- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 12 : ถ้าหาก...ข้าให้โอกาสท่านสักครั้งล่ะ!
บทที่ 12 : ถ้าหาก...ข้าให้โอกาสท่านสักครั้งล่ะ!
บทที่ 12 : ถ้าหาก...ข้าให้โอกาสท่านสักครั้งล่ะ!
บทที่ 12 : ถ้าหาก...ข้าให้โอกาสท่านสักครั้งล่ะ!
ณ หอสุราแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล
บนชั้นสอง เจียงหยุนและเจียงหยวนกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง
จากตำแหน่งนี้ สามารถมองเห็นลู่เย่กับเจียงชิงเกอได้อย่างพอดิบพอดี
ทันใดนั้น เจียงหยวนก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวลและเสียงอันแผ่วเบา
"พี่หยุน... แผนการของพวกเรานี่...มันจะเสี่ยงเกินไปหน่อยหรือเปล่าขอรับ?"
"หากมีใครรู้เข้าว่าพวกเรากล้าลงมือกับเจียงชิงเกอ...รับรองได้เลยว่าตายแบบไม่มีที่ฝังศพแน่นอน"
"มีข้าอยู่ด้วย เจ้าจะกลัวอะไร? คืนนี้เป็นโอกาสทองที่นางออกมาข้างนอกตามลำพัง ไม่มีองครักษ์ แถมยังพาสามีจอมปลอมที่เป็นแค่เศษสวะระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามมาด้วยอีกคน"
"โอกาสฟ้าประทานเช่นนี้ หากไม่รีบคว้าไว้ ในอนาคตจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังแน่!" เจียงหยุนแค่นเสียงเย็นชา
"อีกอย่าง คนที่ข้าจ้างก็คือนักฆ่าจากหอน้ำพุเหลือง ซึ่งเป็นองค์กรนักฆ่าที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตซวนโจวแห่งนี้ ไม่มีภารกิจไหนที่พวกเขาทำไม่สำเร็จหรอก"
"ดูนั่นสิ ลงมือแล้ว!"
ในขณะนั้นเอง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงหยุน
ด้วยรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดาของเจียงชิงเกอ ทำให้คนรุ่นเยาว์ในตระกูลเจียงสายรองจำนวนมากต่างก็แอบหลงรักนางอยู่เงียบๆ
แต่ในวันนั้น การที่เจียงชิงเกอลงมือตบหน้าเจียงหยุนเพื่อปกป้องคนนอกอย่างลู่เย่ ก็ได้ปลุกจิตใจที่บิดเบี้ยวของเขาให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
แววตาของเจียงหยุนฉายแววเสียดายออกมาวูบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
ส่วนเจียงหยวนนั้นได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น
คืนนี้...เจียงชิงเกอต้องตายสถานเดียว
ทันทีที่ได้ข่าวว่าเจียงชิงเกอพาลู่เย่ออกจากคฤหาสน์ เจียงหยุนก็รีบติดต่อสาขาของหอน้ำพุเหลืองในเมืองเมฆาใบไม้ทันที
และเพื่อความไม่ประมาท เมื่อพิจารณาจากระดับพลังของลู่เย่ที่อยู่แค่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สาม พวกเขาจึงส่งนักฆ่าป้ายเหล็กที่มีพลังถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่ห้ามาปฏิบัติการ
ภายใต้การลอบสังหารแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ เจียงหยวนนึกไม่ออกเลยจริงๆว่าคนทั้งสองจะรอดชีวิตไปได้อย่างไร
….
บนท้องถนน
แววตาของลู่เย่พลันแข็งกร้าวขึ้น
เขามองพ่อค้าหาบเร่ที่จู่ๆก็ชักมีดสั้นออกมาแล้วแทงเข้ามาอย่างโหดเหี้ยม
ครืนนน!!!
พลังลมปราณในร่างพลันปะทุออกมา ก่อนจะใช้วิชาดัชนีผ่าภูผาจี้สวนออกไป!
ฉึก!
รูเลือดรูหนึ่งทะลวงผ่านข้อมือของนักฆ่าในคราบพ่อค้า เเละทำให้มีดสั้นในมือของมันหลุดร่วงลงพื้นทันที
นักฆ่าแสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมา ไม่คาดคิดเลยว่าเป้าหมายจะรับมือยากถึงเพียงนี้!
ข้อมูลที่ได้มาผิดพลาดโดยสิ้นเชิง
แต่ด้วยสัญชาตญาณพื้นฐานของนักฆ่า มันจึงหยิบกล่องเข็มเงินอาบยาพิษออกมาอีกอันหนึ่ง แล้วกดปล่อยเข็มออกไปอย่างรวดเร็ว!
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ในชั่วพริบตา เข็มเงินหลายเล่มก็พุ่งตรงเข้าหาลู่เย่
ทว่าสีหน้าของลู่เย่กลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดแล้ว การควบคุมพลังลมปราณของตนเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนในระดับรวบรวมปราณจะจินตนาการได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างขอบเขตปราณก่อกำเนิดกับระดับรวบรวมปราณก็คือ ขอบเขตปราณก่อกำเนิดสามารถ "ควบแน่นปราณเป็นม่านป้องกัน" ได้!
อย่างไรก็ตาม การลอบสังหารระดับนี้ ยังไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าตนเองบรรลุถึงขั้นควบแน่นปราณเป็นม่านป้องกันแล้ว
ลู่เย่เพียงแค่โบกมือคราหนึ่ง ก็เกิดเป็นม่านพลังลมปราณที่อ่อนแอกว่าเล็กน้อยขึ้นมา
ในพริบตาเดียว ม่านพลังนั้นก็สกัดกั้นเข็มเงินที่พุ่งเข้ามาทั้งหมดเอาไว้ได้ ก่อนจะสะท้อนกลับไปโดยตรง
"ม่านพลังลมปราณ…นี่เจ้าอยู่ระดับรวบรวมปราณขั้นปลายงั้นรึ?!"
นักฆ่าคนนั้นเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
ในใจได้แต่สาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของผู้ที่มอบภารกิจนี้ให้เขานับร้อยนับพันครั้ง
นี่มันระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามที่ไหนกัน?!
ระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดถึงขั้นที่เก้า ถือเป็นระดับรวบรวมปราณขั้นปลาย ซึ่งเริ่มที่จะควบคุมการสร้างม่านพลังลมปราณได้แล้ว!
และเมื่อไหร่ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ก็จะสามารถพัฒนามันให้กลายเป็นวิชาควบแน่นปราณเป็นม่านป้องกันที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นไปอีก
ฉึก ฉึก!
เข็มเงินอาบยาพิษทั้งหมดพุ่งเข้าใส่ร่างของนักฆ่าอย่างจัง โดยไม่มีพลาดแม้แต่เล่มเดียว
ในวินาทีนั้นเอง ในใจของนักฆ่าก็พลันเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...
"ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้...ข้าคงไม่เอายาพิษที่ร้ายแรงขนาดนี้มาอาบเข็มหรอก"
ความคิดนี้แวบผ่านเข้ามาในหัวของนักฆ่าเป็นอย่างสุดท้าย ก่อนที่เขาจะสิ้นใจตายในทันที
จากนั้น ลู่เย่ก็รีบดึงถุงเงินของนักฆ่าในคราบพ่อค้าออกมาอย่างแนบเนียนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง (คนมันจนนี่นา)
"ข้างนอกนี่อันตราย ข้าจะรีบพากลับไปส่งที่คฤหาสน์ก่อน"
ในขณะนี้ เจียงชิงเกอได้แต่ยืนตะลึงงันไปอย่างสมบูรณ์
วินาทีที่เห็นนักฆ่าชักมีดสั้นออกมา ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที
เจียงชิงเกอถึงกับเตรียมใจที่จะได้รับบาดเจ็บ หรือกระทั่งเตรียมใจตายเอาไว้แล้ว
แต่เหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากนั้นกลับเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
นักฆ่าที่มาลอบสังหาร กลับต้องมาตายเพราะเข็มเงินอาบยาพิษของตัวเอง
เเละพอได้ยินคำพูดของลู่เย่ เจียงชิงเกอก็รีบพยักหน้ารับทันที
"ได้สิ กลับกันเถอะ"
…
บนหอสุรา
เจียงหยุนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความอำมหิตยังไม่ทันได้จางหายไปเลยด้วยซ้ำ
ม่านพลังลมปราณที่ลู่เย่ควบแน่นขึ้นมาในชั่วพริบตานั้น ทำให้รูม่านตาของเจียงหยุนหดเล็กลงอย่างรุนแรง
"ลมปราณคุ้มกาย...นี่มันระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดงั้นรึ?!"
ไอ้คนที่ถูกนิกายเมฆาสีชาดส่งมาแต่งงานเข้าบ้านคนอื่น แถมยังได้ยินมาว่าเป็นแค่ศิษย์รับใช้ที่ปลอมตัวเป็นศิษย์ฝ่ายใน...มันกลับซ่อนพลังที่แท้จริงไว้ได้ลึกขนาดนี้เลยรึ!
ด้วยพลังระดับนี้ เห็นได้ชัดว่านี่คือมาตรฐานของศิษย์ฝ่ายในโดยแท้
พวกเขาทุกคนถูกหลอกกันถ้วนหน้า!
"ครั้งนี้ถือว่าพวกแกโชคดีไป แต่ในเมื่อเปิดไพ่ตายออกมาหมดแล้ว คราวหน้าคงจะไม่มีโชคดีแบบนี้อีกแล้วล่ะ" เสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของเจียงหยุนดังสะท้อนก้องอยู่ในใจ
….
อีกด้านหนึ่ง
ทั้งสองคนเดินกลับมาจนถึงหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเจียง โดยไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นอีกเลย
เมื่อส่งเจียงชิงเกอถึงทางเข้าคฤหาสน์ในแล้ว ลู่เย่ก็หันหลังกลับเพื่อตรงไปยังเรือนเล็กของตนเองทันที
แต่ก่อนเขาจะกลับ เจียงชิงเกอเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา
"ท่าน...ท่านอยู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดงั้นหรือ?"
ถึงแม้ว่านางจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ แต่เรื่องความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นปลายนั้น…เจียงชิงเกอก็เคยได้ยินผู้คนพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง
ลมปราณที่หนาแน่นสามารถคุ้มกายได้ คมดาบทั่วไปยากที่จะทำอันตราย!
ตอนที่ได้ยินนักฆ่าคนนั้นตะโกนบอกระดับพลังของลู่เย่ออกมา ความประหลาดใจของเจียงชิงเกอก็ไม่ต่างอะไรไปจากคืนนั้นที่ได้ยินว่า... เขาเป็นแค่ศิษย์รับใช้ปลอมตัวมาเลย
ไหนว่ากันว่าศิษย์รับใช้ล้วนแต่มีพรสวรรค์ย่ำแย่กันทั้งนั้นไม่ใช่รึ?
ด้วยอายุเท่านี้ แต่สามารถบรรลุถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดได้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคำว่า "พรสวรรค์ย่ำแย่" ได้เลย
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ลู่เย่ก็หันกลับมามองเจียงชิงเกอด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังเรือนเล็กในเขตคฤหาสน์นอกโซนสามโดยไม่พูดอะไรต่อ
สายตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าแบบนั้น ทำให้เจียงชิงเกอที่กำลังรู้สึกสับสนในใจ พลันโกรธขึ้นมาทันที (งอนอีกและ)
เขาหมายความว่าอย่างไร?
นางอุตส่าห์เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนแท้ๆแต่เขากลับไม่อยากจะพูดด้วยแม้แต่คำเดียวงั้นรึ?
"ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน?" เจียงชิงเกอขบฟันพูด
"อย่างไรเสีย ข้าก็คือ... ภรรยาที่แต่งงานกับท่านผ่านพิธีคำนับสามครั้งนะ ท่านถึงกับไม่อยากจะพูดกับข้าสักคำเลยหรือ?"
"ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านอยู่กับน้องเล็ก ท่านกลับพูดคุยไม่หยุดปากเลยนี่"
มีคนตั้งมากมายที่อยากจะพูดคุยกับนาง แต่นางกลับไม่เคยชายตาแลเลยแม้แต่น้อย
แต่มาบัดนี้...นางกลับถูกคนผู้นี้ปฏิบัติต่อเช่นนี้ มันช่างกลับตาลปัตรกันเสียจริง
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดพออยู่กับน้องเล็กถึงได้หัวเราะอย่างเปิดอก แต่พออยู่กับนาง กลับทำหน้าไร้อารมณ์เเบบนั้น?
ลู่เย่หยุดฝีเท้าลง แล้วส่ายหน้าเบาๆอย่างเรียบเฉย
"คุณหนูชิงเกอ เส้นทางนี้เป็นท่านที่เลือกเอง ตอนนี้ท่านกับข้า ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนที่ต่างฝ่ายต่างก็แสวงหาสิ่งที่ตนต้องการ…เป็นแค่แสดงละครตบตากันไปวันๆเท่านั้นแหละ"
เมื่อมองไปยังสายตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกของลู่เย่ ซึ่งดูราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง…สีหน้าของเจียงชิงเกอก็พลันซับซ้อนขึ้นมา
เป็นอย่างที่คิดจริงๆสินะ...ในใจของเขา นางเทียบไม่ได้กับน้องเล็กแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งถังหูลู่ราคาไม่กี่อีแปะไม้หนึ่ง เขาก็ยังไม่ยอมเสียเงินซื้อให้นางเลย
แต่นางคือภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ผ่านพิธีคำนับฟ้าดินด้วยกันมาแล้วนะ!
เจียงชิงเกอขบฟันแน่นขณะมองไปยังชายหนุ่มในชุดผ้าป่านที่ดูราวกับมีม่านหมอกลึกลับปกคลุมอยู่
นางสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างกะทันหัน เป็นรอยยิ้มที่งดงามจนน่าตกตะลึง
"บางที... ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นข้าที่ทำไม่ถูกเอง”
“ลู่เย่...ถ้าหาก...ข้าให้โอกาสท่านสักครั้งล่ะ?”
โอกาส?
จะให้โอกาสข้าได้เป็นไอ้เบ๊คอยวิ่งตามงั้นรึ?
พอได้ฟัง ลู่เย่ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา
ของที่มาช้าไปน่ะ หมามันยังไม่เอาเลย!
คิดว่าตัวเองแค่หน้าตาดีหน่อย มีตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาใบไม้ค้ำคออยู่ แล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้ทุกอย่างเลยงั้นรึ?
"ถ้ายังไม่ได้กินยา ก็กลับไปกินยาซะ ข้าเหนื่อยแล้ว…ขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน"
ลู่เย่เหลือบมองเจียงชิงเกอที่รอยยิ้มแข็งค้างอยู่บนใบหน้าด้วยสายตาเย็นชา
ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
(จบตอน)