- หน้าแรก
- บันทึกสร้างชาติ การกลับมาของท่านบรรพชน
- บทที่ 9 เผาผลาญ
บทที่ 9 เผาผลาญ
บทที่ 9 เผาผลาญ
บทที่ 9 เผาผลาญ
กาวินทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าอยู่นานสองนาน ในช่วงไม่กี่นาทีแรก ความย้อนแย้งในความทรงจำรุนแรงเสียจนเขาเดาไม่ออกเลยว่าไอ้สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นมันคืออะไรกันแน่
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม มันแตกต่างจากดวงอาทิตย์ที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง
เส้นโค้งอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นกำลังลอยตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แถมในช่วงแรกมันยังเคลื่อนที่เร็วกว่าตอนพระอาทิตย์ขึ้นตามปกติมาก
ดังนั้นผ่านไปไม่นานกาวินก็ได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของพื้นผิวส่วนโค้งนั้นอย่างชัดเจน มันกำลังเปล่งแสงจริงๆ ขอบของมันมีสีสันเลือนรางและโครงสร้างที่ไม่ชัดเจนคล้ายกับเมฆหมอก
โลกใบนี้คงได้รับแสงสว่างและความร้อนมาจากเจ้าสิ่งนี้ แต่มันกลับไม่สว่างจ้าจนไม่อาจมองตรงๆ ได้เหมือนดวงอาทิตย์
อันที่จริง ตรงกันข้ามเลย กาวินไม่เพียงแต่มองตรงไปยังส่วนโค้งนั้นได้ แต่ยังสามารถมองเห็นลวดลายละเอียดบางอย่างบนพื้นผิวของมันได้ด้วยซ้ำ
หลังจากประเมินความโค้งของสิ่งนั้นคร่าวๆ แล้ว กาวินก็ตระหนักได้ว่านี่คือวัตถุที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเมื่อมองด้วยตาเปล่าใหญ่กว่าดวงอาทิตย์หลายสิบเท่าหรืออาจจะถึงร้อยเท่า
แน่นอนว่า ขนาดที่แท้จริงของมันน่าจะเล็กกว่าดาวฤกษ์ปกติ เพียงแต่มันอยู่ใกล้กับพื้นโลกมากเกินไป
ในระยะห่างขนาดนี้ หากมันลอยขึ้นมาจนสุด อาจจะบดบังท้องฟ้าไปได้ราวหนึ่งในห้า
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการกะเกณฑ์คร่าวๆ จากความรู้สึก เพราะแรงสั่นสะเทือนในใจที่ได้รับมันมหาศาลเกินไป สัญชาตญาณเลยอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง
การได้เห็น ‘เทหวัตถุขนาดยักษ์’ ลอยขึ้นมาต่อหน้าต่อตา นำมาซึ่งความรู้สึกกดดันที่ยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้
เขารีบค้นหาความทรงจำของกาวิน เซซิล อย่างรวดเร็ว และก็เป็นไปตามคาด ในความทรงจำนั้น เขาพบภาพ "ดวงอาทิตย์ขึ้น" อันน่าตื่นตาตื่นใจแบบเดียวกันนี้นับครั้งไม่ถ้วน
สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้านั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ผิดปกติทางดาราศาสตร์แต่อย่างใด แต่เป็นทิวทัศน์ที่ปกติที่สุดของโลกใบนี้
แล้วคำอธิบายล่ะ?
กาวินใช้ความรู้ที่ตนมีตีความออกมาได้หลายอย่างอย่างรวดเร็ว
บางทีอาจเป็นเพราะกฎฟิสิกส์ของโลกนี้แตกต่างจากจักรวาลบ้านเกิดของเขาโดยสิ้นเชิง
ทำให้ประสิทธิภาพในการให้แสงและความร้อนของดาวฤกษ์ต่ำมาก และดาวเคราะห์ที่เขาเหยียบอยู่ก็อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มาก
จึงทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์ขนาดมหึมาเช่นนี้ได้ ในขณะที่พื้นโลกกลับไม่ถูกเผาไหม้ หรือบางทีนั่นอาจไม่ใช่ดวงอาทิตย์เลย แต่เป็นหลุมที่แผ่รังสีความร้อนและแสงออกมา หรืออาจจะเป็นของอย่างอื่นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลยแต่เป็นเวทมนตร์มากๆ…
แต่ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ดาวเคราะห์ที่เขาเหยียบอยู่นี้ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ แต่กำลังโคจรรอบดาวแก๊สยักษ์ดวงหนึ่ง
มันไม่ใช่ดาวเคราะห์ แต่เป็น "ดาวบริวาร" และสิ่งที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้านั้น
คือดาวเคราะห์แม่ของดาวบริวารดวงนี้
วินาทีนี้ ความรู้สึกที่ว่าตนเองได้มาอยู่ "ต่างโลกต่างถิ่น" พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของกาวินรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ
“ท่านบรรพชน? ท่านบรรพชนเจ้าคะ?”
เสียงของเฮอร์ตี้ดังมาจากข้างๆ ในที่สุดก็ปลุกกาวินที่กำลังตกอยู่ในอาการเหม่อลอยและครุ่นคิดให้ตื่นขึ้น
"ห๊ะ... อ้อ?" กาวินได้สติกลับมาในทันที หันไปมองหน้าเหลนสาวรุ่นที่ N ข้างกายด้วยแววตาเลิ่กลั่กเล็กน้อย
สตรีสูงศักดิ์ผู้งดงามได้ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินที่มืดมิด คับแคบ และเต็มไปด้วยอันตรายแล้ว ในตอนนี้จึงพอจะฟื้นคืนความสง่างามในอดีตกลับมาได้บ้าง นางย่อตัวลงเล็กน้อยให้กาวิน “ท่านบรรพชน เมื่อครู่ท่านเหม่อไป แต่พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนนะเจ้าคะ”
กาวินอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบปัดไปสองสามคำ ถึงได้สังเกตเห็นว่าทางออกของอุโมงค์คือเนินเขาเล็กๆ ที่ไม่มีที่กำบัง
การยืนโง่ๆ อยู่ตรงนี้ในสถานการณ์รอบข้างที่ไม่ชัดเจนไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเลย เขาจึงพยักหน้า “ไปที่สูงดูก่อน เพื่อยืนยันสถานการณ์รอบๆ ภูมิประเทศที่ข้ารู้จักคือเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน มาถึงวันนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว”
ดังนั้น กลุ่มคนทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังเนินเขาที่ไม่ไกลออกไปตามคำสั่งของกาวิน และระหว่างทาง กาวินก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง "ดวงอาทิตย์" ขนาดยักษ์นั่นอีกหลายครั้ง
“ท่านบรรพชน ท่านมองดวงอาทิตย์ตลอดเลยนะเจ้าคะ?” รีเบคก้าที่เดินตามหลังกาวินอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “มีปัญหาอะไรรึเปล่าเจ้าคะ?”
แอมเบอร์ที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นมาลอยๆ “บรรพบุรุษของพวกเจ้าหลับไปเจ็ดร้อยปีไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน พอได้เห็นดวงอาทิตย์ทั้งทีก็ต้องขอมองเพิ่มอีกสักสองสามแวบเป็นธรรมดา”
กาวินทำหูทวนลมใส่คำพูดของแอมเบอร์ แล้วหันไปมองหน้าแม่เหลนสาวรุ่นที่ N+1 แวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
ในใจก็ได้ข้อสรุปยืนยันแล้วว่า คนบนโลกนี้เรียกไอ้วัตถุยักษ์บนฟ้านั่นว่า "ดวงอาทิตย์" จริงๆ ด้วย
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าคำศัพท์คำนั้นจะออกเสียงอย่างไร ในใจของผู้คนบนโลกใบนี้ สิ่งที่คำนั้นหมายถึงก็คือดวงอาทิตย์ ไม่มีอย่างอื่น
กาวินค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง หลังจากลองใช้คีย์เวิร์ดและข้อมูลที่ไม่ชัดเจนอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็รู้สึกบางอย่างในใจ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกด้านที่ยังคงมืดสลัวอยู่เล็กน้อย
บนท้องฟ้าที่ยังไม่สว่างเต็มที่และยังคงมีดวงดาวหลงเหลืออยู่มากมาย เขาได้พบ "ดาว" ดวงหนึ่งที่มีขนาดประมาณเมล็ดข้าว ซึ่งสว่างกว่าดาวทุกดวง
มนุษย์ในโลกนี้เรียกดาวดวงพิเศษนั้นว่า "อาโอ" และได้มอบความหมายเชิงสัญลักษณ์มากมายให้แก่มันทั้งในทางศาสนาและในพิธีกรรมเวทมนตร์
สมมติฐานสองข้อก่อนหน้านี้คงต้องปัดตกไป มีแค่ข้อที่สามเท่านั้นที่เข้าเค้า
"อาโอ" คือดาวฤกษ์ของระบบดาวนี้ มันอยู่ไกลออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ แสงของมันที่สาดส่องลงบนผืนดินที่กาวินเหยียบอยู่นั้น เย็นเยียบแทบไม่ต่างจากแสงดาวดวงอื่นๆ
และท่ามกลางสายลมเย็นในยามเช้า กาวินก็ได้ปีนขึ้นไปถึงยอดเนินเขา
ภาพของผืนแผ่นดินที่ถูกไฟสงครามผลาญทำลาย และอยู่ในสภาพ "เน่าเฟะ" อย่างน่าสยดสยอง ปรากฏขึ้นในระยะสายตา
ราวกับถูกกรดเข้มข้นสาดใส่เนื้อหนัง ผืนดินเน่าเฟะจนดูไม่ได้ โขดหินและดินผืนใหญ่กลายเป็นสีเทาดำ รอยแตกแขนงมีให้เห็นได้ทุกหนทุกแห่ง
พืชพรรณบนพื้นดินถูกกัดกร่อนจนหมดสิ้น ลำต้นไม้ที่หลงเหลืออยู่บิดเบี้ยวกลายเป็นสภาพปีศาจราวกับกรงเล็บของอสูรร้าย
ในที่ที่ไกลออกไป ยิ่งสามารถมองเห็นกำแพงที่พังทลาย บ้านเรือนที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม และปราสาทโบราณของตระกูลเซซิลที่ปกคลุมอยู่ในม่านควัน
อสุรกายร่างวิบัติที่ดูราวกับยักษ์กำลังร่อนเร่อยู่บนดินแดนรกร้างผืนนั้น
ไร่นาและพืชผลได้ถูกทำลายล้างไปในคลื่นทมิฬที่เหล่าอสูรกายก่อขึ้นจนหมดสิ้น มองไม่ออกเลยว่าเคยเป็นอะไรมาก่อน
“ดินแดนของตระกูล...”
รีเบคก้าทรุดตัวลงบนเนินเขา กัดฟันแน่น ขอบตาแดงระเรื่อ น้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธแค้นหรือความโศกเศร้า เด็กสาวผู้เพิ่งสืบทอดกิจการตระกูล และยังไม่ทันได้ปรับตัวเข้ากับสถานะเจ้าผู้ครองดินแดน ในตอนนี้ดูราวกับสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
“ดินแดนที่ถูกคลื่นปีศาจกัดกร่อนก็จะมีสภาพเป็นเช่นนี้” กาวินถอนหายใจ “ในอดีต จักรวรรดิกอนดอร์ก็ผุพังจากภายในสู่ภายนอกจนกลายเป็นสภาพนี้ ข้าเดาว่าจนถึงทุกวันนี้การกัดกร่อนเหล่านั้นก็น่าจะยังคงฝังรากลึกอยู่ในแดนรกร้างของจักรวรรดิเก่า”
“แต่ไม่นึกเลยว่าความเน่าเปื่อยระลอกใหม่จะโผล่ขึ้นมาในดินแดนอารยธรรมอีกครั้ง”
แอมเบอร์เหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว “เทพแห่งเงาโปรดช่วย... นี่เมื่อครู่เราโดนไอ้พวกนี้ล้อมอยู่ตลอดเลยเหรอเนี่ย?”
ส่วนเฮอร์ตี้กำลังครุ่นคิดถึงโอกาสในการกอบกู้ตระกูล “ยังพอมีทางแก้ไหมเจ้าคะ?”
"พวกเจ้าต้านทานการบุกของร่างวิบัติไม่อยู่ พวกมันเกิด 'การสั่นพ้องหมู่' จนกระตุ้นให้เกิดการกัดกร่อนของพลังธาตุทำลายโครงสร้างธาตุจนย้อนกลับไม่ได้แล้ว ต่อให้กำจัดพวกมันทั้งหมด มลพิษที่ฝังรากลึกในดินแดนนี้ก็ต้องใช้เวลานานโขกว่าจะหายไป”
“นานแค่ไหนเจ้าคะ?” เฮอร์ตี้ดูเหมือนจะยังไม่อยากตัดใจ
"ตอนนี้อารยธรรมมนุษย์หวนคืนกลับไปสู่แผ่นดินจักรวรรดิกอนดอร์หรือยังล่ะ?" กาวินถามกลับด้วยคำถามที่ดูไม่เกี่ยวกัน
“...ที่นั่นยังเป็นเขตหวงห้ามที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้เจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปในดินแดนหลังกำแพงยักษ์นั่นหรอก”
กาวินยักไหล่ “งั้นก็เตรียมใจไว้เลยว่าความเน่าเฟะในเซซิลน่าจะอยู่ไปอีกอย่างน้อยเจ็ดร้อยปี”
รีเบคก้ากับเฮอร์ตี้มองท่านบรรพชนด้วยความตะลึงงัน พวกนางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ก่อตั้งตระกูลเซซิลผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้นิ่งเฉยขนาดนี้
ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่าดินแดนสุดท้ายของตระกูลกำลังพินาศด้วยน้ำมือสัตว์ประหลาด
ไม่มีทั้งความโกรธแค้นหรือโศกเศร้า ราวกับเป็นเรื่องไกลตัว ท่าทีเย็นชาแบบนี้ทำเอาพวกนางอดหวั่นใจไม่ได้
แต่กาวินก็สังเกตเห็นสายตาของทั้งคู่ได้ไม่ยาก เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน “มีอะไรข้องใจรึ?”
“ท่านบรรพชน... ท่านไม่... โกรธเลยหรือเจ้าคะ?” รีเบคก้าถามเสียงอ่อย “นี่เป็นที่ดินผืนสุดท้ายของตระกูลเซซิลแล้วนะเจ้าคะ...”
กาวินชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขายังสวมบทบาทไม่เนียนพอ จนเผลอหลุดพิรุธออกมา เขาจึงรีบปั้นหน้านิ่งขรึม งัดทักษะการแสดงทั้งหมดที่มีออกมาใช้
"จมปลักอยู่กับเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา... ข้ากาวิน เซซิลคืออัศวินผู้บุกเบิก ที่ดินกับทรัพย์สินทุกตารางนิ้วของตระกูลนี้ข้าก็สร้างมากับมือตั้งแต่ศูนย์ ถ้าที่ดินมันหายไปแล้วก็ช่างหัวมันสิ อย่างมากก็แค่ไปหาที่บุกเบิกใหม่... จะมามัวคร่ำครวญเป็นหญิงแก่ขี้บ่นอยู่ทำไม?"
เฮอร์ตี้กับรีเบคก้ารีบพยักหน้าหงึกหงัก ในใจก็นึกเลื่อมใสท่านบรรพชนจนแทบอยากจะคุกเข้ากราบ
สมแล้วที่เป็นวีรบุรุษระดับตำนาน วิสัยทัศน์และจิตใจช่างเหนือชั้นจริงๆ
ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือในยุคที่ที่ดินทุกหย่อมหญ้ามีเจ้าของหมดแล้ว ส่วนที่ไม่มีเจ้าของก็ดันเป็นเขตหวงห้าม แล้วท่านบรรพชนจะไปหาที่บุกเบิกใหม่ได้จากไหนกัน…
“ไม่มีอะไรน่าดูแล้วล่ะ เรามาวางแผนเดินทางกันดีกว่า ขั้นแรกต้องหาเมืองสักแห่ง แล้วหาทางไปรวมพลกับกลุ่มที่ฝ่าวงล้อมออกไปก่อนหน้านี้” กาวินรีบฉวยโอกาสตอนที่มาดเข้มยังขลังอยู่เปลี่ยนเรื่องคุย “ข้าจำได้ว่ามีอัศวินชื่อฟิลิปนำคนฝ่าวงล้อมออกไปใช่ไหม? พวกเจ้านัดเจอกันที่ไหน?”
รีเบคก้ารีบตอบ “นัดกันที่เมืองทันซานทางเหนือเจ้าค่ะ ถ้าที่นั่นก็โดนสัตว์ประหลาดบุกเหมือนกัน ก็ให้เดินทางต่อขึ้นเหนือไปตามถนนหลวงอาณาจักร”
กาวินพยักหน้าทำท่าจะออกเดินทาง แต่จู่ๆ ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ก็ทำให้เขาหยุดชะงัก
เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนออกมาแทบจะพร้อมกับอัศวินไบรอน
“หมอบลง! หาที่หลบเร็ว!”
แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่รีเบคก้าและเฮอร์ตี้ก็รีบพาร่างไปหลบหลังโขดหินใหญ่ตามอัศวินไบรอนไปติดๆ
ส่วนแอมเบอร์นั้นอาศัยจังหวะที่กาวินเอ่ยปาก แฝงตัวเข้าไปในเงาและหายวับไปในซอกหลืบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น กาวินรีบตามไปซ่อนตัวด้านหลังรีเบคก้า
ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเบ็ตตี้ สาวใช้ท่าทางทึ่มทื่อที่ยังคงยืนกอดกระทะก้นแบนด้วยสีหน้างุนงงอยู่กลางที่โล่ง เขาจึงพุ่งตัวออกไปกระชากนางกลับเข้ามา
และในชั่วพริบตาต่อมา แรงกดดันมหาศาลที่ทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะท้านก็แผ่ปกคลุมลงมาจากฟากฟ้า
ท่ามกลางแสงเจิดจ้าของ 'ดวงตะวันยักษ์' ที่กำลังลอยตัวสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่มีท่วงท่าอันสง่างามกำลังบินผ่านท้องฟ้าไป
มันคือมังกรยักษ์ที่มีความยาวลำตัวหลายสิบเมตร
ด้วยความหวาดกลัว เฮอร์ตี้จึงร่ายคาถาระดับสาม 'สนามหักเหแสง' ออกมาโดยสัญชาตญาณเพื่ออำพรางกายของทุกคน
แต่ภายในใจนางกลับเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ... เวทมนตร์พื้นๆ เพียงเท่านี้จะสามารถตบตาสิ่งมีชีวิตในตำนานได้จริงหรือ?
ทว่าดูเหมือนมังกรยักษ์ตนนั้นจะไม่สังเกตเห็นพวกมนุษย์ที่อยู่บนพื้นดินจริงๆ
หรือเป็นไปได้ว่ามันคร้านจะใส่ใจมดปลวก มันเพียงแค่กระพือปีกอย่างเชื่องช้า บินข้ามผ่านท้องฟ้าไปอย่างสง่างามและน่าเกรงขาม นัยน์ตาคู่ยักษ์สะท้อนภาพความพินาศของดินแดนเซซิลที่ถูกคลื่นทมิฬกลืนกิน
จากนั้นมันก็พ่นน้ำเกลือโซดาออกมา... อ้อ ไม่ใช่สิ มันพ่นลมหายใจมังกรออกมาเผาผลาญสถานที่แห่งนี้จนราบคาบ
(จบตอน)