- หน้าแรก
- ตำหนักเซียนอสูร
- บทที่ 19 - นับแต่นี้มีผู้หนุนหลังแล้ว
บทที่ 19 - นับแต่นี้มีผู้หนุนหลังแล้ว
บทที่ 19 - นับแต่นี้มีผู้หนุนหลังแล้ว
บทที่ 19 - นับแต่นี้มีผู้หนุนหลังแล้ว
◉◉◉◉◉
“คารวะหลิ่วหงเตา”
เส้นสายของโจวตงมีประโยชน์จริงๆ แม้แต่ในโถงหลักก็ยังได้รับความสะดวกสบาย รอไม่ถึงครึ่งถ้วยชา คนรับใช้ที่เข้าไปแจ้งข่าวก็ออกมานำทางโจวตงกับไป๋ล่างเข้าไปในห้องพักครูที่อยู่ด้านหลังตำหนักข้าง ได้พบกับเจ้าหอธุรการ หงเตา หลิ่วซวี่ ที่เพิ่งจะชงชาเสร็จพอดี
ไป๋ล่างรู้สึกเฉยๆ ก็แน่ล่ะ ก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการกององครักษ์โลหิตจากที่ทำการมณฑลอวี้จง นักรบขั้นสามผู้สูงส่งอย่างหลี่เจียงยังเคยไปเยือนเขาถึงบ้านมาแล้ว แรงกดดันด้านพลังไป๋ล่างไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร เมื่อเทียบกับหลี่เจียงแล้ว หลิ่วซวี่หลิ่วหงเตาที่อยู่ตรงหน้านี้ยังห่างชั้นอีกไกล
แต่ไป๋ล่างก็เข้าใจดีว่าหลิ่วซวี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเทียบกับหงเตาซือหลี่ซวินที่คุมตลาดตะวันออกก่อนหน้านี้ สถานะในสำนักดาบย่อมสูงกว่าไม่น้อย เพราะหลี่ซวินเป็นคนคุมพื้นที่ แต่หลิ่วซวี่เป็นถึงเจ้าหอ
“โจวตง แกไม่ได้มาหาฉันนานแล้วนะ ยังไง มีอะไรรึ”
หลิ่วซวี่อายุเกินหกสิบแล้ว ถึงแม้จะเป็นนักรบขั้นห้าร่างกายยังแข็งแรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผ่านช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดของนักรบมาแล้ว ถ้าไม่สามารถทะลวงขั้นสามไปถึงขอบเขตกลับสู่สามัญได้ ต่อไปเมื่ออายุมากขึ้นความแข็งแกร่งของหลิ่วซวี่ก็จะค่อยๆ ถดถอยลง
จริงๆ แล้วดูจากการที่หลิ่วซวี่มาดูแลหอธุรการก็พอจะเดาได้ สถานะของเขาถึงจะสูง แต่ก็ถอนตัวออกจากกลุ่มกำลังรบหลักของสำนักดาบไปแล้ว อยู่ในสถานะกึ่งพักผ่อน
“ท่านหลิ่ว ช่วงนี้โดนพวกองครักษ์โลหิตจากที่ทำการมณฑลเล่นงานจนอ่วมเลยครับ ก็รู้ว่าในสำนักดาบก็คงจะไม่สงบสุขเหมือนกัน เลยไม่กล้ามาวุ่นวายท่านหลิ่ว ครั้งนี้ที่มาก็เพราะมีเด็กรุ่นหลังที่ไม่เลวคนหนึ่ง อยากจะมาพึ่งพาท่านหลิ่วน่ะครับ” โจวตงพูดไปพลาง ขยับหลีกไปครึ่งก้าว ดันไป๋ล่างออกมาด้านหน้า
ไป๋ล่างก็ไม่ตื่นเวที ประสานมือคารวะ เสียงดังฟังชัด “เจียโหยวจื่อไป๋ล่าง คารวะท่านหลิ่ว”
ตัวเองมากับโจวตง ดังนั้นก็ต้องเรียกตามโจวตงว่า “ท่านหลิ่ว” ถึงจะไม่เป็นปัญหา ไม่อย่างนั้นไป๋ล่างก็คงเรียกไม่ถูก
“เหอะ แกอายุเท่าไหร่แล้ว”
“เรียนท่านหลิ่ว ข้าน้อยปีนี้สิบหกแล้วขอรับ”
“นักรบขั้นแปดอายุสิบหก เหอะๆ ไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว ไม่เลวเลย วันนี้โจวตงพาแกมาก็เพื่อจะมาเลือกภารกิจเลื่อนขั้นที่เหมาะสมใช่ไหมล่ะ” หลิ่วซวี่เอ่ยชมคำหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ดูออกว่าโจวตงพานักรบขั้นแปดที่อายุน้อยขนาดนี้มาที่นี่เพื่ออะไร
“ใช่ขอรับท่านหลิ่ว เมื่อคืนข้าน้อยฝึกดาบ บังเอิญทะลวง «เคล็ดลมปราณดาบ» ขั้นเริ่มต้นได้ ตอนนี้ทั้งสองวิชาเชี่ยวชาญเล็กน้อย ก้าวเข้าสู่นักรบขั้นแปดแล้ว ก็เลยอยากจะมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้สำนักดาบมากขึ้น เลยอยากจะลองเป็นเยียวเตาจื่อดูบ้าง ไปถามตงเกอ ตงเกอบอกว่าเรื่องนี้ยังต้องฟังความเห็นของท่านหลิ่วก่อน ดังนั้นไป๋ล่างจึงอาจหาญ ขอให้ท่านหลิ่วเห็นแก่หน้าตงเกอ ช่วยชี้แนะข้าน้อยสักเล็กน้อย
ข้าน้อยไม่มีอะไรจะตอบแทน ต่อไปภายหน้าจะจดจำบุญคุณของท่านหลิ่ว และจะคอยรับฟังคำสั่งของท่านหลิ่วเสมอ” พูดไปพลาง ไป๋ล่างก็หยิบซองเงินที่เตรียมไว้ออกมา วางไว้หน้าโต๊ะของหลิ่วซวี่อย่างนอบน้อม แล้วถอยกลับไปยืนห่างสามก้าว
หลิ่วซวี่ไม่ได้หยิบซองแดงบนโต๊ะ กลับมองไป๋ล่างที่ยืนอยู่ข้างๆ โจวตงอย่างสงบนิ่งด้วยความประหลาดใจ
“โจวตง เจ้าหนูนี่ แกเป็นคนดูแลมาตลอดสองปีนี้เหรอ”
“ฮ่าๆ ใช่ครับท่านหลิ่ว เขาเข้าสำนักดาบมาก็อยู่กับข้าน้อยเลย แต่เด็กคนนี้ฉลาด รู้ความ และทำงานไว้ใจได้อยู่แล้ว ตอนนี้เรื่องการฝึกฝนก็ไม่เลวด้วย โจวตงก็เลยหน้าด้านขอให้ท่านหลิ่วช่วยชี้แนะทางให้เด็กคนนี้หน่อย ต่อไปในสำนักดาบ เขาก็จะเป็นคนของท่านหลิ่วแล้ว”
“ฮ่าๆ โจวตงเอ๊ยโจวตง แกนี่ช่างหาเรื่องมาให้ฉันจริงๆ” พูดพลางหลิ่วซวี่ก็เอนหลังพิงเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ในห้องพักครู ทั้งสามคนต่างก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้ไม่ใช่แค่มาขอให้ช่วยจัดการธุระ แต่ยังถือเป็นการมาฝากตัวด้วย
และความสัมพันธ์ของทั้งสามคนก็ชัดเจนมาก โจวตงเคยอยู่กับหลิ่วซวี่มาก่อน และไป๋ล่างก็อยู่กับโจวตง ดังนั้นสำหรับไป๋ล่างแล้ว หลิ่วซวี่ก็คือ พี่ใหญ่ของพี่ใหญ่คุณ
“ขอท่านหลิ่วโปรดชี้แนะเส้นทางด้วย” ไป๋ล่างก็โค้งคำนับอีกครั้งอย่างรู้จังหวะ
แค่นี้ หลิ่วซวี่อยู่ในสำนักดาบมาหลายปี เห็นคนเกิดๆ ตายๆ มานับไม่ถ้วน คนที่อายุเท่าไป๋ล่างแล้วเป็นนักรบขั้นแปดได้ก็นับนิ้วได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กคนนี้คำพูดมีหลักการ ไม่ลามปามไม่ถ่อมตัวเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนรู้สึกจริงใจและยอมสยบ
เหลือบมองโจวตง เห็นรอยยิ้มในแววตาของอีกฝ่าย หลิ่วซวี่ถึงได้หัวเราะร่าออกมา กล่าวว่า “เอาเถอะ” แล้วก็เก็บซองแดงบนโต๊ะไป ข้างในมีเท่าไรเขาคร้านจะดู หรืออาจกล่าวได้ว่ายังฉวยจังหวะนั้นหยิบเงินอีกห้าตำลึงใส่เพิ่มเข้าไป แล้วลุกขึ้นเดินมาอยู่ตรงหน้าไป๋ล่าง
“ของกำนัลที่แกให้เมื่อกี้ฉันรับไว้แล้ว นี่เป็นของขวัญที่ฉันให้แกในการเจอกันครั้งแรก รับไป ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรก็มาหาฉันได้ อยู่ข้างนอกก็อ้างชื่อฉันได้”
“นี่ ไป๋ล่างขอบคุณท่านหลิ่วที่ส่งเสริม” ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋ล่างก็ยื่นสองมือไปรับซองแดงที่วนกลับมาแล้วอ้วนขึ้นเป็นเท่าตัว เขาก็ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้เหมือนกัน แต่นี่ก็ไม่ได้ขัดขวางให้เขาเข้าใจว่าหลิ่วซวี่หมายความว่ายังไง
นี่คือการไปๆ มาๆ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ ต่อไปนี้เขาไป๋ล่างก็คือคนบนสายของหลิ่วซวี่แล้ว
นับแต่นี้ไป ข้าก็มีผู้หนุนหลังในสำนักดาบแล้วเหรอ ไป๋ล่างเข้าใจความหมายนี้อย่างชัดเจน
หลิ่วซวี่ตบไหล่ไป๋ล่าง เขาถูกใจเด็กหนุ่มที่รู้ความคนนี้มาก
“โจวตง วันนี้แกส่งคนไม่เลวมาให้ฉันคนหนึ่ง ดีมาก” หลิ่วซวี่หัวเราะฮ่าๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ เอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ แล้วพูดต่อ “แกอยากจะได้ภารกิจที่ท้าทายหน่อย หรือว่าอยากได้แบบมั่นคงหน่อย แกพูดมาเองก่อนสิ”
ไป๋ล่างก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาไม่ใช่พวกบ้าคลั่งที่ชอบชีวิตตื่นเต้นอะไร แถมยังมีน้องชาย้องสาวต้องเลี้ยงดู ที่อยากจะเลื่อนขั้นเป็นเยียวเตาจื่อก็แค่เพราะอยากจะหาเงินให้ได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงยกเอาคำพูดที่โจวตงเคยเตือนเขาก่อนหน้านี้มาพูดตรงๆ
“เรียนท่านหลิ่ว ไป๋ล่างมีภาระผูกพัน ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้ ดังนั้นขอแค่ความมั่นคงก็พอขอรับ” หยุดไปครู่หนึ่ง ไป๋ล่างก็เกาหัว ยิ้มแหยๆ พูดต่อ “ถ้าได้งานที่เงินดีหน่อยก็จะยิ่งดีขอรับ”
“หือ ฮ่าๆๆ แกนี่มันซื่อสัตย์จริงๆ ถูกใจฉัน คนอายุเท่าแกไม่ขอมุ่งไปข้างหน้าแต่กลับขอความมั่นคง นี่มันหาได้ยาก แต่ก็ต้องบอกว่าความคิดนี้ถูกต้องมาก
ความเป็นความตายในชั่วพริบตา ถึงแม้จะทำให้ได้เผชิญหน้ากับความน่ากลัวที่ยิ่งใหญ่และได้ความกระจ่างแจ้งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อการฝึกฝนอย่างประเมินค่าไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทันได้รอให้กระจ่างแจ้งในความเป็นความตาย ก็มักจะม่องเท่งไปก่อนแล้ว
ดีมาก ถ้าแกขอความมั่นคง ขอเงินทอง งั้นก็ไปคุมบ่อนน่าจะดีที่สุด ช่วงนี้บ่อนฝั่งตลาดตะวันออกจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ หยางหงเตาก็กำลังหาคนที่เหมาะสมอยู่พอดี ทางฉันก็กำลังขาดคนที่จะไปช่วยดูแลอยู่คนหนึ่ง ถ้าแกเต็มใจ ฉันจะชี้ทางไปทางนั้นให้แก เอายังไง”
“ทุกอย่างแล้วแต่ท่านหลิ่วจะจัดการเลยขอรับ” ไป๋ล่างดีใจมาก ไม่คิดว่าโจวตงจะเดาถูกจริงๆ
หลิ่วซวี่พยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบแผ่นม้วนไม้ไผ่มาจากลังไม้ข้างๆ มือขวา เป็นไม้ไผ่แกะสลัก มีตัวอักษรเล็กๆ อยู่ข้างบน สุดท้ายมีตราประทับสีแดง
“นี่เป็นบัญชีเน่าบัญชีหนึ่ง เป็นหนี้สำนักดาบทั้งหมดสิบห้าจิน ดอกเบี้ยเดือนละหนึ่งส่วน ทบต้นทบดอก บัญชีเน่าแบบนี้ตามกฎปกติก็ควรจะตัดจบไปนานแล้ว ยึดเงินต้นรีดดอกเบี้ย ถ้ามีครอบครัวก็โอนหนี้ไป ถ้าไม่มีครอบครัว สุดท้ายถ้าเก็บไม่ได้จริงๆ ก็เอาหัวมาใช้หนี้ถือว่าจบกันไป
แต่ปัญหามันอยู่ที่ลูกหนี้คนนี้ดันไปมีเอี่ยวกับจวนเจ้าเมือง จะเอาชีวิตก็ไม่ได้ จะรีดไถของก็ไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่เงินต้นก็ยังเก็บคืนมาได้ไม่หมด เพิ่งจะได้คืนมาแค่เจ็ดส่วน ก็เลยกลายเป็นภารกิจที่ทั้งทดสอบฝีมือและทดสอบไหวพริบ มีน้ำหนักมาก
ถ้าแกสามารถทำภารกิจนี้สำเร็จ ที่ที่ฉันพูดไว้เมื่อกี้ก็ถือว่านอนมาเลย และยังเป็นโอกาสดีที่แกจะได้โชว์ผลงานในสำนักดาบด้วย
ถ้าทำพลาด ภารกิจนี้ก็เคยมีเยียวเตาจื่อหลายคนทำค้างไว้แล้ว ดังนั้นก็ไม่ถึงกับทำให้แกต้องอับอาย
มีแต่ได้กับได้ ไม่มีอะไรเสียหาย จะลองดูไหม”
[จบแล้ว]