เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 : นี่ท่านเขยนะ คิดอะไรเหลวไหลไปได้!

บทที่ 4 : นี่ท่านเขยนะ คิดอะไรเหลวไหลไปได้!

บทที่ 4 : นี่ท่านเขยนะ คิดอะไรเหลวไหลไปได้!


บทที่ 4 : นี่ท่านเขยนะ คิดอะไรเหลวไหลไปได้!

พอได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหว ชิงหยูที่กำลังง่วงเหงาหาวนอนจนแทบจะหลับอยู่แล้วก็พลันเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที

และเมื่อเงยหน้าขึ้นไป นางก็เห็นชายหนุ่มรูปงามหน้าตาหมดจดในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ประตูเรือน

"นี่คงเป็นสามีของคุณหนูชิงเกอ ท่านเขยคนนั้นสินะ หน้าตาก็ดูดีออกนี่นา"

ชิงหยูเผลอคิดเช่นนั้นขึ้นมาในใจโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วเธอก็รีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป

"นี่มันท่านเขยนะ ตัวเราจะคิดอะไรเหลวไหลไปได้!"

เมื่อตั้งสติได้ ชิงหยูก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า

"ท่านเขยเจ้าคะ บ่าวชื่อชิงหยู เป็นสาวใช้ส่วนตัวที่ถูกส่งมาปรนนิบัติท่านเจ้าค่ะ"

สาวใช้เหรอ?

ลู่เย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวพร้อมกับยิ้มบางๆแล้วตอบว่า

"ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่ต้องให้ใครมาคอยรับใช้ เจ้ากลับไปเถอะ"

พอได้ยินคำพูดของลู่เย่ ชิงหยูก็ร้อนใจขึ้นมาทันที

เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดัง 'ปุ้ก'

"ท่านเขยเจ้าคะ หากบ่าวกลับไปจะต้องถูกลงโทษแน่ๆได้โปรดให้โอกาสชิงหยูด้วยเถอะเจ้าค่ะ บ่าวสัญญาว่าจะรับใช้ท่านเขยอย่างดีที่สุด!"

ลู่เย่ทอดสายตามองเด็กสาวในชุดสีเขียวที่ใบหน้าซีดเผือดและเอาแต่โขกศีรษะลงกับพื้นไม่หยุด พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ

ในโลกของผู้ฝึกตนเช่นนี้ คนระดับล่างสุดช่างไร้ซึ่งสิทธิมนุษยชนเสียจริง

ก็เหมือนกับตัวเขาเองที่เพิ่งจะคิดว่านิกายเป็นบ้านของตนได้ไม่ทันไร แต่แล้วก็กลับถูกนิกายขายทิ้งเสียอย่างนั้น

เมื่อเห็นว่าชิงหยูยังคงโขกศีรษะอย่างแรงจนหน้าผากเริ่มมีเลือดซึม ลู่เย่จึงเอ่ยขึ้นว่า

"พอได้แล้ว เจ้าหยุดโขกศีรษะได้แล้ว ลุกขึ้นเถอะ ข้ารับเจ้าไว้แล้ว"

"ขอบคุณท่านเขยเจ้าค่ะ!" ชิงหยูรีบลุกขึ้นยืนโดยไม่ทันได้เช็ดรอยเลือดจางๆ บนหน้าผาก

"บ่าวจะไปทำความสะอาดให้ท่านเขยเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"

"ไปจัดการแผลที่หน้าผากก่อนเถอะ" ลู่เย่เอ่ยเรียบๆ ขณะเดินตามเข้าไปในเรือน

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านเขย" ชิงหยูหาไม้กวาดเจอแล้ว และเริ่มลงมือปัดกวาดอย่างคล่องแคล่ว

….

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่

เมื่อมองดูเรือนเล็กๆ ที่บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องราวกับเป็นที่ใหม่ ลู่เย่ก็รู้สึกทึ่งในตัวเด็กสาวที่ชื่อชิงหยูอยู่ไม่น้อย

ถึงแม้จะดูอายุยังน้อย แต่กลับทำงานเป็นแทบทุกอย่าง แถมยังทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวอีกด้วย

โครก...

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังออกมาจากท้องของลู่เย่

ชิงหยูได้ยินดังนั้นก็รีบวางผ้าขี้ริ้วในมือลงทันที แล้วไปล้างมือให้สะอาด

"ท่านเขยเจ้าคะ รอสักครู่นะเจ้าคะ บ่าวจะไปนำอาหารจากโรงครัวมาให้"

พูดจบ เธอก็วิ่งปรู๊ดออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เย่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นับตั้งแต่งานเลี้ยงแต่งงานเมื่อวานนี้ หลังจากที่ต้องเจอกับเหตุการณ์พลิกผันต่างๆนานา…ตัวเขาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย

ต้องเป็นผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถอดอาหารและดูดซับพลังงานจากฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงร่างกายได้โดยตรง

ดังนั้นในตอนนี้ แค่ไม่ได้กินมื้อเดียวก็หิวจนตาลายแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนที่ต้องการพลังงานเสริมกำลังกายเป็นพิเศษ ปริมาณอาหารที่ต้องการจึงมากกว่าคนทั่วไป

"การมีสาวใช้เพิ่มมาอีกสักคน ก็ช่วยให้ประหยัดแรงไปได้เยอะเหมือนกันนะ"

ในที่สุด ลู่เย่ก็ยอมรับการมีอยู่ของสาวใช้ส่วนตัวคนนี้ได้แล้ว

….

ในอีกด้านหนึ่ง ชิงหยูก็รีบวิ่งมาถึงโรงครัว

"ท่านลุงฉินเจ้าคะ ขอข้าวสองชุด ชุดหนึ่งของท่านเขยเจ้าค่ะ"

เนื่องจากผู้ฝึกตนมักจะฝึกฝนโดยไม่สนใจเวลา ทำให้เวลารับประทานอาหารไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้โรงครัวจึงต้องมีคนทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งก่อไฟอุ่นกับข้าวและอื่นๆ

เพียงครู่ต่อมา อาหารสองชุดก็ถูกนำมาวางตรงหน้าชิงหยู

ชิงหยูมองดูแล้วก็ต้องตกตะลึง เพราะอาหารทั้งสองชุดนั้นเหมือนกันไม่มีผิด มันคือข้าวกล้องกับน่องไก่เล็กๆหนึ่งน่อง เต้าหู้ และผักอีกเล็กน้อย

นี่เป็นอาหารที่เหล่าคนรับใช้กินกันเป็นประจำ เเละชิงหยูจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี

แต่ที่เธอสงสัยก็คือ ในโรงครัวยังมีทั้งข้าวหอมมะลิหุงร้อนๆหอมกรุ่น หมูสามชั้นตุ๋น เนื้อวัว หรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์อสูร

อาหารเหล่านั้นต่างหากที่ควรจะเป็นสำรับของท่านเขย

"ท่านลุงฉิน ท่านฟังผิดไปหรือเปล่าเจ้าคะ มีชุดหนึ่งเป็นของท่านเขย สามีของคุณหนูชิงเกอนะเจ้าคะ"

ชิงหยูฉีกยิ้มประจบประแจงพลางมองไปยังลุงฉินผู้ดูแลโรงครัว

ลุงฉินส่ายหน้าแล้วตอบว่า "แม่หนูเอ๊ย ไม่ใช่ว่าลุงไม่อยากจะให้หรอกนะ แต่มันให้ไม่ได้จริงๆ"

เมื่อได้ฟังดังนั้น ชิงหยูที่ไม่ใช่คนโง่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที

นั่นหมายความว่ามีคนสั่งการไว้แล้ว ว่าสำรับอาหารของท่านเขย...ให้จัดเหมือนกับของคนรับใช้

ถึงอย่างนั้น ชิงหยูก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี ในเมื่อเขาเป็นถึงสามีของคุณหนูชิงเกอแท้ๆ…พวกเขาจงใจเล่นงานท่านเขยขนาดนี้ คุณหนูชิงเกอจะไม่โกรธบ้างเลยหรือ?

"ถ้าอย่างนั้น...ก็ไม่รบกวนท่านลุงฉินแล้วเจ้าค่ะ บ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"

ชิงหยูรีบหิ้วปิ่นโตกลับไปยังเรือนเล็ก ในใจก็คิดว่าท่านเขยคงจะหิวแย่แล้ว มีอะไรให้กินสักหน่อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้หิวจนทนไม่ไหว

"ท่านเขยเจ้าคะ อาหารมาแล้วเจ้าค่ะ"

ชิงหยูรีบหิ้วปิ่นโตเข้ามาในเรือน ก่อนจะหยิบสำรับอาหารร้อนๆ ออกจากชั้นบนสุดแล้วยื่นส่งให้ลู่เย่

ลู่เย่เหลือบมองดูก็เห็นว่ามีน่องไก่สองน่อง เต้าหู้ และผักอีกเล็กน้อย

อาหารแบบนี้ พูดตามตรงก็ยังดีกว่าตอนที่เขาอยู่ยอดเขาคนงานเสียอีก

ลู่เย่กำลังจะลงมือกิน แต่แล้วสายตาก็พลันเห็นว่าในปิ่นโตยังมีอาหารอีกชุดหนึ่ง

ซึ่งมีเพียงแค่เต้าหู้กับผักเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเลย

"เจ้ากินแค่นี้เองหรือ?" ลู่เย่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

ชิงหยูยิ้มอย่างเขินอาย

"ท่านเขยเจ้าคะ พวกคนรับใช้ก็กินแค่ผักกับเต้าหู้แบบนี้แหละเจ้าค่ะ แต่ว่ามันก็อร่อยมากเลยนะเจ้าคะ"

"ในนี้มีน่องไก่อยู่สองชิ้น เจ้ารับไปชิ้นหนึ่งสิ" ลู่เย่กล่าว

"ไม่ได้นะเจ้าคะท่านเขย นี่เป็นของท่านเจ้าค่ะ ถ้าหากให้คนอื่นรู้เข้า ชิงหยูจะโดนดุเอานะเจ้าคะ" ชิงหยูรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

ลู่เย่มองสำรับอาหารทั้งสองชุดสลับกันไปมา สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวของตนไป

เมื่อเห็นเช่นนั้น ชิงหยูก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ชิงหยูก็นำถ้วยชามและปิ่นโตไปล้างที่ห้องข้างๆ

ส่วนลู่เย่ก็ไปตั้งเสาไม้ขึ้นกลางลานเรือนแล้วเริ่มฝึกฝน

ถึงแม้ว่าเขาจะมีนิ้วทองคำอย่างหอหมื่นวิถีอยู่กับตัว แต่หนทางแห่งยุทธ์นั้น มีเพียงการฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียรเท่านั้นจึงจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

วิชายุทธ์ที่ลู่เย่กำลังฝึกฝนอยู่นี้มีชื่อว่า 'ดัชนีผ่าภูผา' ซึ่งเป็นวิชาดัชนีที่ทรงพลังและดุดันแขนงหนึ่ง

ในโลกแห่งผู้ฝึกตน วิชายุทธ์แต่ละแขนงจะแบ่งออกเป็นระดับขั้น ได้แก่ ขั้นแรกเริ่ม, ชำนาญ, สำเร็จขั้นต้น, สำเร็จขั้นสูง และสมบูรณ์

วิชาดัชนีผ่าภูผานี้เป็นวิชาที่เขาสุ่มได้มาตั้งแต่แรก…และหลังจากฝึกฝนอย่างหนักมาเป็นเวลาสองเดือน ตอนนี้เขาก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ในห้องข้างๆ…ชิงหยูที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านยุทธ์ จึงมองไม่ออกว่าวิชายุทธ์ที่ลู่เย่ฝึกอยู่นั้นคืออะไร

ทว่าเมื่อมองดูท่วงท่าของท่านเขยที่ดูต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว เธอก็รู้สึกได้ถึงความสุดยอดอย่างบอกไม่ถูก

คงเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า "แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่าสุดยอด" นั่นเอง

พอตกกลางคืน ในที่สุดชิงหยูก็ได้รู้ว่า สามีของคุณหนูชิงเกอผู้นี้ แท้จริงแล้วมีชื่อว่าลู่เย่

หลังจากฝึกตนเสร็จ ลู่เย่ก็เหงื่อท่วมตัว

แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะไม่เคยเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้ใครมาก่อน แต่ชิงหยูก็จำได้อย่างขึ้นใจว่าสาวใช้ส่วนตัวนั้นต้องคอยดูแลทุกเรื่องของเจ้านายอย่างละเอียดถี่ถ้วน

หลังจากต้มน้ำเสร็จ เดิมทีชิงหยูยังคิดจะเข้าไปปรนนิบัติท่านเขยอาบน้ำ แต่ทว่ากลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

ลู่เย่เองก็รู้สึกทั้งขำทั้งจนปัญญา ภาพที่มีคนมาคอยปรนนิบัติอาบน้ำให้แบบนี้...ที่ผ่านมาคงจะเคยเห็นแต่ในสถานเริงรมย์เท่านั้นแหละ

ปัญหาคือเขาเองก็ไม่เคยไปสถานที่แบบนั้น และก็ไม่ชินกับการปรนนิบัติแบบนี้เลยแม้แต่น้อย

หลังจากไล่ชิงหยูออกไปแล้ว ลู่เย่จึงค่อยลงไปนอนแช่ในถังไม้

เมื่อจิตจมดิ่งลง ในห้วงความคิดของเขา พลันปรากฏหอเล็กๆรูปทรงโบราณงดงามลอยเด่นขึ้นมาอย่างช้าๆ

ลู่เย่มองไปยังหอหมื่นวิถีที่แผ่กลิ่นอายลึกล้ำออกมา แล้วเหลือบดูสถานะของมัน

[หอหมื่นวิถี: 9/10]

"เหลืออีกแค่วันเดียว ก็จะสามารถสุ่มรางวัลได้อีกครั้งแล้ว"

ลู่เย่รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง พรสวรรค์ด้านยุทธ์ของเขาต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ถึงจะดีกว่าคนที่ไม่มีพรสวรรค์เลยอยู่บ้าง แต่ก็เท่านั้น

อันที่จริงหอหมื่นวิถีสามารถเจาะจงทิศทางการสุ่มรางวัลได้

ยกตัวอย่างเช่น สามารถเจาะจงสุ่มเฉพาะหมวดหมู่ [พรสวรรค์] ที่มีโอกาสออกต่ำมากได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสุ่มได้หมวดหมู่ยาเม็ดซึ่งมีโอกาสออกสูงสุด

แต่ทว่า การสุ่มแบบเจาะจงนั้นจำเป็นต้องใช้เงินสิบตำลึงเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และหากจะเจาะจงครั้งที่สอง ก็ต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยตำลึง!

ก่อนหน้านี้ลู่เย่เพิ่งจะเข้านิกายเมฆาสีชาดมาได้เพียงสองเดือน เบี้ยเลี้ยงรายเดือนที่นิกายให้ก็เป็นแต้มสะสม ไม่ใช่เงิน

อย่าว่าแต่สิบตำลึงเลย ตอนนี้แค่หนึ่งร้อยอีแปะ ลู่เย่ก็ยังหามาไม่ได้

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 4 : นี่ท่านเขยนะ คิดอะไรเหลวไหลไปได้!

คัดลอกลิงก์แล้ว