เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 : ทะลวงสามขั้นรวด ยันต์ดาบเหนือสวรรค์!

บทที่ 9 : ทะลวงสามขั้นรวด ยันต์ดาบเหนือสวรรค์!

บทที่ 9 : ทะลวงสามขั้นรวด ยันต์ดาบเหนือสวรรค์!


บทที่ 9 : ทะลวงสามขั้นรวด ยันต์ดาบเหนือสวรรค์!

ตั้งแต่ต้นจนจบ เจียงชิงเกอไม่ได้ชายตาแลคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

แต่พอหลังจากกลับมาถึงเรือนของตนเอง นางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาอีกครั้ง

"เเล้วข้าจะไปช่วยออกหน้าเเทนเขาทำไมเนี่ย?"

เขาจะถูกคนอื่นรังแก มันจะไปเกี่ยวอะไรกับนางด้วย

เจียงชิงเกอได้แต่ถอนหายใจอย่างเงียบๆ นางรู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้ช่างสับสนวุ่นวายเสียจริง

….

อีก​ด้าน

เมื่อชิงหยูหิ้วปิ่นโตกลับมาถึงเรือนเล็กในเขตคนใช้ ในหัวของนางก็ยังคงสับสน​อยู่

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ นางได้แอบพูดคุยกับสาวใช้คนอื่นๆ และก็ได้ยินเรื่องซุบซิบมาบ้างไม่น้อย

เรื่องที่ลือกันมากที่สุดก็คือ คุณหนูชิงเกอเกลียดชังท่านเขยลู่เย่เป็นอย่างมาก

แต่ทว่าวันนี้...ทำไมนางถึงได้ออกหน้าช่วยท่านเขยลู่เย่กันล่ะ?

เเละเมื่อลู่เย่รับปิ่นโตมาจากมือของชิงหยู

พอเขาเปิดออกก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อย

"เอ๊ะ วันนี้ทำไมถึงได้หรูหราขนาดนี้?"

"คงไม่ใช่ว่าเจ้าเอาเงินเก็บไปซื้อมาจากโรงเตี๊ยมที่ไหนหรอกนะ?"

"ไม่ใช่เจ้าค่ะ..." ชิงหยูอ้ำๆอึ้งๆ

"อันที่จริง...อันที่จริง แล้วอาหารของท่านเขยก่อนหน้านี้นั่นแหละเจ้าค่ะที่ไม่ถูกต้อง"

นางนึกว่าท่านเขยจะตกใจมาก แต่คาดไม่ถึงเลยว่าลู่เย่จะเพียงแค่ยิ้มบางๆ

"ข้าก็นึกว่าเจ้าจะปิดบังข้าไปตลอดเสียอีก"

"ท่าน... ท่านรู้หรือเจ้าคะ?"

นางนึกว่าตัวเองแสร้งทำได้ดีมากแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าลู่เย่จะรู้เรื่องนี้?!

ลู่เย่ส่ายหน้าอย่างจนใจ

ถึงแม้ว่าสำรับอาหารของเขาจะดูหรูหรากว่าของชิงหยูอยู่บ้าง…แต่ทั้งสองชุดก็ยังคงเป็นข้าวกล้อง ซึ่งนั่นก็บ่งบอกถึงปัญหาได้แล้ว

ในยุคสมัยนี้ แม้แต่ครอบครัวที่ร่ำรวยธรรมดาก็ยังสามารถกินข้าวหอมมะลิได้

ตระกูลเจียงอย่างไรเสียก็เป็นถึงตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ การที่สำรับอาหารปกติของท่านเขยจะเป็นข้าวกล้องนั้น เห็นได้ชัดว่ามันมีปัญหา

เพียงเห็นแก่ความตั้งใจดีของชิงหยู ลู่เย่จึงไม่ได้เปิดโปงนาง

ครู่ต่อมา หลังจากแบ่งอาหารเลิศรสครึ่งหนึ่งให้ชิงหยูแล้ว

เมื่อลู่เย่กินเสร็จ เขาก็รีบกลับเข้าไปในห้องเพื่อเตรียมตัวฝึกฝนทันที

ในสำรับอาหารของวันนี้ มีเนื้อสัตว์อสูรอยู่ด้วย

ถึงแม้จะเป็นเนื้อสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ซึ่งเทียบเท่ากับมนุษย์ในขอบเขตรวบรวมปราณเท่านั้น

แต่สำหรับลู่เย่ผู้ไม่เคยได้ลิ้มรสของดีๆมาก่อน พอกินเข้าไปแล้ว ก็ทำให้ความเร็วในการไหลเวียนของลมปราณทั่วร่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

….

ในอีกด้านหนึ่ง ณ หอชุ่ยเซียง

เจียงหยุนกำลังดื่มสุราไปพลาง ในขณะที่ในหัวของเขาก็ผุดความคิดอันบ้าคลั่งขึ้นมา

นางแพศยาเจียงชิงเกอ กล้าดียังไงมาลงมือกับข้า...

ก็แค่มีพ่อเป็นประมุขตระกูลไม่ใช่หรือไง

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าเขาไม่ปรานีก็แล้วกัน หากมีโอกาส เขาจะต้องจัดการกับพวกสายหลักให้ได้!

บนใบหน้าของเขายังคงรู้สึกแสบร้อนอยู่จางๆ พลันในแววตาของเจียงหยุนก็ฉายแววบ้าคลั่งขึ้นมา

….

หลังจากนั้นสองเดือน ชีวิตก็ผ่านไปอย่างสงบสุข

พลังงานของหอหมื่นวิถีสะสมครบหกครั้ง ลู่เย่จึงทำการสุ่มแบบสุ่ม และได้รับยาเม็ดรวมปราณชั้นเลิศมาสี่ขวด

นอกจากนั้น ยังได้ยันต์ดาบเหนือสวรรค์มาหนึ่งแผ่น และวิชาตัวเบาอีกหนึ่งแขนงที่ชื่อว่า 'วิชาตัวเบาใบไม้ร่วง'

สำหรับยาเม็ดรวมปราณนั้น ลู่เย่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

นี่คือยาเม็ดล้ำค่าที่สามารถเพิ่มระดับพลังในขอบเขตรวบรวมปราณได้…หนึ่งเม็ดชั้นต่ำต้องใช้เงินถึงหนึ่งตำลึง

ขั้นกลางยิ่งแพงกว่า เริ่มต้นที่สองตำลึง แต่สรรพคุณดีกว่า และพิษในยาก็น้อยกว่าขั้นต่ำอยู่มาก

ส่วนขั้นสูง...สามตำลึงต่อหนึ่งเม็ด แถมยังมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้!

"หนึ่งขวดมีหกเม็ด ก็เท่ากับสิบแปดตำลึง"

ยาสี่ขวดก็เท่ากับเจ็ดสิบกว่าตำลึง ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล

เพียงแต่ว่า ลู่เย่ไม่มีทางขายยาเม็ดพวกนี้เด็ดขาด เพราะมันง่ายที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง

การกินเข้าไปเองแล้วเปลี่ยนให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังต่างหากคือหนทางที่ดีที่สุด

เมื่อกินยาเม็ดเข้าไปหนึ่งขวด ประกอบกับการดูดซับและหลอมรวมอันน่าสะพรึงกลัวของคัมภีร์ดาราโบราณ ทำให้แทบไม่มีการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยวิชาบำเพ็ญที่ทรงพลังประกอบกับยาเม็ดชั้นเลิศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย…พลังของลู่เย่ จึงทะยานขึ้นสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้าได้โดยตรงภายใต้การสนับสนุนของทรัพยากรมหาศาล

ในขณะเดียวกัน วิชาดาบพิรุณโปรยที่แลกเปลี่ยนมาจากเจียงหลิงเยว่นั้น เขาก็ได้ก้าวข้ามระดับสำเร็จขั้นต้นและสำเร็จขั้นสูง จนเข้าสู่ระดับสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย

เมื่อเทียบกับเจียงหลิงเยว่ที่ฝึกฝนมาหลายปี ความก้าวหน้าของทั้งสองคนนั้นห่างกันราวฟ้ากับเหว…นี่แหละคือความน่าสะพรึงกลัวของกายาดาบดารา

วิชาดาบระดับต่ำเช่นนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา มันก็ไม่มีอุปสรรคในการทำความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างราบรื่นไปหมด

หลังจากดูดซับความเข้าใจในวิชาดาบพิรุณโปรยระดับสมบูรณ์ได้อย่างหมดจดแล้ว ลู่เย่ก็ลืมตาขึ้น พลางรำพึงกับตัวเองในใจ

"รวบรวมปราณขั้นที่สี่สามารถเข้ารับการทดสอบเป็นศิษย์ฝ่ายนอกได้ รวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด...ก็สามารถเข้ารับการทดสอบเป็นศิษย์ฝ่ายในได้"

แววตาของลู่เย่ล้ำลึกยิ่ง

หากเขาไม่ถูกนิกายทอดทิ้งให้เป็นเบี้ย แล้วโยนออกมาให้แต่งงานเข้าตระกูลอื่น

ป่านนี้ เขาคงมีคุณสมบัติที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นศิษย์ฝ่ายในแล้ว

แน่นอนว่าลู่เย่รู้ดีว่านิกายเมฆาสีชาดนั้นยิ่งใหญ่และมีอำนาจ

ในตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เซียนเมฆาสีชาดต้องเสียใจจนตบขาตัวเอง

ส่วนยันต์ดาบเหนือสวรรค์นั้น ถูกลู่เย่เก็บไว้เป็นไพ่ตาย

ตามคำอธิบาย ในยันต์แผ่นนี้ได้เก็บกักพลังดาบสามสายที่เทียบเท่ากับการโจมตีสุดกำลังของจอมดาบขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าเอาไว้!

ขอเพียงใช้ให้ถูกจังหวะ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่คิดจะลงมือกับลู่เย่…หากไม่ทันระวังตัว ก็อาจจะถูกเขาสังหารได้ในทันที

ส่วนวิชาตัวเบาใบไม้ร่วงนั้น เขาได้รับมาเมื่อเดือนก่อน และหลังจากฝึกฝนมาได้ระยะหนึ่ง ก็เพิ่งจะเข้าสู่ระดับแรกเริ่มเมื่อไม่นานมานี้

….

[ผู้ถือครอง: ลู่เย่]

[ระดับปัจจุบัน: รวบรวมปราณขั้นที่เก้า (แสดงผลเป็นรวบรวมปราณขั้นที่สาม)]

[วิชาบำเพ็ญ: คัมภีร์ดาราโบราณ (ขั้นที่หนึ่ง)]

[วิชายุทธ์: ดัชนีผ่าภูผา (สำเร็จขั้นต้น), วิชาดาบพิรุณโปรย (สมบูรณ์), วิชาตัวเบาใบไม้ร่วง (แรกเริ่ม)]

[พลังงานหอหมื่นวิถี (1/10)]

….

"ถึงเวลาที่ต้องเตรียมทะลวงสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดแล้ว"

เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสะสมพลัง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทะลวงสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิด

เพราะเมื่อใดที่บรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิด ก็จะถือว่ามีพลังป้องกันตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน

…..

สามวันต่อมา ภายใต้ความเร็วในการดูดซับอันน่าสะพรึงกลัวของคัมภีร์ดาราโบราณ ประกอบกับยาเม็ดรวมปราณชั้นเลิศเม็ดสุดท้าย

ลู่เย่ก็สามารถผลักดันระดับพลังของตนเองไปสู่รวบรวมปราณขั้นที่เก้าขั้นสมบูรณ์ได้สำเร็จ

ตอนนี้ เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถทะลวงสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้แล้ว

"ท่านพี่เขย! ท่านพี่เขย...สองกระบวนท่าของดัชนีผ่าภูผา ข้าเข้าสู่ระดับเชี่ยวชาญแล้ว!"

เจียงหลิงเยว่วิ่งเข้ามาจากข้างนอกอย่างตื่นเต้น ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักมาสองเดือน ในที่สุดนางก็สามารถฝึกฝนสองกระบวนท่านี้ได้สำเร็จ และยังบรรลุถึงระดับเชี่ยวชาญอีกด้วย

"ยินดีด้วย" ลู่เย่กล่าวแสดงความยินดีอย่างเรียบๆ

"วิชาดัชนีของข้าเชี่ยวชาญแล้ว แล้ววิชาดาบของท่านล่ะ คงจะยังไม่ถึงขั้นแรกเริ่มเลยใช่ไหม?"

เจียงหลิงเยว่ย่นจมูกเล็กๆ ของนาง พลางยิ้มอย่างขี้เล่น

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

ระดับของวิชาดาบพิรุณโปรยงั้นหรือ…

ตอนนี้ในเมืองเมฆาใบไม้เเห่งนี้ หากเขาบอกว่าเป็นที่สอง จะมีใครกล้าบอกว่าตนเป็นที่หนึ่ง?

"จริงสิ ท่านพี่เขย ท่านไม่มีดาบคู่กายหรือ?"

"ใช่…มีอะไรหรือ?"

"ข้าจะให้ดาบท่านเล่มหนึ่ง" เจียงหลิงเยว่ยิ้มกว้าง

เมื่อชิงหยูที่กำลังทำงานอยู่ในห้องข้างๆได้ยินดังนั้น แววตาของนางก็พลันหม่นแสงลง

เงินเดือนของนางไม่สูงนัก แค่เดือนละหนึ่งร้อยอีแปะ…เก็บหอมรอมริบมาสองปี หักค่าใช้จ่ายบางส่วนแล้ว ก็ยังได้ไม่ถึงสองตำลึงเงิน

ส่วนดาบนั้น...ก่อนหน้านี้นางเคยรวบรวมความกล้าไปถามที่ร้านขายอาวุธมาแล้ว ดาบที่คุณภาพต่ำหน่อยก็ต้องราคาถึงสามสี่ตำลึงเงินต่อเล่ม

ส่วนเล่มที่ดีๆก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก บางเล่มราคาหลายสิบหรือหลายร้อยตำลึง ซึ่งเป็นราคาที่นางไม่สามารถซื้อได้เลย

เดิมทีนางคิดว่าจะกัดฟันเก็บเงินต่อไปอีกสักพัก เพื่อซื้อดาบที่พอใช้งานได้สักเล่มให้ท่านเขย

แต่คาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้คุณหนูรองจะเสนอตัวขึ้นมาเอง

"ไม่จำเป็นหรอก ขอเพียงในใจมีดาบ ทุกสรรพสิ่งก็คือดาบ" ลู่เย่ส่ายหน้าเบาๆ

คำพูดนี้ไม่ใช่ว่าเขาพูดไปเรื่อยเปื่อย เพราะหลังจากที่หลอมรวมกับกายาดาบดาราได้อย่างสมบูรณ์แล้ว…สำหรับวิถีดาบนั้น ลู่เย่ก็เกิดความเข้าใจเช่นนี้ขึ้นมาจริงๆ

การยึดติดอยู่กับตัวดาบ ยังคงอยู่ในขั้นที่มองภูเขาเป็นภูเขา มองน้ำเป็นน้ำ

แน่นอนว่า หากมีดาบดีๆสักเล่ม ก็ใช่ว่าจะใช้ไม่ได้

"ข้าไม่ยอม ข้ามีเงินเยอะแยะ…ข้าจะหาดาบให้ท่านให้ได้"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 9 : ทะลวงสามขั้นรวด ยันต์ดาบเหนือสวรรค์!

คัดลอกลิงก์แล้ว