เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ตื่นมาก็งานเข้าซะแล้ว

บทที่ 4 ตื่นมาก็งานเข้าซะแล้ว

บทที่ 4 ตื่นมาก็งานเข้าซะแล้ว


บทที่ 4 ตื่นมาก็งานเข้าซะแล้ว

กาวินสัมผัสได้ว่าสภาพร่างกายของตนกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สมองเริ่มปลอดโปร่งแจ่มใส การควบคุมร่างกายกลับมาคล่องแคล่วดั่งใจนึก ในที่สุดเขาก็มีเรี่ยวแรงพอที่จะหันไปใส่ใจเด็กสาวที่ยังคงถูกคุมตัวอยู่

“ว่าแต่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

ก่อนหน้านี้เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์พยายามทำตัวลีบเล็กเพื่อลดการเป็นจุดสนใจมาโดยตลอด

ด้วยแอบหวังลึกๆ ว่าคนตระกูลเซซิลกลุ่มนี้จะตื่นตระหนกกับการ “เข้าพบท่านบรรพชน” จนลืมเรื่องที่มีคนมาขุดสุสานไปเสีย

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสบโอกาสหนี กาวินก็เบนสายตามาทางนี้เสียก่อน คุณหัวขโมยดวงกุดจึงทำได้เพียงหดคอทำหน้าตาน่าสงสาร

“ข้าแค่เข้ามาหาที่หลบภัยเท่านั้นเอง...”

“แค่หาที่หลบภัยจำเป็นต้องมุดเข้ามาถึงห้องสุสานชั้นในสุดเชียวรึ!” เฮอร์ตี้ถลึงตาทันควัน แล้วหันไปกล่าวกับกาวิน “ท่านบรรพชน เจ้าโจรปล้นสุสานต่ำช้าผู้นี้คือผู้ที่ลบหลู่สถานพำนักอันศักดิ์สิทธิ์ และรบกวนการหลับใหลของท่านเจ้าค่ะ!”

กาวินชะงักไปวูบหนึ่ง สายตาที่ทอดมองไปยังแม่สาวลูกครึ่งเอลฟ์พลันเปลี่ยนเป็นแฝงนัยประหลาด "พูดง่ายๆ ก็คือ... เจ้าเป็นคนปลุกข้าให้ ‘ตื่น’ เช่นนั้นรึ?”

หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางสรีระ คุณโจรสาวคงอยากหดศีรษะกลับเข้าไปในช่องท้องเสียให้รู้แล้วรู้รอด น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “ข้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นะ! เดิมทีข้าแค่ต้องการหาที่ซ่อนตัวให้ปลอดภัย แต่พอมุดเข้ามาแล้วโรคอาชีพมันดันกำเริบขึ้นมา ก็เลยเผลอเข้ามาถึงห้องสุสาน แต่พอเข้ามาถึงแล้วข้าก็ไม่ได้แตะต้องสิ่งใดเลย...”

กาวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่างไรเสีย ก็ต้องขอบใจเจ้านะ”

คุณโจรสาว: “...เอ๊ะ?”

ทุกคนรวมถึงรีเบคก้าและเฮอร์ตี้: “...หา?”

“อะแฮ่ม ปล่อยนางเถิด ชายฉกรรจ์สี่คนมารุมเด็กสาวตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวเช่นนี้ดูไม่งามเลย” หลังกล่าวขอบคุณ กาวินก็ตระหนักว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ แต่ครั้นจะกลับคำก็กลัวเสียหน้า จึงได้แต่แถต่อไปอย่างเสียมิได้

“มันผิดวิถีแห่งอัศวิน อืม... วิถีแห่งอัศวินน่ะ”

สีหน้าของเฮอร์ตี้ฉายแววลังเล “แต่ว่าท่านบรรพชน นางเป็น...”

“ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณนางที่ช่วยปลุกข้าจากการหลับใหล” กาวินโบกมือตัดบท “ปล่อยนางไปเสียเถิด ขนาดข้าที่เป็นเจ้าทุกข์ยังไม่ติดใจเอาความ แล้วเจ้าจะโต้แย้งอะไรอีก?”

อัศวินไบรอนมอง ‘ท่านบรรพชนเซซิล’ ผู้นี้ด้วยสีหน้าพิกล แต่ท้ายที่สุดก็ยอมลดดาบลงตามสัญญาณสายตาของเฮอร์ตี้ ทหารอีกสามนายที่รายล้อมก็ถอยฉากออกมาเช่นกัน

เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์กวาดตามองรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จากนั้นจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง พลางหันไปย้ำกับกาวินอีกรอบ “เอ่อ ท่านเป็นผู้อาวุโส วาจาต้องศักดิ์สิทธิ์นะ ห้ามกลับคำเด็ดขาดล่ะ!”

หางตาของเฮอร์ตี้กระตุกยิก นางต้องงัดความสำรวมของชนชั้นสูงที่บ่มเพาะมานานปีข่มกลั้นโทสะอยู่อึดใจใหญ่ ถึงจะระงับความอยากซ้อมเจ้าหัวขโมยปากดีผู้นี้ให้หมอบกระแตลงไปกองกับพื้น

กาวินพินิจดูเด็กสาวด้วยความสนใจ จากความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา เขาสามารถระบุได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีสายเลือดของลูกครึ่งเอลฟ์ “เจ้ามีนามว่าอะไร?”

เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์กะพริบตาปริบๆ “แอมเบอร์”

กาวินลูบปลายคาง “แอมเบอร์? ฟังดูมีกลิ่นอายของพวกเอลฟ์ป่าอยู่ไม่น้อย...”

ทันใดนั้นเฮอร์ตี้ก็เอ่ยแทรกขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาระหว่างกาวินกับลูกครึ่งเอลฟ์นามว่าแอมเบอร์ “ท่านบรรพชน ข้าจำต้องเสียมารยาทขัดจังหวะท่าน... ยามนี้ไม่ใช่เวลามาสนทนา สถานการณ์ของพวกเรายังไม่ปลอดภัยเจ้าค่ะ!”

กาวินพยายามปรับตัวให้เข้ากับบทบาทใหม่ เขาหันไปมองเฮอร์ตี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“อสุรกายเจ้าค่ะ!” รีเบคก้าที่เงียบงันอยู่นานโพล่งขึ้นเสียงดัง

“กองทัพอสุรกายทะลักเข้ามาจากทางช่องเขาเซรินและเหมืองแร่! กองทหารและหน่วยลาดตระเวนของดินแดนไม่อาจต่อกรพวกมันได้... เกรงว่าป่านนี้ข้างนอกนั่นคงถูกพวกมันยึดครองจนหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ...”

“พวกเราพยายามต้านทานอย่างสุดความสามารถ และก่อนที่สถานการณ์จะพังทลายลงโดยสิ้นเชิง ก็ได้สั่งการให้เซอร์ฟิลิปนำทหารส่วนหนึ่งคุ้มกันราษฎรอพยพไปยังที่ปลอดภัยก่อนแล้ว”

“แต่ก่อนที่กลุ่มผู้อพยพชุดที่สองจะทันได้ออกเดินทาง สะพานชักก็ถูกพวกอสุรกายทำลายลงเสียก่อน”

เฮอร์ตี้กล่าวเสริม “ข้าและรีเบคก้าไม่ได้ทำให้เกียรติยศแห่งตระกูลเซซิลต้องมัวหมอง เหล่านักรบผู้กล้าหาญเหล่านี้ก็เช่นกัน พวกเรายืนหยัดต่อสู้ภายในปราสาทจนถึงวินาทีสุดท้าย”

“จวบจนกระทั่งประตูเขตชั้นในถูกตีแตก พวกเราจึงจำต้องถอยร่นลงมายังที่แห่งนี้”

จากนั้นกาวินได้ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็สามารถปะติดปะต่อเค้าโครงของเรื่องราวทั้งหมดได้

ที่แห่งนี้คือดินแดนบรรพชนของตระกูลเซซิลที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นแรก

และแม่หนูรีเบคก้า... เด็กสาวที่ถือคทาเหล็กอยู่ข้างๆ ซึ่งดูอย่างไรก็เหมือนเด็กมัธยมปลายนั้น กลับเป็นถึงเจ้าผู้ครองดินแดนคนปัจจุบัน

ในยามที่เหล่าอสุรกายบุกโจมตี ท่านลอร์ดเจ้าดินแดนผู้เยาว์วัยได้พยายามบัญชาการรบต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่เห็นได้ชัดว่าลงเอยด้วยความล้มเหลว

ท้ายที่สุด อสุรกายได้ทำลายแนวป้องกันทั้งหมดและเข่นฆ่าผู้คนตลอดรายทาง

หลังจากผู้รอดชีวิตกลุ่มแรกอพยพออกไป รีเบคก้าผู้ยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้าดินแดนพร้อมด้วยทหารกลุ่มสุดท้ายจำต้องติดอยู่ในปราสาท พวกเขาต่อสู้ยืดเยื้อเป็นเวลานาน

แต่สุดท้ายปราสาทก็แตกพ่าย จึงจำใจต้องถอยร่นลงมายังสุสานบรรพชนเบื้องล่าง

แล้วก็แจ็กพอตแตกมาเจอกับช็อตที่เขา ‘ลุกจากหลุม’... อ้อ หมายถึง  ‘สวมรอยสิงร่าง’ พอดี

ส่วนสุภาพสตรีสูงศักดิ์รูปงามนามว่าเฮอร์ตี้ แท้จริงแล้วคือท่านอาหญิงของรีเบคก้า

ทว่าลำดับเครือญาติเหล่านี้หามีความหมายใดกับกาวินไม่ อย่างไรเสียก็เป็นเหลนของเหลนของเหลน...

เหลนโหลนเหมือนกันหมด จะมีคำว่า ‘เหลน’ งอกเพิ่มมาอีกกี่คำก็คงไม่ได้สร้างความแตกต่างแต่อย่างใด

สำหรับลูกครึ่งเอลฟ์นามว่าแอมเบอร์ นางก็เป็นหัวขโมยจริงๆ นั่นแหละ

แต่คราวนี้นางแค่ต้องการหาที่หลบภัยจริงๆ เพียงแต่ทักษะวิชาชีพของคุณหัวขโมยดันเทพซ่าเกินเบอร์ไปหน่อย เล่นงัดแงะมุดเข้ามาจนถึงห้องเก็บศพชั้นในสุดของตระกูลเซซิลซะงั้น…

‘ตื่นมาก็เจองานหยาบเลยเรอะ…’ กาวินยกมือขึ้นนวดขมับ พลางครุ่นคิดหาวิธีคลี่คลายวิกฤตการณ์ตรงหน้า สมองเร่งสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากคลังความทรงจำ

“สรุปก็คือ... พวกอสุรกายยึดครองพื้นที่ด้านบนไว้หมดแล้ว หากออกไปก็มีแต่ทางตันสินะ ว่าแต่เอาแต่เรียกอสุรกายๆ กันอยู่ได้ ตกลงแล้วพวกมันคือตัวอะไรกันแน่?”

“ข้าสันนิษฐานว่าเป็นสายพันธุ์ย่อยของปีศาจเจ้าค่ะ” เฮอร์ตี้เอ่ยตอบ “แต่พวกปีศาจไม่ได้ปรากฏตัวในโลกมนุษย์มานานหลายปีแล้ว ยิ่งเป็นการปรากฏตัวในวงกว้างระดับนี้ ข้าเองก็ไม่กล้ายืนยันเจ้าค่ะ”

ฝ่ายรีเบคก้านั้นกำคทาแน่น จ้องมองกาวินด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง “ท่านบรรพชน... หรือว่าแม้แต่พลังของท่านก็ไม่อาจจัดการกับอสุรกายข้างนอกนั่นได้หรือเจ้าคะ?”

กาวินชะงักกึก “ข้า?”

“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ! ตามตำนานเล่าขานว่าท่านคืออัศวินผู้เกรียงไกรที่สุดแห่งอาณาจักรแอนซู... ไม่สิ ทั่วทั้งทวีปทางเหนือเลยด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ?” ดวงตาของรีเบคก้าเปล่งประกายเจิดจรัส “ว่ากันว่าในอดีตกาล ท่านเพียงตวาดดาบครั้งเดียวก็สามารถบั่นศีรษะ ‘กอล์ก’ จอมทัพแห่งเผ่าคนเถื่อนได้...”

กาวินรีบค้นดูความทรงจำของตนในทันที ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาเขาตกตะลึง... กาวิน เซซิล ผู้นี้กลับเป็นถึงยอดคนระดับตำนานของจริงเลยนี่หว่า!

เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคบุกเบิกแห่งอาณาจักรแอนซู และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกรุ่นแรกสุดของยุคที่ถูกขนานนามว่า “ยุคแห่งการบุกเบิกครั้งที่สอง”

ในยุคมืดที่จักรวรรดิกอนดอร์โบราณล่มสลาย ผู้รอดชีวิตต่างต้องดิ้นรนท่ามกลางความโกลาหลและป่าเถื่อน

แสงสว่างแห่งอารยธรรมมนุษย์ค่อยๆ ถูกกลืนกินโดย ‘คลื่นทมิฬ’ ที่แผ่ขยายออกมาจากใจกลางทวีป

ในช่วงเวลาอันมืดมนนั้น กาวิน เซซิล พร้อมด้วยเหล่ายอดฝีมือร่วมสมัยได้นำพามนุษย์ผู้รอดชีวิตหลบหนีออกจากซากปรักหักพังของจักรวรรดิ และกรีธาทัพมุ่งหน้าไปยังสี่ทิศทาง โดยกลุ่มที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือก็คือบรรพชนของอาณาจักรแอนซู... และกาวิน เซซิล ก็คือหนึ่งในผู้นำเหล่านั้น

ช่วงชีวิตของเขานั้นแสนสั้น ทว่ารุ่งโรจน์โชติช่วงหาใดเปรียบ... ออกเดินทางด้วยวัยเพียงสิบห้าปี ก้าวขึ้นเป็นอัศวินผู้บุกเบิกที่อายุน้อยที่สุดในยุคนั้น

ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าอัศวินและปฐมกษัตริย์แห่งแอนซู ใช้เวลาสิบปีสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นทางตอนเหนือของทวีป ดึงมนุษยชาติกลับคืนสู่อารยธรรมและกฎระเบียบ

ภายหลังการสถาปนาอาณาจักร เขาได้รับตำแหน่งหนึ่งในเจ็ดขุนพลแห่งแอนซู พิทักษ์ชายแดนใต้ ต้านรับการโต้กลับของคลื่นทมิฬทั้งเล็กและใหญ่นับสิบครั้ง โดยไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่คราเดียว…

ทว่าชีวิตอันรุ่งโรจน์นี้เปรียบประดุจเปลวเทียนที่เผาไหม้รุนแรงเกินไป สุดท้ายแล้วบุรุษระดับตำนานผู้นี้มีอายุขัยเพียงสามสิบห้าปี

ในสมรภูมิสุดท้ายที่ต่อกรกับคลื่นทมิฬ กาวิน เซซิล ได้สิ้นใจลงเนื่องจากใช้พลังจนเหือดแห้ง

ความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

นี่คือชีวิตทั้งชีวิตของพี่ใหญ่ผู้นี้

กาวินรู้สึกเหมือนเส้นเลือดที่ขมับกำลังเต้นตุบๆ

ดันมาสิงร่างของบุคคลระดับบิ๊กบอสเข้าให้เสียแล้ว!

ไม่ใช่ความลิงโลด และไม่ใช่ความหวาดกลัว... หลังจากความตกตะลึงผ่านพ้น ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ... ความไม่มั่นใจ

รีเบคก้ากำลังจ้องมองเขาด้วยความคาดหวัง แอมเบอร์เองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน แม้แต่ท่านผู้หญิงเฮอร์ตี้ที่ดูสุขุมเยือกเย็นที่สุด สายตาที่มองมายังเขาก็เปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

ทว่าคนที่พวกเขามองอยู่คือ กาวิน เซซิล... ไม่ใช่ตัวเขา ‘เกาเหวิน’ คนนี้

กาวินก้มลงมองมือของตน... มันคือมือของนักรบ ทั้งกว้างและหนา เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับอาวุธ แต่เขาไม่รู้เลยว่าพอต้องมาบังคับร่างนี้เองจริงๆ จะรีดเร้นพลังออกมาได้มากน้อยเพียงใด

แต่ทว่าความรู้สึกไม่มั่นใจนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน ความทรงจำของกาวินเองก็เริ่มตื่นตัวขึ้น... นั่นคือความทรงจำอันยาวนานนับหมื่น หรืออาจถึงแสนปี

แม้เนื้อหาสาระของความทรงจำเหล่านั้นอาจมีไม่มากนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาปรับทัศนคติได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นในตนเองอีกครั้ง

เขายอมรับว่าตนรู้สึกตื่นตะลึงกับตำนานชีวิตอันยิ่งใหญ่ของกาวิน เซซิล อยู่ไม่น้อย ทว่าในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความตื่นตระหนกหรือความหวั่นไหว หากแต่เป็นการยืนหยัดในตัวตนของตนเองให้หนักแน่น

ที่มาของความเชื่อมั่นนี้ช่างเรียบง่าย…

ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่เหล่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนทวีปแห่งนี้ยังไม่อาจเดินสองขาได้ด้วยซ้ำ เขาก็ได้เฝ้ามองโลกใบนี้จากเบื้องบนมาโดยตลอดแล้ว!

เขาทราบดีว่าความทรงจำอันยาวนานเหล่านี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมนัก

ทว่า ณ ห้วงเวลานี้ เขาเพียงต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อปลุกปลอบขวัญตนเองก็พอ แล้วอาศัยแรงฮึดนี้ หาหนทางเอาชีวิตรอดต่อไป

และเมื่อจิตใจสงบนิ่ง หนทางย่อมปรากฏขึ้นเอง

ในไม่ช้า เขาก็ค้นเจอข้อมูลที่เป็นประโยชน์บางอย่างจากเศษเสี้ยวความทรงจำของกาวิน เซซิล

“การฝ่าวงล้อมออกไปตรงๆ นั้นเป็นเรื่องไกลเกินฝัน” กาวินลูบปลายคางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้าหลับใหลไปเนิ่นนานเพียงนั้น ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสำแดงพลังออกมาได้มากน้อยเพียงใด”

“อีกทั้งพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าอสุรกายที่อยู่ข้างบนนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน ฉะนั้นหนทางที่ดีที่สุดคือการลัดเลาะหลบเลี่ยงพวกมันไปยังพื้นที่ปลอดภัย”

รีเบคก้าแย้งขึ้น “แต่สะพานชักถูกทำลายไปแล้ว เส้นทางอื่นก็ถูกปิดตายไปหมดแล้วนะเจ้าคะ...”

กาวินโบกมือขัดจังหวะหลานสาวรุ่นที่ N+1 ผู้นี้

“ใต้ดินต่างหากเล่า... ดินแดนเซซิลเคยเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันชายแดนใต้ของอาณาจักร ใต้ผืนดินแห่งนี้มีระบบอุโมงค์ลับซ่อนอยู่ โครงสร้างหลักของมันได้รับพรจากธาตุดิน ต่อให้ผ่านไปนับพันปีก็ไม่มีวันถล่มทลาย และทางเข้าอุโมงค์ลับที่ว่าก็อยู่ใต้ปราสาทนี่แหละ”

"มีของแบบนั้นด้วยเหรอเจ้าคะ?!“รีเบคก้าเผยสีหน้ายินดี”เช่นนั้นจะมัวรออะไรอยู่เล่า รีบไปหาอุโมงค์กันเถิด! ท่านบรรพชน โปรดนำทางพวกเราด้วย!”

"แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง" กาวินผายมือออก “ข้ารู้เพียงวิธีเดินทางจากตัวปราสาท แต่ข้าไม่รู้วิธีเดินทางจากสุสานแห่งนี้”

รีเบคก้าทำหน้าแปลกใจ “ท่านพำนักอยู่ที่นี่มาตั้งนาน ยังไม่รู้เส้นทางอีกหรือเจ้าคะ?”

กาวิน: “...”

อัศวินไบรอนและเหล่าทหาร: “...”

เฮอร์ตี้หน้าซีดเผือด นางรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ท่านบรรพชนจะอกแตกตายไปอีกรอบเพราะทายาทไม่ได้ความผู้นี้...

จบบทที่ บทที่ 4 ตื่นมาก็งานเข้าซะแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว