- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 11 : ผลสามเทพ
บทที่ 11 : ผลสามเทพ
บทที่ 11 : ผลสามเทพ
บทที่ 11 : ผลสามเทพ
[ขอแสดงความยินดีกับผู้ถือครอง! ได้รับผลสามเทพ*1!....บัดนี้ไอเทมได้ถูกเก็บไว้ในคลังของหอหมื่นวิถีแล้ว ผู้ถือครองสามารถเบิกใช้ได้ทุกเมื่อ]​
"ผลสามเทพงั้นเหรอ?"
พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนนี้ ลู่เย่ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเคยอ่านเจอเรื่องราวเกี่ยวกับผลสามเทพในตำราโบราณเล่มหนึ่งมาก่อน
ร้อยปีจึงจะผลิดอก อีกร้อยปีจึงจะออกผล
ต้องใช้เวลายาวนานถึงสองร้อยปีเต็ม ถึงจะกลั่นตัวออกมาเป็นผลสามเทพที่สุกงอมเต็มที่ได้หนึ่งผล
ส่วนสรรพคุณของมันนั้น ยิ่งน่าสะพรึงกลัวเข้าไปใหญ่
หากได้กินมันในตอนที่กำลังจะทะลวงระดับพลัง ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จได้อย่างมหาศาล
และ... ยังมีโอกาสที่จะได้รับ "ความเข้าใจ" บางอย่างในระหว่างการทะลวงด่านอีกด้วย!
"มีข่าวลือกันว่า จ้าวนิกายเมฆาสีชาดคนปัจจุบัน หรือก็คือเซียนเมฆาสีชาดนั้น…การที่นางสามารถนำพานิกายให้รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ก็เป็นเพราะเมื่อครั้งอดีตนางมีวาสนา ได้ลิ้มลองผลสามเทพเข้าไปหนึ่งผล จนทำให้พลังของนางก้าวถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ได้"
ลู่เย่มองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
จากนั้นเขาก็หลับตาทั้งสองข้างลง โคจรคัมภีร์ดาราโบราณเพื่อเตรียมทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดในทันที
….
ณ ห้องข้างๆ ชิงหยูที่กำลังหลับใหลอย่างสะลึมสะลือ ไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วครู่ต่อมา พลังดูดกลืนอันมหาศาลของคัมภีร์ดาราโบราณก็ดูดซับปราณฟ้าดินในบริเวณใกล้เคียงจนเหือดแห้งไปในพริบตา
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังที่ตามมาเริ่มจะแผ่วลงเรื่อยๆ ลู่เย่จึงพลิกฝ่ามือ…ผลสามเทพที่เพิ่งได้รับมาเมื่อครู่ ซึ่งส่องประกายแสงสามสีระยิบระยับ ก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา
เขากลืนมันเข้าไปในคำเดียว ทันทีที่เข้าปากมันก็ละลายหายกลายเป็นธารพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งเข้าสู่ร่างของลู่เย่ในทันที
จากนั้น กำแพงขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผา ก็ถูกพลังอันมหาศาลนี้ทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ขอบเขตปราณก่อกำเนิด!
ทว่าหลังจากทะลวงด่านสำเร็จ ลู่เย่ยังไม่ทันจะได้ดีใจ ก็พลันมีความเข้าใจแจ้งบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา
ลู่เย่จมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความเข้าใจแจ้งนั้น ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงค่อยๆลืมตาขึ้น
ปราณพลังที่เพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่ง กลับพุ่งทะยานสูงขึ้นอีกครั้ง จนไปถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สอง!
ในแววตาของเขาฉายแววแห่งความล้ำลึกออกมาวูบหนึ่ง
"สมแล้วที่เป็นผลไม้วิเศษแห่งสวรรค์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสองร้อยปีจึงจะสุกงอม"
จากการเข้าสู่สภาวะแห่งความเข้าใจในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ระดับพลังของลู่เย่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งขั้น แต่คัมภีร์ดาราโบราณของเขาก็ยังก้าวเข้าสู่ขั้นที่สองอีกด้วย
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ลู่เย่ได้บรรลุเคล็ดวิชาโจมตีอันลึกล้ำอย่างหนึ่ง
ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์!
นี่คือเคล็ดวิชาสังหารที่แท้จริง ซึ่งมีเพียงผู้ที่อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์เท่านั้นจึงจะครอบครองได้
แต่ตอนนี้ เขาที่เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สอง กลับสามารถบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้แล้ว!
ปราณดาบพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจากพลังลมปราณในขอบเขตปราณก่อกำเนิดโดยสิ้นเชิง…ณ เวลานี้มันได้ปรากฏขึ้นในตันเถียนของเขาเเล้ว
"ดีมาก แบบนี้ก็มีไพ่ตายเพิ่มขึ้นมาอีกใบแล้ว"
ลู่เย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
….
ในอีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักเเห่งหนึ่ง
เจียงชิงเกอพลิกตัวไปมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า ทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ พร้อมแววตาที่ฉายความรู้สึกซับซ้อนออกมาวูบหนึ่ง
ชั่วอึดใจต่อมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าสาวใช้และองครักษ์ที่เดินผ่านไปมา
เจียงชิงเกอกลับเดินมาถึงเขตคฤหาสน์นอกโซนคนใช้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนเล็กๆอันเงียบสงบหลังหนึ่ง
แสงจันทร์สาดส่องลงมา ขับเน้นให้ร่างในชุดสีขาวของเจียงชิงเกอดูราวกับเทพธิดาที่จุติลงมายังโลกมนุษย์
นางเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูเรือน สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตู
ภายในห้อง ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจกับเสียงเคาะประตูอยู่บ้าง
แต่เมื่อเขาใช้สัมผัสแห่งขอบเขตปราณก่อกำเนิดตรวจสอบดู สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดทันที
"จะเป็นนางไปได้อย่างไร?"
ครู่ต่อมา หลังจากเปิดประตูเรือนออก ลู่เย่ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า "มีธุระอะไรงั้นหรือ?"
"ได้ยินมาว่าวันนี้ ท่านไปในเมืองกับหลิงเยว่มา" น้ำเสียงของเจียงชิงเกอก็เรียบเฉยไม่ต่างกัน
ชิงหยูที่ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงรีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินตามออกมา พอเห็นภาพตรงหน้าก็ทำหน้างุนงงทันที
คนสองคนนี้...คือคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันจริงๆหรือ?
….
ลู่เย่พยักหน้ารับ
เจียงชิงเกอแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ"
"???"
ข้อเสนอนี้ทำเอาลู่เย่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ
‘นี่นางกินยาผิดขวดมารึเปล่า?’
แต่ไหนๆก็เพิ่งจะทะลวงด่านสำเร็จ อารมณ์กำลังดีอยู่พอดี ลู่เย่จึงอยากจะรู้เหมือนกันว่าเจียงชิงเกอคิดจะทำอะไรกันแน่
เขาจึงพยักหน้ารับแล้วตอบไปว่า
"ได้สิ"
จากนั้นก็หันไปพูดกับชิงหยู
"เจ้ากลับไปนอนก่อนเถอะ"
เจียงชิงเกอเหลือบมองลู่เย่ด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำออกไปนอกคฤหาสน์ตระกูลเจียงเป็นคนแรก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมานี้
นางกลับรู้สึกว่า...คนคนนี้ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ย้อนกลับไปตอนที่เขามาถึงคฤหาสน์ตระกูลเจียงครั้งแรกในวันแต่งงาน แม้ว่าเขาจะดูสงบนิ่งไม่ยำเกรงหรืออ่อนข้อให้ใครก็ตาม
แต่ทว่า บนตัวเขากลับไม่มีความมั่นใจที่ดูสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนเหมือนกับในตอนนี้เลยสักนิด
เจียงชิงเกอไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าในเมื่อคนทั้งคฤหาสน์ตระกูลเจียงต่างก็ไม่ชอบหน้าเขา... ยกเว้นก็แต่เจียงหลิงเยว่คนเดียว
แถมนิกายเมฆาสีชาดเองก็ยังทอดทิ้งเขาประหนึ่งเบี้ยไร้ค่า ส่งตัวมาแต่งงานเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่สนใจไยดีความเป็นความตาย
แล้ว...เขาไปเอาความกล้าและความเชื่อมั่นมาจากไหน ถึงได้หล่อหลอมความสงบนิ่งและมั่นใจเช่นนี้ขึ้นมาได้?
ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว พอเจียงชิงเกอได้สติกลับมาอีกที ทั้งสองคนก็เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเจียงแล้ว
ในโลกแห่งนี้ ตอนกลางคืนไม่ได้มีการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ บนท้องถนนจึงยังคงมีผู้คนเดินสัญจรไปมาอยู่ไม่น้อย แถมยังมีแผงลอยเล็กๆจำนวนมากที่ยังคงส่งเสียงร้องขายของกันอยู่
เจียงชิงเกอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปที่ไหน นางจึงเลือกเส้นทางหนึ่งตามอำเภอใจ แล้วค่อยๆ เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ตลอดเส้นทาง ผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมาต่างก็จ้องมองเจียงชิงเกอในชุดสีขาวผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดด้วยความตกตะลึง
ทว่าตัวเจียงชิงเกอเองกลับได้แต่หัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ หน้าตางดงามแล้วจะทำไมได้เล่า…ในเมื่อไม่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียร สุดท้ายก็ไม่พ้นกลายเป็นแค่เครื่องมือในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลอยู่ดี
หากเป็นไปได้ เจียงชิงเกอยอมที่จะแลกรูปลักษณ์หน้าตาของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งพรสวรรค์ในเส้นทางยุทธ์เสียยังจะดีกว่า
แต่แล้วนางก็รู้สึกว่าข้างหลังมีอะไรบางอย่างไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เจียงชิงเกอจึงหันกลับไปมอง…เเล้วก็เห็นลู่เย่ที่เดินตามมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยก็จริง แต่กลับทิ้งระยะห่างจากนางอยู่หลายเมตร
ท่าทางแบบนั้น...ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันอย่างไรอย่างนั้น
คิ้วของเจียงชิงเกอขมวดเข้าหากัน ในใจพลันเกิดโทสะขึ้นมาวูบหนึ่ง
ข้าอุตส่าห์เป็นคนเรียกเจ้าออกมาเองนะ แล้วนี่ยังจะมากลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเรารู้จักกันอีกงั้นเหรอ?
อะไรกันนักหนา?
ข้า เจียงชิงเกอ…ทำให้เจ้าขายหน้าขนาดนั้นเชียวหรือ?
เจียงชิงเกอจึงเดินตรงเข้าไปหาลู่เย่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ทำไม กลัวว่าข้าจะจับเจ้ากินหรือไง?"
สิ้นเสียงนั้น เจียงชิงเกอก็กัดฟันเล็กน้อย แล้วคว้าแขนของลู่เย่มากอดไว้ พร้อมกับแสดงท่าทีสนิทสนมออกมา
"ท่านพี่...ข้าอยากกินอันนั้น..."
ลู่เย่: "???"
ผู้หญิงคนนี้ คืนนี้กินยาผิดขวดมาจริงๆสินะ?
ที่เขาทิ้งระยะห่าง ก็เพราะไม่อยากจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวจริงๆนั่นแหละ
เจียงชิงเกอเป็นคนอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย เลยเลือกที่จะอยู่ห่างๆเสียดีกว่า
แต่ใครจะไปคิดว่าเจียงชิงเกอจะเล่นไม้นี้ขึ้นมา…ในชั่วพริบตาเดียว สายตาทุกคู่บนถนนทั้งสายแทบจะจับจ้องมาที่นี่เป็นจุดเดียว
สายตาของผู้คนจำนวนมากที่มองมายังลู่เย่นั้น เต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
เเต่สีหน้าของลู่เย่ยังคงเรียบเฉย นับตั้งแต่คืนเข้าหอในวันนั้น เขาก็ไม่มีความรู้สึกดีๆให้กับเจียงชิงเกออีกต่อไปแล้ว
ลู่เย่มองตามทิศทางที่นิ้วของเจียงชิงเกอชี้ไป ก็เห็นว่าเป็นพ่อค้าหาบเร่ขายถังหูลู่ที่เพิ่งจะเดินมาตั้งแผงอยู่ตรงสุดถนน
"ถ้าอย่างนั้นก็ไปซื้อสักไม้สิ" ลู่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นชาในน้ำเสียงของลู่เย่ เจียงชิงเกอก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
นางได้ยินคนพูดกันว่า ตอนที่เขาออกไปข้างนอกกับน้องสาวของนาง บรรยากาศมันไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ช่างเถอะ...ถือว่าไว้หน้าเขาอีกสักครั้งแล้วกัน
เมื่อเดินมาถึงหน้าแผงลอย เจียงชิงเกอก็ขอถังหูลู่มาหนึ่งแต่ แล้วหันกลับไปพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก
"ท่านพี่ จ่ายเงินด้วยสิเจ้าคะ"
"?"
บนหน้าผากของลู่เย่ พลันมีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นมาทันที
เราสองคนเป็นอะไรกัน?
แค่ข้าออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้าก็นับว่ามีน้ำใจที่สุดแล้วนะ นี่ยังจะให้ข้าจ่ายเงินค่าของกินให้อีกรึ?…ช่างกล้าเสียจริง
"ข้าไม่มีเงินติดตัวมา เจ้าจ่ายเองเถอะ" ลู่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
แต่เจียงชิงเกอจำได้ว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน คนผู้นี้เพิ่งจะขอเงินจากเจียงหลิงเยว่ไปสิบตำลึงไม่ใช่รึ
เมื่อเห็นว่าอุตส่าห์ยอมลงให้แล้วเขาก็ยังไม่ยอมรับน้ำใจ ในใจของเจียงชิงเกอก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาวูบหนึ่ง นางจึงเลิกใช้น้ำเสียงอ่อนโยนในทันที
"ได้ ข้าจ่ายเองก็ได้..."
พอคลำไปบนตัว ใบหน้าของเจียงชิงเกอก็พลันแข็งทื่อไป
นางรีบแต่งตัวออกมาจากห้อง โดยที่ไม่ได้พกถุงเงินติดตัวมาด้วยเลย...
ตรงกันข้าม พ่อค้าหาบเร่ขายถังหูลู่ก็ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ท่านทั้งสองแต่งตัวดูดีมีราศีขนาดนี้ คงจะไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญาซื้อถังหูลู่แค่ไม้เดียวกันหรอกนะ?"
เจียงชิงเกอแสดงสีหน้าขอโทษออกมา นางกำลังจะยื่นถังหูลู่ที่ยังไม่ได้แตะต้องเลยสักนิดคืนกลับไป
ทันใดนั้นเอง! พ่อค้าหาบเร่ก็ฉวยโอกาสที่เจียงชิงเกอยื่นถังหูลู่กลับมาให้…ชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา แล้วแทงเข้าไปที่เจียงชิงเกออย่างโหดเหี้ยม!
(จบตอน)