- หน้าแรก
- บันทึกสร้างชาติ การกลับมาของท่านบรรพชน
- บทที่ 6 นี่มันตัวอะไรกัน
บทที่ 6 นี่มันตัวอะไรกัน
บทที่ 6 นี่มันตัวอะไรกัน
บทที่ 6 นี่มันตัวอะไรกัน
ยอดฝีมือด้านการลอบเร้น ผู้เชี่ยวชาญพลังเงา และผู้หลงใหลในการขุดสุสานอย่างคุณหนูแอมเบอร์มีคติประจำใจอยู่ข้อหนึ่งว่า:
“เงินอยู่ในอากาศคุณคว้ามันได้รึเปล่า.. เอ้ยผิดๆ หนทางอยู่ตรงนั้นเสมอ ประตูเป็นเพียงของตกแต่งที่เลื่อนลอยเท่านั้น ขอแค่ขจัดอคติในใจทิ้งไป ต่อให้เป็นประตูคลังสมบัติหลวงก็งัดได้ด้วยขึ้นฉ่ายก้านเดียว”
เอาล่ะ โลกใบนี้อาจจะไม่มีขึ้นฉ่าย แต่สำหรับแอมเบอร์แล้ว การสะเดาะประตูสุสานโบราณก็ไม่ต้องพึ่งขึ้นฉ่ายอยู่แล้ว
ขอเพียงแค่เล่ห์กลแห่งเงาเล็กๆ น้อยๆ บวกกับความเข้าใจในอาคมโบราณอีกนิดหน่อย และโชคอีกเล็กน้อยที่แทบไม่มีนัยสำคัญ
คุณโจรสาวฮาล์ฟเอลฟ์นางนี้ก็สามารถทำลายอาคมในสุสานบรรพชนเซซิลได้อย่างง่ายดาย ทางเดินเส้นหนึ่งที่แม้แต่เฮอร์ตี้และรีเบคก้าก็ไม่เคยรู้มาก่อนพลันปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
จากนั้นทุกคนก็เดินตามหลังแอมเบอร์เข้าไปในทางเดินเส้นนี้
ทางเดินในสุสานที่ก่อขึ้นจากหินและอิฐสะกดวิญญาณนั้นกว้างขวางกว่าที่คาดไว้มาก
แม้แต่อัศวินเกราะหนักที่สูงเกือบสองเมตรอย่างกาวินและไบรอนก็ไม่รู้สึกอึดอัดคับแคบเมื่ออยู่ในทางเดิน
โคมไฟลงอาคมที่ฝังอยู่บนผนังทั้งสองข้างเหือดแห้งไปนานแล้ว แต่หลังจากที่เฮอร์ตี้ร่ายคาถาพื้นฐานสองสามบท โคมไฟเก่าแก่อายุเจ็ดร้อยปีพวกนั้นก็ทยอยสว่างวาบขึ้นทีละดวง คอยชี้นำเส้นทางเบื้องหน้า
“ข้าเป็นแค่หัวขโมยตัวเล็กๆ เท่านั้น ปกติก็แค่หาอะไรกินไปวันๆ” แอมเบอร์เดินนำอยู่หน้าขบวน พลางพูดอย่างถ่อมตนไปด้วย “ข้าเป็นถึงทายาทของเอลฟ์ป่านะ ให้ความเคารพต่อวิญญาณบรรพชนอย่างสูง จะไปทำเรื่องขุดสุสานอะไรแบบนั้นได้ยังไงกัน?”
กาวินไม่ใส่ใจคำพูดของนางเลยแม้แต่น้อย “ชำนาญขนาดนี้แล้ว ยังมีหน้ามาแก้ตัวอีกรึ?”
อาจเป็นเพราะมั่นใจแล้วว่าชีวิตน้อยๆ ของตนเองปลอดภัยดีแล้ว ฮาล์ฟเอลฟ์ที่ไม่มีความไว้ตัวแบบเผ่าพันธุ์ตัวเองเลยสักนิดนางนี้ก็หน้าหนายิ่งกว่าประตูห้องสุสานที่นางเพิ่งงัดเข้ามาเสียอีก “ทักษะสะเดาะกุญแจกับวิชาทำลายอาคมมันเป็นของพื้นฐานในวงการพวกเราอยู่แล้วนี่นา ข้ามีพื้นฐานแน่นแล้วมันผิดตรงไหน?”
ในขณะนั้น รีเบคก้าที่เดินอยู่กลางขบวนก็ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เจ้าเป็นพลเมืองของดินแดนเซซิลรึเปล่า?”
แอมเบอร์ขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยยื่นขอเป็นพลเมืองอย่างเป็นทางการเลย แต่ตามกฎของดินแดนเซซิลของพวกท่าน คนที่อาศัยอยู่ประจำเกินสามปีแล้วก็จ่ายภาษีตรงเวลาก็ถือเป็นพลเมือง... แล้วท่านว่าข้านับเป็นพลเมืองไหมล่ะ?”
รีเบคก้าส่ายหน้า “ถ้าไม่ยื่นขอก็ไม่นับ”
“โอ้” แอมเบอร์ลากเสียงยาว “แล้วท่านมาถามข้าเรื่องนี้ทำไมเล่า?”
“ข้าคือเจ้าผู้ครองดินแดนเซซิล” รีเบคก้ากล่าวอย่างจริงจัง “ดังนั้นถ้าเจ้าเป็นพลเมืองของข้า ข้าก็มีหน้าที่ต้องปกป้องเจ้า”
แอมเบอร์: "...งั้นทำไมไม่รีบบอกเล่า! ตอนนี้ข้าเปลี่ยนคำพูดทันไหม?”
รีเบคก้าทำหน้าจริงจัง “ไม่ทันแล้ว”
กาวินเหลือบมองใบหน้าจริงจังของรีเบคก้า แล้วก็มองไปยังแอมเบอร์ที่ไร้ยางอายสิ้นดี ก่อนจะส่ายหัวอย่างขบขันเล็กน้อย
ถึงแม้จะตื่นขึ้นมาในสภาพเละเทะแบบนี้ แต่ความรู้สึกของการได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งก็ยังดีกว่าไอ้สถานะผีบ้าผีบอก่อนหน้านี้เยอะ
เขามองไปยังเฮอร์ตี้ที่เดินตามหลังตนเองอยู่ สุภาพสตรีผู้เป็นหลานสาวรุ่น N+1 คนนี้ลอบมองมาทางเขามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว
เขารอให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มพูดมาตลอด แต่เมื่อเห็นว่าจนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำลายความเงียบ เขาจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามเอง
“เจ้าอยากจะถามอะไร ก็พูดมาเถอะ”
เฮอร์ตี้ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์
นางมองใบหน้าของกาวินที่เหมือนกับในภาพวาดของตระกูลราวกับพิมพ์เดียว พลางเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง “ท่านบรรพชน... ข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านคือ...ท่านจริงๆ”
“ถูกต้อง ข้าคือกาวิน เซซิล คนนั้นจริงๆ ผู้บุกเบิกเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนนั่นแหละ จะให้ข้าท่องประวัติชีวิตสามสิบกว่าปีของข้าให้ฟัง หรือจะให้เล่าเรื่องในยุคบุกเบิกครั้งที่สองดีล่ะ? แต่พูดตามตรง แค่เรื่องพวกนี้คงพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก นักประวัติศาสตร์เก่งๆ เผลอๆ จะเล่าได้น่าเชื่อถือกว่าข้าเสียอีก เพราะวาทศิลป์ข้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่” กาวินยักไหล่ “เจ้าก็แค่อยากจะยืนยันว่าข้าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมใช่ไหมล่ะ?”
“โปรดอภัยที่ข้าสงสัยด้วยเจ้าค่ะ” เฮอร์ตี้รีบกล่าว “แต่นี่มันออกจะ... ถึงแม้ตำนานวีรชนฟื้นคืนชีพจะมีมาตั้งแต่โบราณกาล แต่การได้เห็นกับตาตัวเองมันเป็นคนละเรื่องกันเลย”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์และเอลฟ์จันทราเงินบางคนสามารถจำศีลแกล้งตายได้นานหลายปีหรือหลายสิบปี โดยอาศัยพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์และศาสตร์ลับของเอลฟ์เพื่อรักษาวิญญาณและพลังชีวิตเอาไว้”
“แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่าอัศวินมนุษย์จะทำแบบนั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น... ท่านสิ้นชีพไปแล้วตั้งเจ็ดร้อยปีนะเจ้าคะ”
“พูดตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” กาวินส่ายหน้ากล่าว
ถึงแม้เขาอยากจะแต่งทฤษฎีที่มีตรรกะรัดกุม มีเหตุมีผล และน่าเชื่อถือขึ้นมาสดๆ เพื่อหลอกหลานสาวรุ่นโหลนของโหลนที่อยู่ตรงหน้า
แต่ไม่ว่าจะค้นจากคลังความรู้ของตัวเองหรือจากความทรงจำของกาวิน เซซิล ก็ไม่พบทฤษฎีใดๆ ที่จะนำมาใช้ได้เลย ดังนั้นเขาจึงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเองไม่สามารถอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้
“บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ข้าเคยเจอมาตอนยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าเคยได้รับพรแห่งธาตุในตอนที่นำเหล่าผู้บุกเบิกไปแผ้วถางดินแดนรกร้าง นั่นอาจจะทำให้ร่างกายข้าเปลี่ยนไป”
“เป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ...” เฮอร์ตี้ตอบรับอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าทันที
“มีกระแสลม” นางกล่าวเสียงเบา “และยังมีปฏิกิริยาของพลังเวทที่แปลกออกไป ข้างหน้าน่าจะเป็นสุดเขตสุสานแล้ว”
กาวินพยักหน้า พร้อมกับกระชับดาบผู้บุกเบิกในมือแน่น
ความรู้สึกหวั่นใจที่อธิบายไม่ถูกทำให้เขารู้สึกว่าข้างหน้าคงไม่ปลอดภัยแน่
“ระวังตัวด้วย” อัศวินไบรอนที่เดินนำอยู่หน้าสุดร่วมกับแอมเบอร์ราวกับจะสัมผัสได้เช่นกัน
เขาชักดาบใหญ่เหล็กกล้าออกมา มืออีกข้างปัดผ่านตัวดาบเบาๆ ทันใดนั้นคมดาบก็พลันเรืองแสงสีเงินจางๆ ขึ้นมา “พวกเจ้าสามคน คอยระวังหลังให้ดี”
เสียงโลหะกระทบกันดังเคร้ง ทหารทั้งสามนายเตรียมพร้อมรบแล้ว
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงทหารที่มีทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐาน แต่ก็เป็นถึงทหารกล้าที่รอดชีวิตมาได้จนถึงท้ายที่สุดในการต่อสู้ต้านทานพวกอสุรกาย และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากตระกูลเซซิล
สีหน้าอันเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นของพวกเขาในขณะนี้ ทำให้แอมเบอร์ที่กำลังประหม่าและเบ็ตตี้ สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกคุ้มกันอยู่กลางขบวนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
แม้ทางเดินในสุสานจะลึกและยาว แต่ก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด
อิฐสะกดวิญญาณที่ฝังอยู่บนผนังหินทุกๆ สิบเมตรคือเครื่องหมายของเขตสุสาน และเมื่ออิฐสะกดวิญญาณเหล่านี้หายไป เบื้องหน้าก็ปรากฏพื้นที่ที่เปิดโล่งขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับสี่แยก
นี่คือรอยต่อระหว่างเขตสุสานและเขตใต้ดินของปราสาท และยังเป็นจุดเชื่อมที่นำไปสู่ทางลับโบราณเหล่านั้นอีกด้วย
แอมเบอร์ชี้ไปยังทางแยกหนึ่งของ "สี่แยก" นั้น “ข้ามุดเข้ามาจากทางนั้นแหละ ที่นั่นเชื่อมต่อไปยังบ่อน้ำแห้งนอกปราสาท แต่ตอนนี้ทางนั้นคงถูกพวกอสุรกายยึดไปแล้วแน่ๆ”
กาวินมองไปยังเฮอร์ตี้ “ทิศตะวันตกอยู่ทางไหน?”
เฮอร์ตี้ยื่นมือออกไปวาดอักขระเวทมนตร์ง่ายๆ ขึ้นในอากาศ อักขระนั้นพลันเปลี่ยนเป็นแถบผ้าเรืองแสงที่ลอยอย่างสั่นไหว ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ทางนั้นสินะ” กาวินกล่าว แต่ในชั่วพริบตาที่สิ้นเสียง สัญญาณอันตรายก็กรีดร้องเข้ามาในจิตใจ
แทบไม่มีเวลาให้คิด ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนนี้ตอบสนองได้เร็วกว่าสมองสั่งการ
กาวินยกดาบแห่งผู้บุกเบิกขึ้นป้องกันแทบจะโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าใส่ที่ส่งผ่านมาทางตัวดาบ
ร่างกายของเขาสะท้านเล็กน้อย ก่อนจะทรงตัวกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และในที่สุดผู้จู่โจมก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน
พร้อมกับเสียงพึมพำที่ไม่ชัดเจนราวกับเสียงกระซิบ ร่างสูงใหญ่สามร่างเดินโซซัดโซเซออกมาจากทางเดินอันมืดมิดเส้นหนึ่งของสี่แยก!
นั่นไม่ใช่รูปลักษณ์ที่สิ่งมีชีวิตใดๆ ในธรรมชาติจะมีได้เลย แต่ดูเหมือนอสุรกายที่ถูกปะติดปะต่อขึ้นมาจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์อันชั่วร้ายร่วมกันของพวกเนโครแมนเซอร์และนักอัญเชิญปีศาจมากกว่า
พวกมันสูงเกือบสามเมตร ราวกับยักษ์ที่แห้งเหี่ยวและบิดเบี้ยว แต่ร่างกายของพวกมันกลับก่อตัวขึ้นจากสสารไร้รูปที่ไหลเวียนราวกับโคลนเลน
สิ่งที่เหมือนกับโคลนสกปรกเหล่านั้นกระเพื่อมขึ้นลงบนผิวของพวกมัน และบางครั้งก็เผยให้เห็นโพรงขนาดใหญ่ ซึ่งภายในโพรงนั้น สามารถมองเห็นโครงกระดูกสีเลือดได้
“อ๊ะ!”
ในชั่วพริบตาที่เห็นอสุรกายทั้งสามตัวนั้น รีเบคก้าก็อุทานออกมาสั้นๆ ส่วนเบ็ตตี้ก็รีบกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อเพราะความกลัว
เฮอร์ตี้ยกคทาขึ้นกระแทกลงบนพื้นอย่างแรง คาถาชำระจิตขั้นต้นถูกปลดปล่อยออกมา หักล้างผลของความกลัวที่อสุรกายส่งผลต่อทุกคน ขณะเดียวกันนางก็รีบพูดกับกาวินอย่างรวดเร็ว
“ท่านบรรพชน เจ้าตัวพวกนี้แหละเจ้าค่ะ!”
ในตอนนี้ กาวินได้สติจากความตกตะลึงที่ได้เห็นอมนุษย์เป็นครั้งแรกแล้ว ในสมองของเขาก็ปรากฏความทรงจำที่สอดคล้องกันขึ้นมาทันที “เป็นเจ้าพวกนี้เองรึ?!”
ในขณะนั้น อสุรกายทั้งสามตัวได้เริ่มโจมตีอีกครั้ง พวกมันส่งเสียงพึมพำราวกับคนละเมอออกมาไม่หยุด
ขณะเดียวกัน สองตัวในนั้นก็ก้าวเท้ายาวๆ พุ่งเข้าใส่กลุ่มของกาวิน ส่วนตัวที่เหลือยกแขนขึ้น ลูกศรพลังงานแห่งความมืดก้อนหนึ่งก็รวมตัวขึ้นที่หน้าแขนของมัน และในวินาทีต่อมาก็พุ่งตรงไปยังแอมเบอร์ที่ยืนอยู่หน้าสุดของขบวน!
“ว้าย!” แอมเบอร์อุทานออกมาสั้นๆ ทั้งร่างหดหายเข้าไปในเงาด้านหลังอัศวินไบรอนในทันที
และในวินาทีต่อมาก็ไปปรากฏตัวในเงาอีกแห่งที่ห่างออกไปสิบเมตร ส่วนอัศวินไบรอนนั้นชูดาบกว้างที่เปี่ยมไปด้วยแสงสีเงินขึ้น คำรามก้องแล้วพุ่งเข้าปะทะกับมอนสเตอร์ตัวหนึ่ง
“เฮอร์ตี้ รีเบคก้า พวกเจ้าจัดการตัวที่ยิงศรเงา! พยายามอย่าใช้เวทอาร์เคน เวทอาร์เคนแทบจะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้! แอมเบอร์ เจ้ากับพวกทหารคอยคุ้มกันผู้ใช้เวท!”
กาวินตะโกนเสียงดัง จากนั้นก็ตวัดดาบยาว กัดฟันพุ่งเข้าไปเช่นกัน
เขาไม่เคยแกว่งดาบสู้กับใครมาก่อน
เขาไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดอสุรกายตัวเป็นๆ ด้วยซ้ำ
ถึงแม้จะผ่านประสบการณ์ทะลุมิติมาเกิดใหม่ แต่จนถึงวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยืนด้วยสองขาของตนเองบนดินแดนต่างโลกแห่งนี้
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่า ในตอนนี้ ตนเองที่อาศัยเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้เล็กน้อยที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย กับความรู้การต่อสู้ในสมองที่ไม่ใช่ของตนเองเลยแม้แต่น้อย บวกกับดาบยาวโบราณที่สูญเสียพลังเวทไปแล้วหนึ่งเล่ม จะสามารถทำอะไรได้ถึงขนาดไหน
แต่หลายต่อหลายครั้ง โชคชะตาก็ไม่เคยให้ทางเลือกแก่คนเรามากนัก
เจ้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ อสุรกายก็ยืนอยู่ตรงนั้น รอบตัวเจ้าฟ้าไม่มีทางให้ขึ้น ดินไม่มีประตูให้ลง
ในมือเจ้ามีเพียงดาบโบราณอายุกว่าเจ็ดร้อยปีเล่มหนึ่ง เดิมทีควรจะมีโล่อีกอัน แต่โล่นั่นก็ถูกเจ้าลูกหลานผลาญสมบัติตัวดีทำหายไปเมื่อร้อยปีก่อนแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ เจ้ายังจะทำอะไรได้อีก?
บวก... บวกแม่มเลยสิวะ!
ก็แค่ร่างวิบัติไม่ใช่รึไง?
กาวิน เซซิล เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน คนเดียวสามารถอัดพวกมันได้เป็นร้อย!
วันนี้มีแค่สามตัว จะจัดการไม่ได้เชียวรึ?
(จบตอน)