- หน้าแรก
- บันทึกสร้างชาติ การกลับมาของท่านบรรพชน
- บทที่ 7 เรื่องราวเก่าแก่เหล่านั้น
บทที่ 7 เรื่องราวเก่าแก่เหล่านั้น
บทที่ 7 เรื่องราวเก่าแก่เหล่านั้น
บทที่ 7 เรื่องราวเก่าแก่เหล่านั้น
ขณะกุมดาบยาวพุ่งเข้าใส่อสุรกายรูปร่างบิดเบี้ยวน่าสยดสยอง ในใจของกาวินไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ไร้ความลังเล และไร้ซึ่งความหวาดกลัว
หากจะบอกว่ามีความรู้สึกอะไรหลงเหลืออยู่ ก็คงเป็นความรู้สึก "หวิวๆ" เหมือนฝัน และความรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง
เขายังคงจดจำวินาทีที่เครื่องบินของตัวเองตกได้อย่างชัดเจน
เขายังคงจดจำช่วงเวลากว่าแสนปีที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าของโลกใบนี้ได้อย่างแม่นยำ
เขายังปรับตัวให้เข้ากับตัวตนของ "กาวิน เซซิล" ที่จู่ๆ ได้รับมานี้ได้ไม่ดีนัก
ทว่าในชั่วขณะนี้ เขากลับกุมดาบยาวโบราณของตระกูลไว้แน่น แล้วกระโจนเข้าใส่อสุรกายประหลาดที่ไม่รู้ว่าเป็นปีศาจหรือภูตผี
เคล้ง!
แรงปะทะมหาศาลส่งผ่านมาทางคมดาบ ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดในหัวพลันสลายไปในทันที
ด้วยปฏิกิริยาที่แทบจะเป็นสัญชาตญาณ เขาหลบกรงเล็บที่ตวัดกวาดของอสุรกายตนนั้น
จากนั้นก็บิดร่างกายส่วนบนไปครึ่งรอบ ดาบที่เหวี่ยงออกไปวาดประกายแสงเป็นทางในอากาศ ฟันลงไปอย่างแรงที่หัวไหล่ข้างหนึ่งของอสุรกาย
และในขณะที่คมดาบฟันลงไป เขาพยายามรีดเร้นพลังที่ซ่อนอยู่ในร่างกายนี้ แล้วถ่ายเทมันลงไปสู่ดาบยาวในมือ
ประกายสีแดงจางๆ ที่โคนดาบสว่างวาบขึ้นเมื่อได้รับพลังกระตุ้น มันลุกโชนดุจเปลวเพลิงแล้วลามเลียไปทั่วใบดาบอย่างรวดเร็ว ภายใต้ความร้อนระอุที่แผดเผา แม้แต่อากาศโดยรอบก็ยังบิดเบี้ยวตามไปด้วย
อสุรกายสูงสามเมตรตนนั้นสัมผัสได้ถึงอันตรายจากความร้อนสูงของคมดาบ มันหงายหลังหลบวูบด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวอันใหญ่โต ส่งผลให้การฟันของกาวินพลาดเป้าไปอย่างฉิวเฉียด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้มือของตนเองปลดปล่อยพลังเหนือธรรมชาติที่ราวกับเวทมนตร์เช่นนี้ ในใจของกาวินจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและดีใจอยู่ชั่วขณะ บางทีอาจเป็นเพราะความตื่นเต้นชั่ววูบนี้เองที่ทำให้เขาจับจังหวะการโจมตีครั้งแรกได้ไม่ดีพอ แต่ในไม่ช้าเขาก็ปรับสภาพจิตใจได้ และรวบรวมพลังไปที่ดาบยาวอีกครั้ง
ความรู้และทักษะจากความทรงจำของกาวิน เซซิล สามารถเรียกใช้ได้จริงๆ ร่างกายนี้ก็ยังไม่เสื่อมถอยไปจนถึงขั้นที่ใช้พลังไม่ได้เลย
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะดึงพลังออกมาได้กี่ส่วน แต่ในตอนนี้กาวินก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว
เขาเริ่มจมดิ่งลงไปในการต่อสู้ และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้ในสมองที่ไม่ใช่ของตนเองให้กลายเป็นพลังที่ตนสามารถใช้งานได้โดยเร็วที่สุด
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ไบรอนกำลังตกที่นั่งลำบาก
อัศวินระดับกลางผู้นี้นับเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของดินแดนเซซิล
ประสบการณ์โชกโชนก่อนจะมารับใช้ตระกูลทำให้เขาเจนจัดในสนามรบ
ทว่าเขาได้ใช้พละกำลังไปมากเกินไปแล้วในตอนที่อสุรกายบุกโจมตีปราสาทก่อนหน้านี้ ประกอบกับการถูกพลังอันแปลกประหลาดของอสุรกายกัดกร่อน
บาดแผลภายในร่างกายยิ่งทำให้พลังการต่อสู้ของเขาลดลงไปอีก ทำให้อัศวินผู้นี้สามารถแสดงพลังการต่อสู้เต็มสิบส่วนออกมาได้เพียงสี่ถึงห้าส่วนเท่านั้น
ในขณะนี้ เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องของอสุรกายเขาทำได้แค่กำดาบตั้งรับประคองตัวไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ
ขณะเดียวกันก็พยายามประหยัดแรงให้มากที่สุด และมองหาช่องโหว่ของคู่ต่อสู้ไปพร้อมกัน
รีเบคก้ารวบรวมพลังเวท ลูกไฟร้อนระอุขนาดเท่าศีรษะลูกหนึ่งพุ่งออกจากปลายคทา ปะทะเข้ากับศรเงาของอสุรกายผู้ใช้เวทที่อยู่ไกลออกไปกลางอากาศอย่างรุนแรง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
จากนั้นนางก็หอบหายใจ และสังเกตเห็นสถานการณ์อันตรายของไบรอนในทันที จึงตะโกนเสียงดังไปยังทหารประจำดินแดนที่อยู่ข้างๆ “พวกเจ้าสามคน ไปช่วยไบรอน!”
ทหารนายหนึ่งแสดงท่าทีลังเล “แต่ว่านายหญิง...”
รีเบคก้าตวาดกลับไปขณะที่กำลังรวบรวมลูกไฟลูกใหม่ขึ้นมา “ทางนี้ข้ายังพอรับมือไหว—แต่ถ้าไบรอนล้มไปคนหนึ่งล่ะก็ จบเห่กันหมดแน่! ข้าขอสั่งในฐานะลอร์ด พวกเจ้าไปช่วยเขาซะ!”
เมื่อได้รับคำสั่งเด็ดขาด ทหารทั้งสามนายจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยอัศวินไบรอนรับมือกับอสุรกายที่น่าสะพรึงกลัวตนนั้น
กาวินค่อยๆ จมดิ่งลงไปในการต่อสู้ ความทรงจำและประสบการณ์การรบที่ไม่ใช่ของตนเริ่มหลอมรวมเข้ากับสัญชาตญาณ และช่วยให้เขาควบคุมร่างกายใหม่นี้ได้ดียิ่งขึ้น
ความรู้สึกที่ได้ควบคุมทุกอย่างดั่งใจนึกนี้สร้างความพึงพอใจให้เขาอย่างมาก
เมื่อเขาเริ่มถอนตัวจากภวังค์แห่งการต่อสู้ เขาก็พบว่าอสุรกายตรงหน้ากำลังตกเป็นฝ่ายถูกเขาไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียว
ร่างวิบัติที่ดูเหมือนโคลนเลนไหลเยิ้มนั่นไม่ได้คงกระพันฟันแทงไม่เข้า โดนฟันก็เจ็บ โดนฟันมากๆ ก็ตายได้เหมือนกัน ถึงพวกมันจะมีแรงเยอะและตัวใหญ่กว่า แต่ขอแค่รู้วิธีรับมือ ร่างกายมนุษย์ก็สามารถปราบพวกมันได้
นี่คือประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เจ็ดร้อยปีก่อน
กรงเล็บของอสุรกายตวัดเฉียดศีรษะไปเพียงนิดเดียว กาวินย่อตัวหลบวูบ ก่อนจะสวนกลับด้วยการแทงดาบยาวเข้าใส่ต้นขาของมันเต็มแรง
เจ้าสัตว์ประหลาดส่งเสียงคำรามขุ่นต่ำ ร่างกายอันใหญ่โตเสียหลักเซไปด้านข้างอย่างไม่อาจควบคุม กาวินฉวยโอกาสนี้ตะโกนบอกไบรอน
“เล็งที่ท้องกับขา อย่าไปสนใจหน้าอก พวกมันไม่มีหัวใจ!”
จากนั้นเขาก็อาศัยจังหวะที่คู่ต่อสู้เสียการทรงตัว พลิกตัวอ้อมไปทางด้านหลัง แล้วแทงดาบเข้าใส่บั้นเอวของมันอย่างแม่นยำ
“นอกจากท้องแล้ว จุดอ่อนอีกที่คือข้างหลัง! ตรงบั้นเอวนั่นแหละ!”
พอได้ยินคำแนะนำจากบรรพชนตระกูลเซซิล ไบรอนก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที ด้วยความช่วยเหลือจากทหารทั้งสามนาย
เขาสามารถตรึงการเคลื่อนไหวของอสุรกายเอาไว้ได้ และยอมแลกกับการโดนกรงเล็บเจาะทะลุเกราะไหล่ เพื่อมุดลอดหว่างขาของมันเข้าไป ก่อนจะพลิกตัวตวัดดาบแทงสวนเข้าใส่จุดตาย
เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ไบรอนจะปลิดชีพศัตรูได้ อสุรกายตรงหน้ากาวินก็ล้มตึงลงกระแทกพื้นอย่างแรง
พอกำจัดศัตรูตรงหน้าได้แล้ว กาวินก็เงยหน้าขึ้นทันที มองไปยังอสุรกายอีกตัวที่กำลังแลกหมัดศรเงากับลูกไฟของรีเบคก้าอยู่
แต่จังหวะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปช่วยนั้นเอง จู่ๆ เจ้าสัตว์ประหลาดก็กรีดร้องโหยหวน ก่อนจะล้มลงไปนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น
ร่างของแอมเบอร์ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของมัน ในมือควงมีดสั้นเหล็กกล้าอาบยาพิษเล่นอยู่สองเล่ม “เรื่องลอบกัดแบบนี้งานถนัดข้าเลยล่ะ”
รีเบคก้าวางคทาลง ใบหน้าแดงระเรื่อจากการร่ายเวทต่อเนื่อง นางหอบหายใจถี่ๆ เพื่อปรับจังหวะการหายใจ ก่อนจะเอ่ยแก้ด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านบรรพชนบอกให้เล็งที่บั้นเอวต่างหาก”
แอมเบอร์หมุนมีดสั้นในมือเล่นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่มันจะหายวับไปราวกับเล่นกล นางเดินข้ามซากศพอสุรกายเข้ามาหาพลางเบ้ปาก "เชอะ... ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย"
หลังจากสิ้นใจ ร่างของอสุรกายเหล่านั้นก็เริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว ของเหลวข้นคล้ายโคลนที่เคยไหลเวียนอยู่บนตัวเริ่มหยุดนิ่ง แห้งกรัง และแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อเศษซาก "เนื้อหนัง" เหล่านี้หลุดร่อนออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงกระดูกสีเลือดขนาดมหึมาที่บิดเบี้ยวผิดรูป
กาวินยืนอยู่ข้างๆ อสุรกายที่ตนเพิ่งสังหาร เขาก้มหน้ามองดูซากศพ ราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง "ที่แท้ก็เป็นเจ้าพวกนี้เองสินะ ที่บุกโจมตีดินแดนเซซิล..."
เฮอร์ตี้มองเขาด้วยความสงสัย "ท่านบรรพชน ท่านรู้จักที่มาของพวกมันหรือเจ้าคะ?"
ในการต่อสู้เมื่อครู่ กาวินได้แสดงความรู้ความเข้าใจในตัวอสุรกายพวกนี้อย่างลึกซึ้ง
ถึงขั้นชี้แนะไบรอนให้รับมือกับพวกมันได้ถูกจุด เรื่องนี้คงปิดบังไม่ได้อีกแล้ว และตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังด้วย
"ขืนอยู่นี่ต่ออาจเจอพวกมันอีก เราเข้าไปในทางลับกันก่อนเถอะ ในทางลับมีของที่คอยสะกดพวกมันไว้ พวกมันไม่กล้าตามเข้าไปง่ายๆ หรอก" กาวินพูดพลางก้าวเดินนำหน้า "เดี๋ยวข้าจะเล่ารายละเอียดให้ฟังระหว่างทาง"
หลังจากมุดเข้ามาในทางเดินใต้ดินโบราณและเดินไปได้สักพัก กาวินก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
"เมื่อก่อนข้าเคยสู้กับพวกมันมาจริงๆ นั่นแหละ—จะว่าไป สมัยนั้นศัตรูหลักของพวกเราก็คือเจ้าพวกนี้นี่แหละ”
“พวกเจ้ารู้ประวัติศาสตร์เรื่องการล่มสลายของจักรวรรดิกอนดอร์กับยุคบุกเบิกครั้งที่สองใช่ไหม?”
"ทราบเจ้าค่ะ" รีเบคก้าพยักหน้ารับทันที เรื่องพวกนี้ถือเป็นวิชาบังคับสำหรับลูกหลานขุนนางอย่างนางอยู่แล้ว
"เมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน ทวีปโลเรนเคยมีอาณาจักรมนุษย์เพียงแห่งเดียว คือจักรวรรดิกอนดอร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีป”
“บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่านั่นเป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น แม้แต่จักรวรรดิซิลเวอร์ของพวกเอลฟ์ทางตอนใต้ยังไม่กล้าต่อกรด้วย แต่ต่อมา ทะเลอีเธอร์ที่โอบล้อมโลกเกิดความปั่นป่วน จนเกิดภัยพิบัติที่เรียกว่า 'คลื่นทมิฬ' ขึ้นที่ใจกลางจักรวรรดิกอนดอร์”
“เพียงชั่วข้ามคืน เมืองหลวงและดินแดนกว่าหนึ่งในสามของจักรวรรดิก็ถูกคลื่นทมิฬกลืนกิน และถูกพลังธาตุอันบ้าคลั่งฉีกกระชากจนสูญสลาย...”
"ไม่ใช่ชั่วข้ามคืนซะทีเดียว อันที่จริงกระบวนการนั้นกินเวลานานเกือบเดือน—พวกจอมเวทแห่งกอนดอร์ก็พยายามต้านทานกันสุดฤทธิ์เหมือนกัน" กาวินขัดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล่าต่อ "แต่ผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก เล่าต่อเถอะ"
"อะ... เจ้าค่ะ" รีเบคก้าหน้าแดงระเรื่อ รีบเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวังขึ้นราวกับเด็กน้อยกำลังโดนผู้ปกครองตรวจการบ้าน "หลังจากนั้น คลื่นทมิฬก็แผ่ขยายจากใจกลางจักรวรรดิออกไปรอบทิศ จนทำลายล้างทั้งอาณาจักร นั่นคือการล่มสลายของจักรวรรดิกอนดอร์”
“พอทะเลอีเธอร์เริ่มสงบลง คลื่นทมิฬก็อ่อนกำลังลงตามไปด้วย ผู้รอดชีวิตชาวกอนดอร์จึงเริ่มสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่”
“แต่เพราะพื้นที่ใจกลางทวีปพังพินาศจนมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงต้องอพยพออกจากซากปรักหักพังภายใต้การนำของเหล่าผู้บุกเบิก มุ่งหน้าไปสู่ทิศทั้งสี่เพื่อหาดินแดนใหม่”
“เหตุการณ์นี้เรียกว่ายุคบุกเบิกครั้งที่สอง และท่านบรรพชนก็คือหนึ่งในอัศวินผู้บุกเบิกที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้นเจ้าค่ะ”
"อืม ความรู้ประวัติศาสตร์ไม่เลว" กาวินเอ่ยชมสั้นๆ "งั้นเจ้าก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างนะ ว่าถึงแม้คลื่นทมิฬจะสงบลงแล้ว แต่ในซากปรักหักพังของกอนดอร์ก็ยังมีอสุรกายที่ถือกำเนิดจากคลื่นทมิฬอาศัยอยู่เต็มไปหมด พวกมันนั่นแหละคือหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์ในยุคบุกเบิกครั้งที่สอง"
เฮอร์ตี้เบิกตากว้าง "ท่านหมายความว่า..."
"ถูกต้อง ไอ้พวกที่สู้กับเราเมื่อครู่ ก็คือพวกมันนั่นแหละ" กาวินถอนหายใจ "พวกมันเกิดจากคลื่นทมิฬ มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ไม่ใช่คนแน่นอน หลังกอนดอร์ล่มสลาย พวกมันก็แห่กันออกมาจากซากเมือง ไล่ล่าฆ่าฟันผู้รอดชีวิตที่หนีตายกันจ้าละหวั่น เพราะงั้นช่วงแรกของการบุกเบิกครั้งที่สองจะเรียกว่าการบุกเบิกก็ไม่ถูกนัก เรียกว่า 'หนีตาย' จะเหมาะกว่า ”
“ถึงแม้พวกเราจะหนีพ้นจากแดนรกร้างมาตั้งอาณาจักรใหม่ที่ขอบทวีปได้แล้ว แต่พวกมันก็ยังไม่เลิกรา ยังคงดาหน้ากันออกมาจากแดนรกร้าง กระหน่ำโจมตีแนวป้องกันของโลกอารยะอยู่เรื่อยๆ”
“ช่วงสิบปีแรกหลังตั้งอาณาจักรแอนซู ข้าต้องรบราฆ่าฟันกับพวกมันแทบทุกวัน”
รีเบคก้าเบิกตาโต ฟังเรื่องราวตำนานเก่าแก่อย่างเพลิดเพลิน "โอ้... งั้นหลังจากตั้งอาณาจักรได้สิบปี พวกมันก็ไม่โผล่มาอีกแล้วเหรอเจ้าคะ?"
กาวินยิ้มออกมา เอื้อมมือไปลูบหัวแม่สาวน้อยพลางส่งสายตาเอ็นดูปนขบขัน "เด็กโง่... ก็หลังจากนั้นบรรพชนของเจ้าก็ม่องเท่งไปแล้วไงล่ะ"
รีเบคก้า "..."