เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ประโยชน์ของคุณโจรสาว

บทที่ 5 ประโยชน์ของคุณโจรสาว

บทที่ 5 ประโยชน์ของคุณโจรสาว


บทที่ 5 ประโยชน์ของคุณโจรสาว

กาวินไม่รู้ว่าแม่หนูที่ชื่อรีเบคก้าคนนี้สมองกระทบกระเทือนตอนสู้กับสัตว์อสูรเมื่อครู่หรือเปล่า แต่เขาก็ยังข่มความรู้สึกแล้วพูดอธิบายออกไปว่า

“ถึงแม้ข้าจะ ‘อาศัย’ อยู่ที่นี่มาหลายปี... แต่ตอนนั้นข้าก็ตายไปแล้วนะ! หลังจากเจ้าตายไปแล้ว เจ้าจะรู้เรอะว่าหลุมศพตัวเองหน้าตาเป็นยังไง?”

รีเบคก้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความจริงเธออยากจะเตือนท่านบรรพชนเสียหน่อยว่าในอดีต สุสานหลวงของปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรแอนซูนั้นสร้างเสร็จตั้งแต่ตอนที่กษัตริย์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่

และองค์กษัตริย์เองก็ทรงมีส่วนร่วมในการออกแบบด้วยซ้ำ แต่เมื่อไตร่ตรองดูให้ดีแล้ว นางรู้สึกว่าขืนยังพูดมากต่อไป มีหวังโดนท่านอาเฮอร์ตี้ตบตายคาที่แน่ๆ จึงกลืนคำพูดที่จ่ออยู่ที่คอหอยลงไป แล้วเปลี่ยนเป็นหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อแทน “อะฮะฮะ... ก็มีเหตุผลนะเจ้าคะ”

“ตอนนี้พวกเราย้อนกลับไปทางเดิมไม่ได้แล้ว” เฮอร์ตี้ถอนหายใจพลางวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น “ลานกลางของปราสาทกับทางเข้าสุสานบรรพชนถูกพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นยึดไปหมดแล้ว ขืนกลับไปทางเดิมก็เท่ากับเดินไปหาที่ตายเปล่าๆ”

“ต้องหาทางอื่น” กาวินกล่าวพลางนึกย้อนถึงความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมา “ผ่านมาตั้ง 700 ปีแล้ว โครงสร้างปราสาทบนดินแดนแห่งนี้คงไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วใช่หรือไม่?”

“โครงสร้างชั้นบนมีการซ่อมแซมไปหลายครั้งเจ้าค่ะ แต่ฐานรากยังคงเดิม” เฮอร์ตี้รีบตอบ “ทางเข้าที่ท่านพูดถึงน่าจะยังอยู่ที่เดิม”

“งั้นเหรอ? งั้นก็ง่ายแล้ว” กาวินพูดจบก็ยื่นมือไปทางทหารนายหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ “ขอยืมดาบเจ้าหน่อย”

เมื่อรับดาบยาวที่ทหารยื่นส่งมาให้ กาวินก็เริ่มขีดเขียนลงบนพื้น เขาวาดภาพร่างมุมสูงของโครงสร้างปราสาทขึ้นมาก่อน

จากนั้นก็วาดภาพตัดขวางที่แบ่งคร่าวๆ ออกเป็นสามชั้น ถึงแม้จะเป็นเพียงภาพร่างที่วาดขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงดูชัดเจนมาก

“ทางเข้าอยู่ตรงนี้ ลึกลงไปใต้ดินสองชั้น ติดกับห้องเก็บไวน์และคลังเสบียง เอ่อ..ในสมัยนั้นมันเป็นห้องเก็บไวน์กับคลังเสบียงน่ะ มันมีทางเดินสองทางที่เข้าไปข้างในได้ แต่สองทางนี้ต้องผ่านชั้นบนดิน ดังนั้นคงใช้การไม่ได้”

รีเบคก้ามองภาพร่างที่กาวินวาดขึ้นมาคร่าวๆ อย่างสงสัย “ตอนนี้ตรงนั้นก็เป็นห้องเก็บไวน์กับคลังเสบียงเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าระหว่างสองห้องนั้นมีห้องที่สามซ่อนอยู่ด้วย...”

“มันไม่ใช่ห้อง แต่เป็นช่องลับระหว่างกำแพง ใช้เทคนิคก่อสร้างพรางตาไว้ระหว่างกำแพงกับคานรับน้ำหนัก” กาวินยิ้ม “สมัยนั้นดินแดนแถบนี้ไม่ได้สงบสุข เป็นเขตชายแดน สัตว์อสูรจากดินแดนรกร้างกอนดอร์กับพวกทหารจักรวรรดิเก่าที่บ้าคลั่งมักจะบุกมาถึงหน้าประตูแทบทุกสิบวันครึ่งเดือน”

“ดินแดนเซซิลยุคแรกๆ ถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานของป้อมปราการสงคราม ในสถานการณ์แบบนั้นทางลับกับกำแพงซ้อนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เอาไว้ใช้หนีในยามฉุกเฉิน หรือไม่ก็ขนส่งเสบียงตอนที่ถูกปิดล้อม”

อัศวินไบรอนมองดูแผนที่ฉบับย่อตรงหน้าอย่างตั้งใจ จากนั้นก็ชักดาบยาวของตนออกมาขีดเขียนเพิ่มเติมบริเวณด้านล่างเฉียงไปทางซ้ายของแผนที่

“ดังนั้นเราต้องมุ่งหน้าไปที่ทางเข้าชั้นสองของปราสาท... และห้ามผ่านทางเดินบนพื้นดินรวมถึงลานกลางเด็ดขาด ตรงนี้คือตำแหน่งที่พวกเราอยู่ สุสานบรรพชนถูกสร้างอยู่ใต้ดินทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามที่ซ้อนทับกับฐานรากของตัวปราสาท...”

“ตรงจุดที่ซ้อนทับกันนั่นแหละ น่าจะมีทางเดินอยู่” กาวินพูดขัดจังหวะไบรอน “สุสานแห่งนี้สร้างเมื่อ 700 ปีก่อน”

“ช่างฝีมือสมัยนั้นก็เป็นชุดเดียวกับที่สร้างป้อมปราการสงคราม สิ่งก่อสร้างพวกนี้ถูกสร้างตามมาตรฐานและกฎเกณฑ์ในยุคนั้น ทางเดินสำรองต้องมีอยู่อย่างแน่นอน”

พูดจบ เขาก็มองรีเบคก้าด้วยสายตาแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ หรือ? เรื่องพวกนี้น่าจะเป็นความรู้ที่ตระกูลเซซิลสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นไม่ใช่หรือไง?”

รีเบคก้าก้มหน้าลงอย่างละอาย “ข้า...”

“ท่านบรรพชน พวกเราทำให้เกียรติยศที่ท่านเคยสร้างไว้ให้ตระกูลต้องมัวหมองเจ้าค่ะ” เฮอร์ตี้กัดริมฝีปาก กล่าวออกมาอย่างยากลำบาก “ตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ตระกูลเซซิลต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมาย...”

“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” กาวินโบกมือ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งเล่านิทาน “หลังจากออกจากที่นี่ไปได้แล้ว ข้าจะหาเวลาคุยกับพวกเจ้าเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเจ็ดร้อยปีนี้ให้ดี ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการหาเส้นทางจากสุสานไปยังทางลับให้เจอ”

รีเบคก้า, เฮอร์ตี้, และไบรอน ทั้งสามคนนั่งยองๆ ศึกษากันอยู่หน้าแผนที่ฉบับย่อนั่น

แต่ถึงแม้พวกเขาจะรู้จักปราสาทโบราณของตระกูลเซซิลเป็นอย่างดี แต่กลับไม่รู้โครงสร้างภายในสุสานเลย

สุสานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเจ็ดร้อยปีแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่เสียค่าตั๋วสองเหรียญเงินแล้วจะเข้ามาเดินเล่นได้

อย่าว่าแต่จะแวะเวียนมาเดินเล่นบ่อยๆ เลย แม้แต่เมื่อร้อยปีก่อนที่สุสานยังไม่ถูกปิดตาย ทายาทของตระกูลก็มีโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่จะได้เข้ามาภายในสุสาน

แถมยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ที่พำนักของบรรพชนอีกด้วย

แบบนี้แล้วใครจะไปรู้ว่าทางลับมันเปิดอยู่ตรงไหนกันเล่า!

เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ แม้แต่ความทรงจำของกาวินก็ไร้ประโยชน์ เพราะตอนที่เขาตายไปเมื่อครั้งกระโน้น คงไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะต้องคลานออกมาจากหลุมแล้วมานั่งคิดหาทางออก…

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจนปัญญา แอมเบอร์ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ มาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที: “นี่... ข้าอาจจะรู้ทางนะ...”

ทันใดนั้น สายตาของทุกคนในสุสานก็จับจ้องไปยังคุณโจรสาวฮาล์ฟเอลฟ์

แอมเบอร์หดคอทันที

เฮอร์ตี้ขมวดคิ้ว: “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“ข้า...” แอมเบอร์รู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาให้กำลังใจของกาวิน นางก็ใจกล้าขึ้นมา “ข้ามุดเข้ามาจากทางนั้นแหละ... ทิศทางน่าจะใกล้เคียงกัน ข้าเดาว่านั่นคงเป็นทางลับ”

กาวินพยักหน้า: “ดีมาก เจ้านำทางไป”

แอมเบอร์ตบอกตัวเอง: “แค่พวกท่านไม่เอาเรื่องที่ข้าขุดสุสานบรรพชนของพวกท่านก็พอแล้ว...”

เฮอร์ตี้ถลึงตามองฮาล์ฟเอลฟ์ปากไม่มีหูรูดนางนี้แวบหนึ่ง ก่อนจะยกคทาขึ้นแล้วหันหลังเดินไปยังประตูห้องสุสาน ส่วนกาวินนั้นกลับหยุดชะงักก่อนที่จะก้าวเดิน

“ท่านบรรพชน?” รีเบคก้ามองเขาอย่างสงสัย

“ข้าก็ต้องมีอาวุธติดตัวด้วย” กาวินกล่าว ถึงแม้เขาจะไม่ใช่แกรนด์ดยุคในตำนานผู้บุกเบิกดินแดนเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน แต่สามัญสำนึกในการหาอาวุธป้องกันตัวในสถานที่อันตรายเช่นนี้ก็ยังมีอยู่

สายตาของเขากวาดไปทั่วห้องสุสาน ทหารนายหนึ่งปลดดาบที่เอวของตนออกโดยสมัครใจเพื่อเตรียมจะยื่นให้

แต่กาวินโบกมือปฏิเสธความหวังดีของทหารนายนั้น ด้วยการนำทางของความทรงจำ เขาเดินมาข้างโลงศพเหล็กทมิฬ แล้วชะโงกหน้าเข้าไปควานหาของข้างใน

เขาพบดาบยาวหนักอึ้งเล่มหนึ่งในโลงศพ ตัวดาบเป็นสีดำสนิท แต่บริเวณใบดาบใกล้กับโกร่งดาบกลับมีสีแดงระเรื่อ ปรากฏให้เห็นอยู่จางๆ

ในชั่วพริบตาที่ดาบยาวอยู่ในมือ ความรู้สึกคุ้นเคยและเข้ามือก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ราวกับว่าทุกร่องรอยบนดาบเล่มนี้เข้ากันได้กับลายมือของเขาอย่างแนบสนิทน่าอัศจรรย์

กาวินตวัดดาบยาวสองครั้งโดยไม่รู้ตัว ทุกท่วงท่าในการตวัดดาบราวกับผ่านการฝึกฝนมานับพันครั้ง

เขารู้ว่านี่คือ "ความทรงจำของกล้ามเนื้อ" ที่หลงเหลืออยู่ในร่างนี้... แม้วิญญาณจะเปลี่ยนไป แต่กล้ามเนื้อทุกมัดยังจำวิธีใช้อาวุธชิ้นนี้ได้ดี

เรียกว่าเซอร์ไพรส์ก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายนัก

นอกเหนือจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายแล้ว ในสมองของเขายังสามารถค้นพบความรู้การต่อสู้ทั้งหมดของกาวิน เซซิล ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกด้วย

ไม่เพียงแต่ทักษะดาบและทักษะการขี่ม้าขั้นพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงพลังเหนือธรรมชาติที่ในสายตาของกาวินแล้วแทบไม่ต่างจากเวทมนตร์ เนื้อหาส่วนนี้ดึงดูดใจเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาทดลองหรือเรียนรู้อะไร

เอาตัวรอดจากสถานการณ์เฮงซวยตอนนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

ทันทีที่รีเบคก้าเห็นดาบยาวสีดำเล่มนั้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้น แม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังสั่นเครือเล็กน้อย “นี่คือ... ดาบผู้บุกเบิกแห่งแอนซูในตำนานเล่มนั้นหรือเจ้าคะ?”

พอได้ยินเสียงของรีเบคก้า เฮอร์ตี้ที่เดินไปถึงประตูแล้วก็หันขวับกลับมาทันที นางจ้องมองดาบในมือของกาวินเขม็ง สีหน้าไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ “ดาบผู้บุกเบิกหรือ?!”

“ตอนนี้มันก็เป็นแค่ดาบที่คมกว่าปกตินิดหน่อยเท่านั้นแหละ” กาวินถอนหายใจ “ผ่านไปตั้ง 700 ปีแล้ว ต่อให้อาวุธที่ได้รับพรจากภูตจะไม่สึกกร่อนหรือผุพัง แต่พลังเวทมนตร์ข้างในก็สลายไปจนหมดแล้ว กว่าจะเติมพลังให้มันเต็มอีกครั้งก็ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน”

พูดจบ กาวินก็หันไปมองทางด้านหน้าโลงศพ ตรงนั้นมีแท่นหินเล็กๆ ตั้งอยู่แท่นหนึ่ง แต่บนแท่นกลับว่างเปล่าไม่มีอะไรวางอยู่เลย ภาพที่เห็นทำให้กาวินขมวดคิ้วทันที

“เดี๋ยวนะ ข้าควรจะมีโล่คู่กายด้วยไม่ใช่เหรอ? หรือว่าไม่ได้ถูกฝังมาพร้อมกับข้า? โล่อันเบ้อเริ่มของข้าหายไปไหนแล้วล่ะ?”

สีหน้าของเฮอร์ตี้ดูเจื่อนลงไปทันตา “ท่านบรรพชน... ลูกหลานของท่านทำเรื่องงามหน้าอีกแล้วเจ้าค่ะ โล่ผู้พิทักษ์อาณาจักรแอนซูถูกกรัมแมน เซซิล ทายาทรุ่นเหลนนำออกไปจากสุสานเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน แล้วก็ทำหายไปในสนามรบ...”

เฮอร์ตี้พูดด้วยน้ำเสียงกระอึกกระอัก เห็นได้ชัดว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่นางไม่กล้าพูดออกมา

บางทีนางอาจจะกลัวว่าขืนเล่าเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อนให้ฟัง ท่านบรรพชนตรงหน้าอาจจะ 'ของขึ้น' จนหัวใจวายตายไปอีกรอบ

ถึงแม้ว่าข้างๆ จะมีโลงศพวางเตรียมพร้อมให้จับยัดกลับลงไปใหม่ได้ทันทีก็เถอะ…

กาวินสังเกตเห็นความลังเลของเฮอร์ตี้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดคาดคั้นอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วแล้วสบถออกมาว่า “ไอ้พวกตัวล้างผลาญ... ยังโชคดีที่ดาบถูกเก็บไว้ในโลงศพ อย่างน้อยเจ้ากรัมแมนนั่นก็ยังไม่ถึงกับหน้ามืดตามัวมางัดโลงบรรพชนเพื่อจะเอาของไปให้ครบเซ็ต!”

เฮอร์ตี้กับรีเบคก้าทำได้เพียงก้มหน้าฟังจนเหงื่อตก การที่ท่านบรรพชนลุกขึ้นมาจากโลงศพแล้วด่าทอท่านปู่ทวดแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่หลุดโลกเกินกว่าขอบเขตของนิยายแฟนตาซีไปไกลแล้ว ในฐานะที่เป็นลูกหลาน แค่จะหายใจแรงๆ ยังรู้สึกกดดันเลย!

โชคยังดีที่กาวินแค่รู้สึกหงุดหงิดที่ขาดอุปกรณ์ป้องกันตัวที่น่าจะพอมีประโยชน์ไปชิ้นหนึ่งเท่านั้น หลังจากบ่นไปประโยคหนึ่ง เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก หากแต่พาทุกคนเดินออกจากห้องสุสานไป

เมื่อออกมาจากห้องสุสานจนถึงโถงหินด้านนอก รีเบคก้าก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกวักมือเรียกไปยังมุมห้อง “เบ็ตตี้! ออกมาเถอะ! ปลอดภัยแล้ว!”

กาวินหันไปมองตามอย่างสงสัย เขาเห็นเด็กสาวร่างผอมบางตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ซึ่งดูแล้วอายุน่าจะน้อยกว่ารีเบคก้าเสียอีก กำลังเดินตัวสั่นออกมาจากเงามืดตรงมุมห้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ เด็กสาวสวมชุดกระโปรงผ้าเนื้อหยาบ บนใบหน้ามีกระเล็กๆ ประปราย เส้นผมสีลินินถูกปล่อยสยายไว้ด้านหลัง ในมือของนางกำกระทะก้นแบนเอาไว้แน่น

พอเห็นกาวิน เด็กสาวที่ชื่อเบ็ตตี้ก็แสดงสีหน้าลังเลและประหม่าออกมาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยมันสมองที่ดูซื่อๆ ของนาง นางคงคิดไม่ถึงแน่ว่าชายแปลกหน้าที่โผล่มาอย่างกะทันหันคนนี้กระโดดออกมาจากไหน…

“นางเป็นสาวใช้ในปราสาทเจ้าค่ะ พวกเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางพลัดหลงกับกลุ่มแรกที่ฝ่าวงล้อมออกไปได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ติดสอยห้อยตามมาแบบงงๆ แล้ว” รีเบคก้าแนะนำเด็กสาวสั้นๆ

“เบ็ตตี้ นี่คือ...”

แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ส่งตรงมาจากด้านบนของสุสานขัดจังหวะคำพูดของรีเบคก้า

“ไม่ใช่เวลามาคุยเล่นแล้ว” กาวินยกดาบยาวขึ้นแล้วหันไปมองแอมเบอร์ “เอาล่ะ นำทางได้”

จบบทที่ บทที่ 5 ประโยชน์ของคุณโจรสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว