เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!

บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!

บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!


บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!

หลังจากลุกขึ้นนั่งจากโลงเหล็กทมิฬอันน่าสงสัย เกาเหวินก็ตกอยู่ในภาวะมึนงงอย่างหนัก

อันที่จริงแม้แต่ท่าทางที่ “ลุกขึ้นนั่ง” เขาก็ทำไปโดยจิตใต้สำนึกล้วนๆ

ความสับสนปนวิงเวียนอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนกำลังจู่โจมมันสมอง เสียงอื้ออึงดังระงมไปทั่วโสตประสาท

ร่างกายส่งสัญญาณความรู้สึกอันบ้าคลั่งและยากจะแยกแยะออกมาไม่หยุดหย่อน ภาพที่ปรากฏแก่สายตามีภาพซ้อนกันอย่างน้อยสี่ชั้น แถมสองในนั้นยังเป็นภาพขาวดำ...

ทว่าท่ามกลางความโกลาหลทั้งมวลนี้ สติสัมปชัญญะของเขายังไม่ได้พังทลายลงไปเสียทีเดียว

บางทีอาจต้องขอบคุณใครบางคนที่ฟาดหลังมือเขาเข้าอย่างจังเมื่อครู่ ในชั่วพริบตาที่เกือบจะถูกห้วงความสับสนกลืนกิน ความเจ็บปวดนั้นช่วยดึงสติอันล้ำค่ากลับคืนมาได้

แต่ไอ้การฟาดนั่นมันเจ็บเป็นบ้าเลยจริงๆ…

ขณะที่ความคิดอ่านเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง ในที่สุดเกาเหวินก็ค่อยๆ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าได้ มุมมองที่ดับวูบไป

โปรแกรมหลบหนีอะไรนั่นที่เริ่มทำงาน, ความรู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงมา และตอนนี้... ร่างกายที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก และขยับเขยื้อนได้จริงๆ

ร่างกาย!!

เขาได้รับร่างกายมาแล้ว!

หลังจากทะลุมิติมาเป็นหมื่นเป็นแสนปี จนเกือบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าตนเกิดมาเป็นกล้องวงจรปิดบนฟากฟ้า

ในที่สุดเกาเหวินก็ได้ครอบครองร่างกายที่มีเลือดเนื้อแล้วจริงๆ!

อาการสมองเบลอเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประสาทสัมผัสอันยุ่งเหยิงที่ส่งมาจากทั่วร่างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เช่นกัน เขาไม่ได้สัมผัสอะไรอย่างอื่นนอกจาก "การมองเห็น" มานานเกินไป

แม้สติสัมปชัญญะจะยังคงแจ่มชัดด้วยเหตุผลกลใดมิทราบ แต่การต้องมาปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกร้อน หนาว เจ็บปวด และคันยิบๆ ในทันทีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าเกาเหวินสัมผัสได้ว่าตนกำลังปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่นี้อย่างรวดเร็ว เริ่มชินกับสัมผัสนานัปการของการหวนคืนสู่โลกแห่งสสารอีกครั้ง

หลังจากอาการวิงเวียนทุเลาลง ภาพซ้อนสี่ชั้นอันน่าเวียนหัวตรงหน้าก็กลับมาเป็นปกติ และภาพสถานการณ์รอบกายก็ปรากฏชัดสู่สายตา

สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่คนที่ยืนถืออาวุธครบมืออยู่ไม่ไกล...

หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนผมสีดอกเลา สวมเกราะเหล็กกล้าที่ดูแข็งแกร่งทนทาน กล้ามเนื้อเป็นมัดแน่นขนัดแทบจะลามไปถึงหน้าผาก ในมือกระชับดาบยาวสีเงินยวง

ส่วนอีกสามคนที่เหลือนั้น แม้ชุดเกราะและอาวุธจะดูเรียบง่ายกว่า ทว่าก็พอมองออกว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ผลิตตามแบบแผนกองทัพ

เด็กสาวร่างเล็กนางหนึ่งถูกชายฉกรรจ์ทั้งสี่ใช้ดาบจ่อบังคับให้คุกเข่าอยู่กับพื้น ด้วยมุมมองและเส้นผมที่ปรกหน้าทำให้เห็นโฉมหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่เด่นชัดคือปลายหูเรียวแหลมที่โผล่ออกมาระหว่างเรือนผม

ถัดออกไปไกลอีกหน่อย มีสตรีในชุดกระโปรงยาวสีแดงยืนสงบนิ่ง ใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายความสง่างามและเป็นผู้ใหญ่

ประกอบกับทรวดทรงองเอวที่เว้าโค้งได้รูป ทำให้เกาเหวินอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอีกครั้ง เขาจึงสังเกตเห็นความประหม่าและความหวาดหวั่นที่ฉายชัดในแววตาของสุภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว

ทว่าความเคลื่อนไหวข้างกายพลันดึงดูดความสนใจของเกาเหวินกลับมา เขาหันกลับไปมอง ก็พบเด็กสาววัยแรกรุ่นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีกำลังกระโดดลงจากแท่นหินที่เขาอยู่อย่างลนลาน

ในมือของเธอกำแท่งโลหะที่ดูแล้วหากใช้ฟาดผู้ใดคงเจ็บปวดมิใช่น้อย…

เมื่อหวนนึกถึงตำแหน่งที่เด็กสาวเคยยืนอยู่ก่อนหน้า สีหน้าของเกาเหวินก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น

“เมื่อครู่... เจ้าเป็นคนฟาดข้าใช่หรือไม่?”

ทันทีที่เอ่ยปาก ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายที่ต้องชะงักงัน... เขารู้ตัวว่าถ้อยคำที่หลุดปากออกไปมิใช่ภาษาจีน หากแต่เป็นภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

ทว่าภาษาแปลกหูนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

รีเบคก้าหารู้ไม่ว่าในสมองของ ‘ท่านบรรพชน’ กำลังมีความคิดสับสนวุ่นวายมากมายเพียงใด

ทายาทขุนนางสาวผู้เพิ่งสืบทอดบรรดาศักดิ์ไวเคาน์เตสและต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ผู้นี้แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว “ท่านบรรพชน... ขอประทานอภัย ขอประทานอภัย ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ...”

“ข้า...” อันที่จริงจนบัดนี้เกาเหวินก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น

แม้เขาจะลอยค้างอยู่บนเวหาเฝ้ามองโลกใบนี้มาเนิ่นนานปี แต่การเปลี่ยนมามองผ่านสายตาตนเองแบบนี้เพิ่งเป็นครั้งแรก ระดับความมึนงงสับสนของเขาในเวลานี้ไม่ได้น้อยไปกว่าใครในห้องนี้เลย

“พวกเจ้าคือ...”

สตรีสูงศักดิ์รูปงามในชุดกระโปรงยาวสีแดงดูจะเป็นคนที่สุขุมที่สุดในที่นั้น

หลังจากกาวินลุกขึ้นนั่งและเป็นฝ่ายเอ่ยปากเจรจา ความหวาดหวั่นและตึงเครียดบนใบหน้าของนางก็ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด

ในยามนี้ นางถึงกับก้าวเท้าออกมาข้างหน้า—แม้สีหน้าจะยังฉายแววระแวดระวัง แต่ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ท่านทราบหรือไม่ว่าตนเองคือผู้ใด?”

“ข้า?” เกาเหวินชะงักไปวูบหนึ่ง แต่ก่อนที่จะพลั้งปากบอกชื่อเดิมออกไป เขาก็สะดุ้งได้สติเสียก่อน ตระหนักได้ว่ายามนี้ตนควรสวมบทบาทเป็นบุคคลอื่นถึงจะถูก

ลองก้มมองกล่องที่รองรับร่างของตน แม้รูปลักษณ์จะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่มันคือโลงศพอย่างไม่ต้องสงสัย

กวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ถึงจะกว้างขวางกว่าบ้านในชาติที่แล้วของเขาก็เถอะ แต่ดูยังไงๆ มันก็คือสุสาน…

เมื่อนึกเชื่อมโยงกับสีหน้าท่าทางของคนรอบข้าง เกาเหวินก็ตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง...

เขาคือศพคืนชีพนี่หว่า????

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเขาพูดชื่อที่ไม่ตรงกับเจ้าของ “ร่างไร้วิญญาณ” ที่ตนสิงสู่อยู่

มีหวังโดนเหมาว่าเป็นปีศาจร้ายแล้วโดนรุมยำเละแน่นอน

เมื่อครู่ยัยหนูคนนั้นพูดว่าอะไรนะ?

ท่านบรรพชนใช่ไหม?

เช่นนั้นเขาก็พอจะคาดเดาได้แบบมั่นหน้าได้เลยว่า ตนเองได้เข้ามาสิงสู่ร่างบรรพชนของอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

พักเรื่องที่ว่าตาแก่นี่กินอะไรเข้าไปร่างกายถึงไม่เน่าเปื่อยแม้จะตายไปนานปีไว้ก่อน ประเด็นสำคัญคือตัวเขาที่เป็นวิญญาณต่างด้าว ไม่เพียงแต่มายึดร่างบรรพชนชาวบ้านเขา มานอนในหลุมศพของเขา

หนำซ้ำเมื่อครู่ยังถีบฝาโลงของเขาจนปลิวว่อน นี่หากความแตกขึ้นมา แค่คำว่า ‘บรรลัยวายป่วง’ คงยังน้อยไป…

เมื่อคิดได้ดังนั้น กาวินจึงก้มหน้าลงแสร้งทำท่าครุ่นคิด ทว่าแท้จริงแล้วกำลังเฟ้นหาข้ออ้างอย่างเร่งด่วน เช่นว่า หลับไปนานความจำเลยเลอะเลือนอะไรเทือกนั้น ทว่าในชั่วพริบตาที่เขารวบรวมสมาธิ อาการวิงเวียนรุนแรงก็เข้าจู่โจมเขาอีกรอบ

เขาอุตส่าห์ปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่และสลัดความมึนงงทิ้งไปได้หมาดๆ แต่แล้วอาการวิงเวียนระลอกสองก็โถมซัดเข้ามาจนได้ ร่างกายถึงกับซวนเซเจียนจะล้มพับกลับลงไปในโลงศพ

ฝ่ายสตรีสูงศักดิ์ในชุดกระโปรงยาวเมื่อเห็นท่าทีผิดปกติของเกาเหวินก็รีบยกคทาขึ้นด้วยความตระหนก

ดูท่าเตรียมจะยัดเยียดลูกไฟขนาดยักษ์ใส่หน้าบรรพชนของตนอยู่รอมร่อ...

ทว่าสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เล็ดลอดจากริมฝีปากของเกาเหวินก็ได้ขัดจังหวะนางเสียก่อน

“กาวิน เซซิล... ข้าคือกาวิน เซซิล ผู้บุกเบิกแห่งอาณาจักรแอนซู... ตอนนี้เป็นปีใดแล้ว?”

เกาเหวินเอ่ยพลางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาสงบนิ่งลุ่มลึกดุจดั่งห้วงสมุทร…

ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนราวคลื่นลมโหมกระหน่ำ

ความทรงจำของ ‘กาวิน เซซิล’ กำลังพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับถูกจัดระเบียบและบันทึกไว้อย่างรวดเร็วราวกับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่วิงเวียนเมื่อครู่ เขาได้กวาดอ่านข้อมูลส่วนที่ตื้นที่สุดเหล่านี้ และรับรู้ถึงสถานะที่ตัวเองควรจะเป็นในตอนนี้

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือชื่อของร่างนี้... คาดไม่ถึงเลยว่าจะชื่อ ‘กาวิน’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับเขา (เกาเหวิน อังกฤษอ่านว่า กาวิน หรือกาเวนได้ต่อจากนี้จะใช้ชื่อว่า กาวินให้เข้ากันธีมนิยายนะครับ) 

เพียงแต่ ‘กาวิน’ ผู้นี้ไม่ได้แซ่เกา หากแต่มีสกุลต่อท้ายว่า เซซิล

นี่เป็นความบังเอิญอย่างงั้นหรือ?

ทว่ากาวินในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมาวิเคราะห์ความบังเอิญมหัศจรรย์นี้ ด้วยความทรงจำของกาวิน เซซิลยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

เขาต้องรวบรวมสมาธิอย่างสุดความสามารถเพื่อประคองสติไม่ให้ล้มพับหรือเผลอแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวออกมา

ในสภาวะที่สติสัมปชัญญะยังกึ่งดีกึ่งร้าย เขาได้ยินเสียงใสๆ ของเด็กสาวที่เพิ่งใช้คทาเหล็กหวดเขาเมื่อครู่ตอบกลับมา:

“ตอนนี้เป็นปีศักราชแอนซูที่ 735 แล้วเจ้าค่ะ ท่านบรรพชน... ท่านหลับใหลไปกว่าเจ็ดร้อยปีแล้ว...”

เฮอร์ตี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินคำตอบของกาวิน

ในฐานะผู้ใช้เวทที่เปี่ยมด้วยความรู้เชิงทฤษฎี นางย่อมเข้าใจเรื่องราวการฟื้นคืนชีพของพวกอันเดดอยู่บ้าง...

สิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจเหล่านี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงทางวิญญาณ ยามที่เพิ่งตื่นขึ้นมา พวกมันแทบจะไม่สามารถเจรจาหรือไตร่ตรองสิ่งใดได้

แม้แต่พวกระดับสูงที่ฟื้นคืนสติปัญญาได้เร็ว ก็มักจะหลงลืมเรื่องราวในอดีตจนสิ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ พวกมันจะไม่เอ่ยนามของตนเองออกมาเป็นอันขาด

ไม่ว่าจะระลึกได้เองหรือมีผู้ใดบอกกล่าว หากผู้ตายเอ่ยนามเดิมของตน เพลิงวิญญาณจะเกิดการตีกลับและแผดเผาร่าง

แม้ไม่ถึงขั้น ‘ตาย’ ซ้ำสอง แต่ความทรมานนั้นสาหัสสากรรจ์เกินกว่าที่ดวงวิญญาณจะทานทนไหว

อีกทั้งปรากฏการณ์ยามเพลิงวิญญาณตีกลับนั้น ก็เป็นสิ่งที่ปิดบังไม่ได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นนางจึงคลายความกังวลลงเปลาะหนึ่ง ทว่าก็ยังตกอยู่ในความงุนงงอย่างหนัก

หากท่านบรรพชนตรงหน้าไม่ได้ฟื้นคืนชีพในฐานะอันเดด เช่นนั้นเหตุการณ์นี้จะอธิบายเช่นไรเล่า?

ท่านบรรพชนท่านก็ตายไปดีๆ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงลุกขึ้นมาเดินเหินได้เล่าเจ้าคะ?

ทว่าไม่ว่าจะสับสนเพียงใด ในฐานะตระกูลชนชั้นสูง มารยาททางสังคมก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เฮอร์ตี้จึงสืบเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ก่อนโค้งคำนับด้วยความเคารพแกมหวาดหวั่น

“ท่านบรรพชนแห่งตระกูลเซซิลผู้ยิ่งใหญ่... ข้าคือทายาทของท่าน เฮอร์ตี้ เซซิล และผู้ที่อยู่ข้างๆ นี้คือทายาทอีกคนหนึ่ง ‘รีเบคก้า เซซิล’ ได้โปรดเห็นแก่นางที่ยังเยาว์วัยและรู้เท่าไม่ถึงการณ์”

“ขอท่านอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองการกระทำอันบุ่มบ่ามเมื่อครู่ และ... โปรดอภัยที่พวกเรารบกวนการหลับใหลของท่านด้วย”

เอ่อ... คนตรงหน้านี่เป็นเหลนของเหลนของเหลน... เหลนสินะ ส่วนคนข้างๆ ก็น่าจะใช่ด้วยเช่นกัน

ดูเหมือนการถ่ายทอดความทรงจำอันบ้าคลั่งจะสิ้นสุดลงแล้ว

ในยามนี้กาวินไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งอ่านข้อมูลที่เรียงรายอยู่ในหัว

เขาแค่อยากจะทำความเข้าใจสถานการณ์รอบตัวให้เร็วที่สุด

เขาใช้มือยันขอบโลงศพหมายจะลุกขึ้น พลางพึมพำว่า “ช่างเถอะๆ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตื่นขึ้นมาได้อย่างไร พวกเจ้าใครก็ได้ช่วยพยุงข้าที?”

ทว่าเขาพบว่าตนประเมินความสามารถในการปรับตัวต่อร่างกายใหม่สูงเกินไป แม้จะออกแรงแล้วแต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อนเสียอย่างนั้น

บรรยากาศพลันตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที

รีเบคก้าที่ยืนกุมคทามองดูสถานการณ์อยู่นาน เมื่อเห็นโอกาสแก้ตัว

จึงรีบกระโดดขึ้นมาบนแท่นหินอย่างรวดเร็ว นางประคองแขนกาวินเพื่อช่วยพยุงพลางกล่าว “ข้าจะช่วยท่านออกจากโลงเองเจ้าค่ะ ข้าจะค่อยๆ ดึงท่านออกจากโลง...”

ฟังอย่างไรก็รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล

“เจ็ดร้อยกว่าปีเหรอ...”

กาวินถูกเด็กสาวประคองออกจากโลงในสภาพร่างกายแข็งทื่อ เขาก้มมองชุดที่สวมใส่ และสิ่งที่เขาถามออกมาก็ทำให้รีเบคก้างุนงงเป็นไก่ตาแตก

“ผ้านี่ทำจากวัสดุอะไรกัน?”

“ดูเหมือนจะเป็นผ้าทอจันทร์ที่พวกเอลฟ์ทอขึ้นนะเจ้าคะ...”

รีเบคก้าตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

“เทคโนโลยีดำชัดๆ”

รีเบคก้า: "เอ๊ะ?"

คำพูดของท่านบรรพชนช่างลึกซึ้ง.jpg

ภายใต้การประคองของรีเบคก้า ในที่สุดกาวินก็ก้าวลงจากแท่นหินมายืนบนพื้นราบได้อย่างมั่นคง เขารู้สึกว่าการควบคุมร่างกายดีขึ้นทันตาเห็นเหมือนวิญญาณกำลังติดตั้งไดรเวอร์อยู่ยังไงยังงั้น

จิตสำนึกกับร่างกายจูนเข้าหากันด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง

เขาปล่อยมือจากรีเบคก้า แล้วลองก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยตนเอง

วินาทีถัดมา น้ำตาแทบจะไหลพรากอาบแก้ม หากข้างกายมีไมโครโฟนสักตัว เขาคงกล่าวขอบคุณทุกคนที่รู้จักและสถานีโทรทัศน์ทุกช่องแบบไม่ซ้ำคำไปแล้ว

ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว หากเป็นผู้ข้ามมิติในนิยายเรื่องอื่น ป่านนี้คงฆ่าเทพ ตบพระเจ้า ล้างบางมารร้าย ยึดครองจักรวาลไปหมดแล้ว ทว่าเขากลับเพิ่งจะปลดล็อกความสำเร็จแรกในฐานะมนุษย์: "เดินสองขา"...

และหลังจากประสบความสำเร็จในการเดินสองขา เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกือบจะถูกลืมไป...

เด็กสาวที่กำลังถูกชายฉกรรจ์สี่คนรุมล้อมผู้นั้น...

จบบทที่ บทที่ 3 ในที่สุด... ก็ขยับได้แล้วโว้ย!

คัดลอกลิงก์แล้ว