- หน้าแรก
- บันทึกสร้างชาติ การกลับมาของท่านบรรพชน
- บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!
บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!
บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!
บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!
หลังจากลุกขึ้นนั่งจากโลงเหล็กทมิฬอันน่าสงสัย เกาเหวินก็ตกอยู่ในภาวะมึนงงอย่างหนัก
อันที่จริงแม้แต่ท่าทางที่ “ลุกขึ้นนั่ง” เขาก็ทำไปโดยจิตใต้สำนึกล้วนๆ
ความสับสนปนวิงเวียนอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนกำลังจู่โจมมันสมอง เสียงอื้ออึงดังระงมไปทั่วโสตประสาท
ร่างกายส่งสัญญาณความรู้สึกอันบ้าคลั่งและยากจะแยกแยะออกมาไม่หยุดหย่อน ภาพที่ปรากฏแก่สายตามีภาพซ้อนกันอย่างน้อยสี่ชั้น แถมสองในนั้นยังเป็นภาพขาวดำ...
ทว่าท่ามกลางความโกลาหลทั้งมวลนี้ สติสัมปชัญญะของเขายังไม่ได้พังทลายลงไปเสียทีเดียว
บางทีอาจต้องขอบคุณใครบางคนที่ฟาดหลังมือเขาเข้าอย่างจังเมื่อครู่ ในชั่วพริบตาที่เกือบจะถูกห้วงความสับสนกลืนกิน ความเจ็บปวดนั้นช่วยดึงสติอันล้ำค่ากลับคืนมาได้
แต่ไอ้การฟาดนั่นมันเจ็บเป็นบ้าเลยจริงๆ…
ขณะที่ความคิดอ่านเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง ในที่สุดเกาเหวินก็ค่อยๆ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าได้ มุมมองที่ดับวูบไป
โปรแกรมหลบหนีอะไรนั่นที่เริ่มทำงาน, ความรู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงมา และตอนนี้... ร่างกายที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก และขยับเขยื้อนได้จริงๆ
ร่างกาย!!
เขาได้รับร่างกายมาแล้ว!
หลังจากทะลุมิติมาเป็นหมื่นเป็นแสนปี จนเกือบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าตนเกิดมาเป็นกล้องวงจรปิดบนฟากฟ้า
ในที่สุดเกาเหวินก็ได้ครอบครองร่างกายที่มีเลือดเนื้อแล้วจริงๆ!
อาการสมองเบลอเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประสาทสัมผัสอันยุ่งเหยิงที่ส่งมาจากทั่วร่างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เช่นกัน เขาไม่ได้สัมผัสอะไรอย่างอื่นนอกจาก "การมองเห็น" มานานเกินไป
แม้สติสัมปชัญญะจะยังคงแจ่มชัดด้วยเหตุผลกลใดมิทราบ แต่การต้องมาปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกร้อน หนาว เจ็บปวด และคันยิบๆ ในทันทีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทว่าเกาเหวินสัมผัสได้ว่าตนกำลังปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่นี้อย่างรวดเร็ว เริ่มชินกับสัมผัสนานัปการของการหวนคืนสู่โลกแห่งสสารอีกครั้ง
หลังจากอาการวิงเวียนทุเลาลง ภาพซ้อนสี่ชั้นอันน่าเวียนหัวตรงหน้าก็กลับมาเป็นปกติ และภาพสถานการณ์รอบกายก็ปรากฏชัดสู่สายตา
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่คนที่ยืนถืออาวุธครบมืออยู่ไม่ไกล...
หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนผมสีดอกเลา สวมเกราะเหล็กกล้าที่ดูแข็งแกร่งทนทาน กล้ามเนื้อเป็นมัดแน่นขนัดแทบจะลามไปถึงหน้าผาก ในมือกระชับดาบยาวสีเงินยวง
ส่วนอีกสามคนที่เหลือนั้น แม้ชุดเกราะและอาวุธจะดูเรียบง่ายกว่า ทว่าก็พอมองออกว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ผลิตตามแบบแผนกองทัพ
เด็กสาวร่างเล็กนางหนึ่งถูกชายฉกรรจ์ทั้งสี่ใช้ดาบจ่อบังคับให้คุกเข่าอยู่กับพื้น ด้วยมุมมองและเส้นผมที่ปรกหน้าทำให้เห็นโฉมหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่เด่นชัดคือปลายหูเรียวแหลมที่โผล่ออกมาระหว่างเรือนผม
ถัดออกไปไกลอีกหน่อย มีสตรีในชุดกระโปรงยาวสีแดงยืนสงบนิ่ง ใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายความสง่างามและเป็นผู้ใหญ่
ประกอบกับทรวดทรงองเอวที่เว้าโค้งได้รูป ทำให้เกาเหวินอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอีกครั้ง เขาจึงสังเกตเห็นความประหม่าและความหวาดหวั่นที่ฉายชัดในแววตาของสุภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าความเคลื่อนไหวข้างกายพลันดึงดูดความสนใจของเกาเหวินกลับมา เขาหันกลับไปมอง ก็พบเด็กสาววัยแรกรุ่นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีกำลังกระโดดลงจากแท่นหินที่เขาอยู่อย่างลนลาน
ในมือของเธอกำแท่งโลหะที่ดูแล้วหากใช้ฟาดผู้ใดคงเจ็บปวดมิใช่น้อย…
เมื่อหวนนึกถึงตำแหน่งที่เด็กสาวเคยยืนอยู่ก่อนหน้า สีหน้าของเกาเหวินก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น
“เมื่อครู่... เจ้าเป็นคนฟาดข้าใช่หรือไม่?”
ทันทีที่เอ่ยปาก ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายที่ต้องชะงักงัน... เขารู้ตัวว่าถ้อยคำที่หลุดปากออกไปมิใช่ภาษาจีน หากแต่เป็นภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ทว่าภาษาแปลกหูนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
รีเบคก้าหารู้ไม่ว่าในสมองของ ‘ท่านบรรพชน’ กำลังมีความคิดสับสนวุ่นวายมากมายเพียงใด
ทายาทขุนนางสาวผู้เพิ่งสืบทอดบรรดาศักดิ์ไวเคาน์เตสและต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ผู้นี้แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว “ท่านบรรพชน... ขอประทานอภัย ขอประทานอภัย ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ...”
“ข้า...” อันที่จริงจนบัดนี้เกาเหวินก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น
แม้เขาจะลอยค้างอยู่บนเวหาเฝ้ามองโลกใบนี้มาเนิ่นนานปี แต่การเปลี่ยนมามองผ่านสายตาตนเองแบบนี้เพิ่งเป็นครั้งแรก ระดับความมึนงงสับสนของเขาในเวลานี้ไม่ได้น้อยไปกว่าใครในห้องนี้เลย
“พวกเจ้าคือ...”
สตรีสูงศักดิ์รูปงามในชุดกระโปรงยาวสีแดงดูจะเป็นคนที่สุขุมที่สุดในที่นั้น
หลังจากกาวินลุกขึ้นนั่งและเป็นฝ่ายเอ่ยปากเจรจา ความหวาดหวั่นและตึงเครียดบนใบหน้าของนางก็ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
ในยามนี้ นางถึงกับก้าวเท้าออกมาข้างหน้า—แม้สีหน้าจะยังฉายแววระแวดระวัง แต่ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ท่านทราบหรือไม่ว่าตนเองคือผู้ใด?”
“ข้า?” เกาเหวินชะงักไปวูบหนึ่ง แต่ก่อนที่จะพลั้งปากบอกชื่อเดิมออกไป เขาก็สะดุ้งได้สติเสียก่อน ตระหนักได้ว่ายามนี้ตนควรสวมบทบาทเป็นบุคคลอื่นถึงจะถูก
ลองก้มมองกล่องที่รองรับร่างของตน แม้รูปลักษณ์จะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่มันคือโลงศพอย่างไม่ต้องสงสัย
กวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ถึงจะกว้างขวางกว่าบ้านในชาติที่แล้วของเขาก็เถอะ แต่ดูยังไงๆ มันก็คือสุสาน…
เมื่อนึกเชื่อมโยงกับสีหน้าท่าทางของคนรอบข้าง เกาเหวินก็ตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง...
เขาคือศพคืนชีพนี่หว่า????
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเขาพูดชื่อที่ไม่ตรงกับเจ้าของ “ร่างไร้วิญญาณ” ที่ตนสิงสู่อยู่
มีหวังโดนเหมาว่าเป็นปีศาจร้ายแล้วโดนรุมยำเละแน่นอน
เมื่อครู่ยัยหนูคนนั้นพูดว่าอะไรนะ?
ท่านบรรพชนใช่ไหม?
เช่นนั้นเขาก็พอจะคาดเดาได้แบบมั่นหน้าได้เลยว่า ตนเองได้เข้ามาสิงสู่ร่างบรรพชนของอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว
พักเรื่องที่ว่าตาแก่นี่กินอะไรเข้าไปร่างกายถึงไม่เน่าเปื่อยแม้จะตายไปนานปีไว้ก่อน ประเด็นสำคัญคือตัวเขาที่เป็นวิญญาณต่างด้าว ไม่เพียงแต่มายึดร่างบรรพชนชาวบ้านเขา มานอนในหลุมศพของเขา
หนำซ้ำเมื่อครู่ยังถีบฝาโลงของเขาจนปลิวว่อน นี่หากความแตกขึ้นมา แค่คำว่า ‘บรรลัยวายป่วง’ คงยังน้อยไป…
เมื่อคิดได้ดังนั้น กาวินจึงก้มหน้าลงแสร้งทำท่าครุ่นคิด ทว่าแท้จริงแล้วกำลังเฟ้นหาข้ออ้างอย่างเร่งด่วน เช่นว่า หลับไปนานความจำเลยเลอะเลือนอะไรเทือกนั้น ทว่าในชั่วพริบตาที่เขารวบรวมสมาธิ อาการวิงเวียนรุนแรงก็เข้าจู่โจมเขาอีกรอบ
เขาอุตส่าห์ปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่และสลัดความมึนงงทิ้งไปได้หมาดๆ แต่แล้วอาการวิงเวียนระลอกสองก็โถมซัดเข้ามาจนได้ ร่างกายถึงกับซวนเซเจียนจะล้มพับกลับลงไปในโลงศพ
ฝ่ายสตรีสูงศักดิ์ในชุดกระโปรงยาวเมื่อเห็นท่าทีผิดปกติของเกาเหวินก็รีบยกคทาขึ้นด้วยความตระหนก
ดูท่าเตรียมจะยัดเยียดลูกไฟขนาดยักษ์ใส่หน้าบรรพชนของตนอยู่รอมร่อ...
ทว่าสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เล็ดลอดจากริมฝีปากของเกาเหวินก็ได้ขัดจังหวะนางเสียก่อน
“กาวิน เซซิล... ข้าคือกาวิน เซซิล ผู้บุกเบิกแห่งอาณาจักรแอนซู... ตอนนี้เป็นปีใดแล้ว?”
เกาเหวินเอ่ยพลางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาสงบนิ่งลุ่มลึกดุจดั่งห้วงสมุทร…
ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนราวคลื่นลมโหมกระหน่ำ
ความทรงจำของ ‘กาวิน เซซิล’ กำลังพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับถูกจัดระเบียบและบันทึกไว้อย่างรวดเร็วราวกับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่วิงเวียนเมื่อครู่ เขาได้กวาดอ่านข้อมูลส่วนที่ตื้นที่สุดเหล่านี้ และรับรู้ถึงสถานะที่ตัวเองควรจะเป็นในตอนนี้
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือชื่อของร่างนี้... คาดไม่ถึงเลยว่าจะชื่อ ‘กาวิน’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับเขา (เกาเหวิน อังกฤษอ่านว่า กาวิน หรือกาเวนได้ต่อจากนี้จะใช้ชื่อว่า กาวินให้เข้ากันธีมนิยายนะครับ)
เพียงแต่ ‘กาวิน’ ผู้นี้ไม่ได้แซ่เกา หากแต่มีสกุลต่อท้ายว่า เซซิล
นี่เป็นความบังเอิญอย่างงั้นหรือ?
ทว่ากาวินในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมาวิเคราะห์ความบังเอิญมหัศจรรย์นี้ ด้วยความทรงจำของกาวิน เซซิลยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
เขาต้องรวบรวมสมาธิอย่างสุดความสามารถเพื่อประคองสติไม่ให้ล้มพับหรือเผลอแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวออกมา
ในสภาวะที่สติสัมปชัญญะยังกึ่งดีกึ่งร้าย เขาได้ยินเสียงใสๆ ของเด็กสาวที่เพิ่งใช้คทาเหล็กหวดเขาเมื่อครู่ตอบกลับมา:
“ตอนนี้เป็นปีศักราชแอนซูที่ 735 แล้วเจ้าค่ะ ท่านบรรพชน... ท่านหลับใหลไปกว่าเจ็ดร้อยปีแล้ว...”
เฮอร์ตี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินคำตอบของกาวิน
ในฐานะผู้ใช้เวทที่เปี่ยมด้วยความรู้เชิงทฤษฎี นางย่อมเข้าใจเรื่องราวการฟื้นคืนชีพของพวกอันเดดอยู่บ้าง...
สิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจเหล่านี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงทางวิญญาณ ยามที่เพิ่งตื่นขึ้นมา พวกมันแทบจะไม่สามารถเจรจาหรือไตร่ตรองสิ่งใดได้
แม้แต่พวกระดับสูงที่ฟื้นคืนสติปัญญาได้เร็ว ก็มักจะหลงลืมเรื่องราวในอดีตจนสิ้น
ที่สำคัญที่สุดคือ พวกมันจะไม่เอ่ยนามของตนเองออกมาเป็นอันขาด
ไม่ว่าจะระลึกได้เองหรือมีผู้ใดบอกกล่าว หากผู้ตายเอ่ยนามเดิมของตน เพลิงวิญญาณจะเกิดการตีกลับและแผดเผาร่าง
แม้ไม่ถึงขั้น ‘ตาย’ ซ้ำสอง แต่ความทรมานนั้นสาหัสสากรรจ์เกินกว่าที่ดวงวิญญาณจะทานทนไหว
อีกทั้งปรากฏการณ์ยามเพลิงวิญญาณตีกลับนั้น ก็เป็นสิ่งที่ปิดบังไม่ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นนางจึงคลายความกังวลลงเปลาะหนึ่ง ทว่าก็ยังตกอยู่ในความงุนงงอย่างหนัก
หากท่านบรรพชนตรงหน้าไม่ได้ฟื้นคืนชีพในฐานะอันเดด เช่นนั้นเหตุการณ์นี้จะอธิบายเช่นไรเล่า?
ท่านบรรพชนท่านก็ตายไปดีๆ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงลุกขึ้นมาเดินเหินได้เล่าเจ้าคะ?
ทว่าไม่ว่าจะสับสนเพียงใด ในฐานะตระกูลชนชั้นสูง มารยาททางสังคมก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เฮอร์ตี้จึงสืบเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ก่อนโค้งคำนับด้วยความเคารพแกมหวาดหวั่น
“ท่านบรรพชนแห่งตระกูลเซซิลผู้ยิ่งใหญ่... ข้าคือทายาทของท่าน เฮอร์ตี้ เซซิล และผู้ที่อยู่ข้างๆ นี้คือทายาทอีกคนหนึ่ง ‘รีเบคก้า เซซิล’ ได้โปรดเห็นแก่นางที่ยังเยาว์วัยและรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
“ขอท่านอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองการกระทำอันบุ่มบ่ามเมื่อครู่ และ... โปรดอภัยที่พวกเรารบกวนการหลับใหลของท่านด้วย”
เอ่อ... คนตรงหน้านี่เป็นเหลนของเหลนของเหลน... เหลนสินะ ส่วนคนข้างๆ ก็น่าจะใช่ด้วยเช่นกัน
ดูเหมือนการถ่ายทอดความทรงจำอันบ้าคลั่งจะสิ้นสุดลงแล้ว
ในยามนี้กาวินไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งอ่านข้อมูลที่เรียงรายอยู่ในหัว
เขาแค่อยากจะทำความเข้าใจสถานการณ์รอบตัวให้เร็วที่สุด
เขาใช้มือยันขอบโลงศพหมายจะลุกขึ้น พลางพึมพำว่า “ช่างเถอะๆ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตื่นขึ้นมาได้อย่างไร พวกเจ้าใครก็ได้ช่วยพยุงข้าที?”
ทว่าเขาพบว่าตนประเมินความสามารถในการปรับตัวต่อร่างกายใหม่สูงเกินไป แม้จะออกแรงแล้วแต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อนเสียอย่างนั้น
บรรยากาศพลันตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที
รีเบคก้าที่ยืนกุมคทามองดูสถานการณ์อยู่นาน เมื่อเห็นโอกาสแก้ตัว
จึงรีบกระโดดขึ้นมาบนแท่นหินอย่างรวดเร็ว นางประคองแขนกาวินเพื่อช่วยพยุงพลางกล่าว “ข้าจะช่วยท่านออกจากโลงเองเจ้าค่ะ ข้าจะค่อยๆ ดึงท่านออกจากโลง...”
ฟังอย่างไรก็รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
“เจ็ดร้อยกว่าปีเหรอ...”
กาวินถูกเด็กสาวประคองออกจากโลงในสภาพร่างกายแข็งทื่อ เขาก้มมองชุดที่สวมใส่ และสิ่งที่เขาถามออกมาก็ทำให้รีเบคก้างุนงงเป็นไก่ตาแตก
“ผ้านี่ทำจากวัสดุอะไรกัน?”
“ดูเหมือนจะเป็นผ้าทอจันทร์ที่พวกเอลฟ์ทอขึ้นนะเจ้าคะ...”
รีเบคก้าตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
“เทคโนโลยีดำชัดๆ”
รีเบคก้า: "เอ๊ะ?"
คำพูดของท่านบรรพชนช่างลึกซึ้ง.jpg
ภายใต้การประคองของรีเบคก้า ในที่สุดกาวินก็ก้าวลงจากแท่นหินมายืนบนพื้นราบได้อย่างมั่นคง เขารู้สึกว่าการควบคุมร่างกายดีขึ้นทันตาเห็นเหมือนวิญญาณกำลังติดตั้งไดรเวอร์อยู่ยังไงยังงั้น
จิตสำนึกกับร่างกายจูนเข้าหากันด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
เขาปล่อยมือจากรีเบคก้า แล้วลองก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยตนเอง
วินาทีถัดมา น้ำตาแทบจะไหลพรากอาบแก้ม หากข้างกายมีไมโครโฟนสักตัว เขาคงกล่าวขอบคุณทุกคนที่รู้จักและสถานีโทรทัศน์ทุกช่องแบบไม่ซ้ำคำไปแล้ว
ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว หากเป็นผู้ข้ามมิติในนิยายเรื่องอื่น ป่านนี้คงฆ่าเทพ ตบพระเจ้า ล้างบางมารร้าย ยึดครองจักรวาลไปหมดแล้ว ทว่าเขากลับเพิ่งจะปลดล็อกความสำเร็จแรกในฐานะมนุษย์: "เดินสองขา"...
และหลังจากประสบความสำเร็จในการเดินสองขา เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกือบจะถูกลืมไป...
เด็กสาวที่กำลังถูกชายฉกรรจ์สี่คนรุมล้อมผู้นั้น...