประโยชน์สองคนนั่นได้จริงๆหรือ!
จนกระทั่งตกดึก มีชายขี้เมาคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามาในตรอกตันนั้นเพื่อเตรียมจะ "ปลดทุกข์"
ทันใดนั้นเอง ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ชายขี้เมารู้สึกเหมือน...มีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่!
พอเขาก้มลงมองเท่านั้นแหละ ชายขี้เมาก็ถึงกับตัวเย็นวาบไปครึ่งท่อน…วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง!
คนสองคนที่นอนอยู่บนพื้นกำลังจ้องมองมาที่ท่อนล่างของเขาด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่น่าขนลุกจนชวนให้สันหลังวาบ
"ผีหลอก!!"
ชายขี้เมาร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจ พลังแฝงที่ไม่เคยถูกปลดปล่อยออกมาในชีวิตพลันปะทุขึ้นในทันที ทำให้เขาวิ่งเผ่นออกจากตรอกไปอย่างรวดเร็ว
….
ในอีกด้านหนึ่ง
ลู่เย่ได้กลับมาถึงเรือนเล็กของตนเองด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งแล้ว
ออกไปข้างนอกเที่ยวเดียว กลับได้ถุงเงินติดมือมาสองใบ พอมานับดู รวมๆกันแล้วมีเงินเกือบร้อยตำลึงเลยทีเดียว…ก็ถือว่าร่ำรวยไม่เบา
ในขณะเดียวกัน ข่าวเรื่องการพบศพสองศพในตรอกตันแห่งหนึ่งในเมือง ก็ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว
หลังจากที่ชิงหยูพูดคุยกับเหล่าสาวใช้ที่สนิทสนมกันเสร็จ นางก็รีบถือกล่องข้าวกลับมาที่เรือนเล็ก
"คุณชาย ตอนนี้ข้างนอกอันตรายมากเลยเจ้าค่ะ" ชิงหยูกล่าวด้วยความเป็นห่วง
"เมื่อครู่นี้เอง ได้ยินมาว่ามีคนไปเจอศพสองศพ”
พบช้าจัง?
ลู่เย่แสร้งทำเป็นประหลาดใจ แล้วกล่าวว่า
"นั่นสินะ อันตรายจริงๆชิงหยู ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร เจ้าก็อย่าออกไปข้างนอกบ่อยนักล่ะ"
"เจ้าค่ะคุณชาย ชิงหยูจะไม่ออกไปจากคฤหาสน์โดยไม่จำเป็นเด็ดขาดเจ้าค่ะ"
หลังจากที่ลู่เย่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิงหยูก็เก็บถ้วยชามไปจัดการ
จากนั้นไม่นาน ชิงหยูก็หันกลับมา แล้วหยิบรองเท้าผ้าคู่ใหม่ออกมาจากห้องข้างๆ
"คุณชาย... นี่...นี่เป็นรองเท้าที่ข้าเพิ่งทำใหม่ให้ท่านเจ้าค่ะ ท่านลองดูสิคะว่าพอดีเท้าหรือไม่"
ลู่เย่มองชิงหยูที่กำลังทำหน้าคาดหวังอยู่ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมันมา
พอเขาลองสวมดู มันกลับพอดีเท้าอย่างน่าประหลาด
แน่นอนว่าชิงหยูไม่ได้วัดขนาดเท้าของลู่เย่มาก่อน นั่นก็หมายความว่านางใช้เพียงสายตาในการกะขนาดล้วนๆ
"คุณชาย พอดีเท้าไหมเจ้าคะ?" ชิงหยูเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"อืม ใช้ได้เลย สวมสบายมาก ฝีมือดีจริงๆ"
พอได้รับคำชมจากลู่เย่ ในใจของชิงหยูก็พลันดีใจขึ้นมาอย่างเงียบๆแต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอาย
"พอดีก็ดีแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย... ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปซักผ้าก่อนนะเจ้าคะ" ชิงหยูอุ้มกะละมังไม้ด้วยความดีใจ แล้วเดินตรงไปยังห้องซักล้าง
เมื่อเดินมาถึงห้องซักล้าง ใบหน้าของชิงหยูก็ยังคงมีรอยแดงระเรื่อจางๆอยู่
ภายในห้องซักล้างนั้น มีสาวใช้อยู่สองสามคนกำลังซักผ้าและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่แล้ว
เมื่อเห็นชิงหยูที่มีใบหน้าแดงระเรื่อเดินเข้ามา สาวใช้คนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทกันก็เอ่ยแซวขึ้นมา
"นี่มันน้องชิงหยูไม่ใช่รึ เหตุใดวันนี้ใบหน้าถึงได้แดงปลั่งเช่นนี้? หรือว่า..."
สาวใช้หลายคนสบตากัน แล้วก็พากันหัวเราะคิกคัก
พวกนางทุกคนล้วนเป็นสาวใช้ระดับล่าง ยังไม่ได้เป็นสาวใช้ส่วนตัวของใครเป็นการถาวร
แต่เงื่อนไขของการเป็นสาวใช้ส่วนตัวนั้น พวกนางทุกคนต่างก็รู้ดี
อย่าว่าแต่การปรนนิบัติรับใช้ตอนอาบน้ำเลย แม้แต่เรื่องที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสาวใช้ด้วยเหตุผลนี้ จนสุดท้ายก็มีลูกนอกสมรสกัน
สำหรับคุณชายลู่เย่ที่เพิ่งจะมาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเจียงนั้น พวกสาวใช้เหล่านี้ที่เดินไปเดินมาในแต่ละวันก็ได้เคยเห็นหน้าเขาอยู่หลายครั้งจนคุ้นเคยกันดีแล้ว
รูปร่างหน้าตานั้นไม่ต้องพูดถึงเลย แม้ว่าจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในตระกูลเจียง แต่ทั่วทั้งร่างของเขากลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแผ่ออกมา
มีสาวใช้บางคนที่บังเอิญเดินผ่านแล้วได้พบกับคุณชายลู่เย่ ก็อดที่จะใจเต้นเร็วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวไม่ได้
"พวกเจ้า...เด็กบ้ากามพวกนี้ พูดอะไรกันอยู่ได้!" ใบหน้าของชิงหยูแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าพวกนางจะเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่เคยผ่านเรื่องอย่างว่ามาก่อน …แต่ในโลกใบนี้ ก็มักจะมีคนมาคอยให้ความรู้เรื่องต่างๆแก่พวกนางตั้งแต่เนิ่นๆอยู่แล้ว
ดังนั้น เวลาอยู่กันลับหลัง การพูดจาหยอกล้อสองแง่สองง่ามจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
"โย่ ดูสิ หน้าแดงแล้ว! ถ้าข้าเป็นคุณชายลู่เย่นะ ได้เห็นเด็กสาวที่กำลังแตกเนื้อสาวแบบนี้ทุกวัน ข้าจับกินไปนานแล้ว"
เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำของชิงหยู สาวใช้คนหนึ่งที่มีกระบนใบหน้าสองสามจุดก็เอ่ยขึ้นพลางหัวเราะคิกคัก
รูปร่างหน้าตาของชิงหยุนนั้น แน่นอนว่าย่อมเทียบไม่ได้กับคุณหนูทั้งสองแห่งตระกูลเจียงที่งดงามราวกับนางฟ้า
แต่ทว่า ในบรรดาสาวใช้ทั้งหมด นางกลับเป็นหนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุด มีกลิ่นอายของความเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวานน่าทะนุถนอม
"พวกเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลนะ คุณชายลู่เย่เขา...เขาไม่ใช่คนแบบนั้น" ชิงหยูกล่าวด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
"ครั้งแรกที่ข้าจะเข้าไปปรนนิบัติท่านอาบน้ำ คุณชายยังไม่ยอมเลย..."
….
ณ เรือนเล็ก
ลู่เย่ย่อมไม่รู้เลยว่า ในห้องซักล้างที่เสียงดังจอแจนั้น ตัวเขาได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักไปเสียแล้ว
ในขณะนี้ เขากำลังมองไปยังเงาร่างอรชรที่ปรากฏขึ้นนอกเรือนด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง
"คิกๆแปลกใจล่ะสิ?"
เงาร่างอรชรนอกเรือนเดินเข้ามาในเรือนเล็กอย่างคุ้นเคย สายตากวาดมองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
"ดูท่าทางแล้ว ท่านอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีนี่นา แต่พอพี่สาวพูดถึงท่านทีไรนะ แทบจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย"
ผู้มาเยือนก็คือเจียงหลิงเยว่ที่ไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่งแล้วนั่นเอง
"ข้าไม่ได้สนิทกับนางขนาด​นั้น" ลู่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พอได้ยินดังนั้น เจียงหลิงเยว่ก็แทบจะสำลัก
แต่งงานกันแล้วนะ ท่านยังจะมาบอกว่าไม่สนิทกันอีกเรอะ?!
นี่ถ้าจะเข้าหอด้วยกัน คงต้องขออนุญาตก่อนสินะว่า 'ข้าจะเข้าไปแล้วนะ'...
บัดนี้เอง เจียงหลิงเยว่ก็เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใด พอพี่สาวของนางพูดถึงลู่เย่ทีไร ก็ถึงได้เปลี่ยนจากนางฟ้าผู้เย็นชากลายเป็นนางยักษ์ขี้หงุดหงิดไปได้
ทั้งๆที่ชายคนนี้ทำหน้าเรียบเฉยแท้ๆแต่คำพูดที่ออกมาแต่ละคำกลับเชือดเฉือนใจเสียจริง
แบบนี้ให้ใครมาเจอก็คงจะรับไม่ไหวเหมือนกัน...
อย่างไรก็ตาม เจียงหลิงเยว่ก็รู้ดีว่า อันที่จริงแล้วลู่เย่ก็ไม่ได้เป็นคนที่คบหาได้ยากอะไรขนาดนั้น
ชายคนนี้เป็นพวกที่ "ยอมอ่อนไม่ยอมแข็ง"....หากท่านพูดกับเขาดีๆทุกอย่างก็พูดคุยตกลงกันได้
แต่ถ้าหากท่านคิดจะมาไม้แข็งกับเขา...เขาก็คงจะแข็งกว่าท่านเป็นแน่
เจียงหลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็คิดคำที่น่าจะเหมาะสมที่สุดออกมาได้
...ศักดิ์ศรี!
ถึงแม้ว่าฐานะของเขาจะต่ำต้อย แต่เขากลับไม่ยอมให้เรื่องราวต่างๆในโลกหล้านี้ มาบั่นทอนหรือกดให้กระดูกสันหลังของเขางองุ้มลงได้
ส่วนนิสัยของพี่สาวอย่างเจียงชิงเกอนั้น เจียงหลิงเยว่ย่อมรู้จักดี นางไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ
เมื่อคนสองคนแบบนี้มาปะทะกัน...
ผลลัพธ์ย่อมต้องออกมาอย่างน่าเศร้าแน่นอน
นางส่ายศีรษะเบาๆแล้วก็ไม่คิดจะพูดเรื่องนี้ต่อให้มากความ
นางหยิบกล่องอาหารเล็กๆออกมาจากด้านหลังราวกับกำลังอวดของวิเศษ แล้วส่งยิ้มหวานราวดอกไม้บาน
"ท่านพี่เขย นี่คือขนมร้อยบุปผาที่ข้าอุตส่าห์นำกลับมาจากข้างนอกเพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะ ท่านลองชิมดูสิเจ้าคะ"
ลู่เย่มองเจียงหลิงเยว่ที่ทำท่าทางเหมือนกำลังอวดของวิเศษด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"ลองชิมดูสิเจ้าคะ นี่ข้าอุตส่าห์เอามาฝากท่านโดยเฉพาะเลยนะ ขนาดพี่สาวข้ายังไม่ให้เลย" เจียงหลิงเยว่ก้าวเข้ามาใกล้สองก้าว แล้วยื่นกล่องขนมให้กับลู่เย่
ลู่เย่จำใจต้องยื่นมือออกไปรับ เขาไม่ได้สนใจของกินเล่นจำพวกขนมหวานพวกนี้สักเท่าไหร่…แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นน้ำใจของคนอื่น
ในขณะนั้นเอง เจียงหลิงเยว่ก็พลันก้าวเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ชิดเข้ากับร่างของลู่เย่ แล้วกระซิบข้างหูเขาด้วยลมหายใจหอมกรุ่นราวดอกกล้วยไม้
"ท่านพี่เขย... กินนี่แล้ว ท่านต้องตอบคำถามข้าหนึ่งข้อนะ..."
(จบตอน)