เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ทะลุมิติมาแล้วยังต้องตะเกียกตะกายออกจากโลงศพนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก

บทที่ 2 ทะลุมิติมาแล้วยังต้องตะเกียกตะกายออกจากโลงศพนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก

บทที่ 2 ทะลุมิติมาแล้วยังต้องตะเกียกตะกายออกจากโลงศพนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก


บทที่ 2 ทะลุมิติมาแล้วยังต้องตะเกียกตะกายออกจากโลงศพนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก

ยามเมื่อบานประตูศิลาอันหนักอึ้งเคลื่อนปิดลงช้าๆ ด้วยอำนาจแห่งมนตราโบราณ

พลังเวทมนตร์พลันไหลเวียนไปตามร่องลึกบนผนังและพื้น ก่อตัวเป็นวงจรปิดผนึกอันสมบูรณ์ ตัดขาดโลกภายนอกที่เปรียบประหนึ่งฝันร้ายนั้นออกไปจนสิ้น

ไร้ซึ่งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของหัวหน้ากองทหาร ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ที่กำลังจะตาย และไร้ซึ่งเสียงคำรามข่มขวัญของเหล่าอสุรกายน่าสะพรึง

สรรพเสียงทั้งหมดถูกขวางกั้นด้วยหินผาและเหล็กกล้าอันหนาหนัก

แม้ทุกคนจะตระหนักดีว่าเครื่องกีดขวางนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ทว่าในช่วงเวลาแห่งความสงบอันน้อยนิดนี้ รีเบคก้าก็อดไม่ได้ที่จะระบายลมหายใจยาวเหยียด

หากนรกขุมที่อยู่ข้างนอกนั่นเป็นเพียงแค่ความฝันได้ก็คงจะดี

ทว่าเพียงชั่วอึดใจถัดมา รีเบคก้าก็สะบัดศีรษะอย่างแรง ขับไล่ความคิดอันอ่อนแอในหัวออกไปจนหมดสิ้น

หินผาและเหล็กกล้ามิอาจมอบความปลอดภัยที่ยั่งยืน รังแต่จะบั่นทอนจิตใจให้มัวเมาอยู่กับภาพลวงตาแห่งความปลอดภัยจอมปลอม เมื่อคิดได้ดังนั้น ทายาทสาวแห่งตระกูลเซซิลจึงกระชับคทาเวทที่แสงเริ่มริบหรี่ในมือแน่นขึ้น ด้วยหวังว่าอาวุธคู่กายชิ้นนี้จะช่วยมอบความกล้าหาญให้แก่ตนได้บ้าง

“ท่านไวเคาน์เตส ช่องทางถูกปิดตายแล้วขอรับ พวกอสุรกายคงไม่อาจบุกเข้ามาได้ในระยะเวลาอันสั้น” เสียงของเซอร์ไบรอน เคิร์ก อัศวินประจำตระกูลดังแว่วมาจากเบื้องหลัง

รีเบคก้าหันกลับไปมองอัศวินผู้ภักดี เกราะเหล็กกล้าชั้นดีของเขาบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย บนเกราะอกปรากฏรอยยุบขนาดใหญ่ ขณะที่ผมสั้นสีเทาขาวของเขาก็มีรอยไหม้เกรียมอย่างเห็นได้ชัด

นั่นคือร่องรอยที่เกิดจากลูกไฟยักษ์ของท่านอาเฮอร์ตี้ ยามที่นางร่ายเวทเพื่อช่วยชีวิตเขาจากปากอสุรกาย สถานการณ์ในตอนนั้นเรียกได้ว่าแขวนอยู่บนเส้นด้าย ลูกไฟระเบิดเฉียดหนังศีรษะของอัศวินระดับกลางผู้นี้ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

หากมิใช่เพราะได้รับความเมตตาจากเทพีแห่งโชค อัศวินผู้รับใช้ตระกูลมานานกว่ายี่สิบปีผู้นี้คงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้ว

แน่นอนว่ารีเบคก้าเองก็ไม่กล้าฟันธงนักว่า รอดมาได้เพราะโชคช่วย หรือเป็นเพราะคุณสมบัติพิเศษอันเลื่องชื่อของท่านอาเฮอร์ตี้ที่ว่า ‘เวทมนตร์ไม่มีวันโจมตีโดนคน’ กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์กันแน่…

“ลำบากท่านแล้ว เซอร์ไบรอน” รีเบคก้าหลุบตาลงเพื่อซ่อนเร้นความเหนื่อยล้า “อย่างน้อยพวกเราก็พอจะได้หยุดพักหายใจกันบ้าง”

จากนั้นนางจึงหันกลับมาสำรวจผู้คนที่เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่คนรอบกาย

ทหารสามนายกำลังชูคบเพลิงเฝ้าระวังภัยรอบด้าน ท่านอาเฮอร์ตี้ประคองลูกไฟที่ลุกโชนไว้ในมือพลางพินิจพิเคราะห์กำแพงสุดปลายโถงศิลาอย่างเคร่งขรึม

ส่วนเบ็ตตี้ สาวใช้ตัวน้อยที่ตามติดมาอย่างงุนงงนั้นกำลังกำกระทะก้นแบนที่ถือติดมือมาตลอดทางไว้แน่น ร่างเล็กสั่นเทาหลบอยู่หลังเหล่าทหาร ขณะใช้ดวงตากลมโตเป็นประกายกวาดมองสถานที่แห่งนี้ด้วยความใคร่รู้

หากนับรวมตัวนางเองและเซอร์ไบรอน คนทั้งเจ็ดชีวิตนี้คงเป็นผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้าย... คนอื่นๆ ที่ยังรั้งอยู่บนพื้นดินคงมิอาจรอดชีวิตกลับมาได้อีกแล้ว

หลังจากตรวจตราสภาพของทุกคนจนแน่ใจ รีเบคก้าจึงเริ่มหันมาพิจารณาสภาพภายในห้องโถงศิลาอย่างละเอียด

ที่นี่เป็นสถานที่เก่าแก่โบราณ ภายในโถงศิลาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นเกรอะกรัง เครื่องเรือนผุพังบางส่วนถูกกองรวมไว้มุมหนึ่ง แม้จะเก่าคร่ำคร่าจนดูไม่ได้

ทว่ายังคงหลงเหลือเค้าความวิจิตรบรรจงและความหรูหราในอดีต ส่วนบนผนังรอบห้องโถงนั้นยังปรากฏภาพจิตรกรรมและภาพสลักนูนต่ำที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์

แม้สีสันจะซีดจางและรอยสลักจะสึกกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการรับชมแต่อย่างใด

เฮอร์ตี้ เซซิล ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังและภาพสลักเหล่านั้นอยู่นาน

เมื่อเทียบกับรูปแบบศิลปะที่เน้นความวิจิตรบรรจงแต่ไร้แก่นสารซึ่งเป็นที่นิยมในยุคหลังอันมีต้นกำเนิดจากอาณาจักรทางเหนือแล้ว

การตกแต่งภายในโถงศิลาแห่งนี้ล้วนดูขรึมขลังและเรียบง่าย เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของ “ปฐมราชวงศ์” อย่างชัดเจน

ภาพจิตรกรรมใช้เพื่อพรรณนาวีรบุรุษหรือวิถีชีวิตผู้คน ส่วนภาพสลักนูนต่ำใช้บันทึกฉากตำนานปรัมปราและสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้าที่เป็นนามธรรม ในฐานะผู้ใช้เวทผู้ทรงภูมิ

เฮอร์ตี้ย่อมเชี่ยวชาญในการตีความเพื่อหาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากภาพวาดโบราณเหล่านี้

ยามเมื่อทอดสายตามองเนื้อหาบนภาพจิตรกรรมและภาพสลัก เฮอร์ตี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือซ้ายขึ้นทาบอก พลางกล่าวเสียงแผ่วเบา:

“ขอท่านบรรพชนโปรดอภัย...”

“ท่านอาเฮอร์ตี้” รีเบคก้ากระชับคทาเวทเดินเข้ามาเคียงข้าง สีหน้าของหญิงสาวฉายแววตึงเครียด จวบจนบัดนี้เธอเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนได้ก้าวเข้ามาในสถานที่แบบไหน และเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา

“ที่นี่คือ...”

“ที่นี่คือสถานที่หลับใหลสุดท้ายของบรรพชนตระกูลเซซิล” เฮอร์ตี้กล่าวเสียงเคร่งขรึม “จงอย่าได้กระทำการล่วงเกินเป็นอันขาด”

รีเบคก้าลอบกลืนน้ำลาย พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดล่วงล้ำเข้ามานานมากแล้วนะเจ้าคะ...”

“นับตั้งแต่เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนที่มาร์ควิสกรัมแมนลอบนำวัตถุศักดิ์สิทธิ์ออกจากสุสานบรรพชน และเข้าร่วมในกบฏครั้งใหญ่ที่เกือบทำให้ตระกูลต้องล่มสลาย สถานที่แห่งนี้ก็ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์”

“ทายาทแห่งตระกูลเซซิลทุกคนต่างรู้วิธีเปิดประตูเข้ามา แต่ด้วยกฎของตระกูล หากมิใช่เพราะวิกฤตความเป็นความตาย ก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำเข้ามาโดยพลการ” เฮอร์ตี้จ้องมองรีเบคก้าด้วยสายตาลึกซึ้ง “ในรอบหนึ่งร้อยปีมานี้ พวกเราคือคนกลุ่มแรกที่ได้ย่างเท้าเข้ามา”

“ยามนี้ก็ถึง ‘วิกฤตความเป็นความตาย’ ที่ว่านั่นแล้วจริงๆ สินะเจ้าคะ...” รีเบคก้าสูดหายใจลึก “ท่านบรรพชนคงจะให้อภัยพวกเรากระมัง?”

เฮอร์ตี้ยิ้มเฝื่อนๆ นางไม่อาจให้คำตอบได้ จึงทำได้เพียงค้นหากลไกสำหรับเปิดห้องสุสานชั้นในต่อไปตามเบาะแสบนภาพจิตรกรรม

ใช้เวลาเพียงไม่นาน นางก็พบเสาศิลาต้นหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ จึงวางมือลงบนยอดเสาแล้วออกแรงกดลงไปเบาๆ

ประตูหินที่นำไปสู่ห้องสุสานชั้นในพลันสั่นสะเทือน แผ่นหินทั้งบานค่อยๆ เลื่อนตัวสูงขึ้นท่ามกลางเสียงเสียดสีของกลไก

ทว่าในชั่วพริบตาที่ประตูศิลาเลื่อนเปิด รีเบคก้ากลับได้ยินเสียงผิดปกติเล็ดลอดออกมาจากด้านหลังประตูนั่น...

เสียงวัตถุบางอย่างตกกระทบพื้น ตามมาด้วยเสียงอุทานตกใจที่กลั้นไว้ไม่อยู่

"ข้างในมีคนงั้นเหรอ!?"  เฮอร์ตี้เองก็ตอบสนองทันควัน นางตะโกนเสียงต่ำ “ไบรอน!”

อัศวินหนุ่มไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำสอง เขากระชับดาบยาวในมือแน่นแล้วพุ่งทะยานไปยังทิศทางของประตูศิลา ทหารอีกสามนายรีบตามติดไป

ส่วนรีเบคก้าหลังจากชะงักไปครู่หนึ่งก็รีบวิ่งตามไปทันที พลางหันไปตะโกนสั่งสาวใช้ตัวน้อยที่ยังยืนงงโดยไม่หันกลับไปมอง “เบ็ตตี้! หาที่ซ่อนเร็วเข้า!”

ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่ห้องสุสาน รีเบคก้าก็เห็นเซอร์ไบรอนกำลังตวัดดาบเข้าใส่ร่างเล็กที่ว่องไวปราดเปรียวร่างหนึ่ง

ร่างเล็กนั้นเคลื่อนไหวประดุจสายลม วิ่งวนหลบหลีกคมดาบของเซอร์ไบรอนซ้ายทีขวาที บางครั้งก็เลือนหายกลายเป็นกลุ่มควันทมิฬเพื่อหลบหนีเข้าไปในเงามืดที่มีอยู่ทั่วห้องสุสาน

พลังในการควบคุมเงาและฝีเท้าอันคล่องแคล่วของนางทำให้รีเบคก้าต้องเบิกตากว้าง...

ปกติแล้วหาผู้เร้นกายที่สามารถต่อกรกับเซอร์ไบรอนได้ยืดเยื้อขนาดนี้แทบไม่มี

ทว่าเมื่อทหารอีกสามนายที่เหลือเข้าปิดล้อมพื้นที่ ประกอบกับเฮอร์ตี้ผู้มีเปลวไฟลุกโชนในมือได้มายืนขวางทางออกไว้ ร่างที่ปราดเปรียวนั้นก็สิ้นหนทางหนีโดยสิ้นเชิง ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล

เมื่อนางหยุดการเคลื่อนไหว รีเบคก้าจึงได้เห็นโฉมหน้าของผู้บุกรุกถนัดตา...

เป็นเด็กสาวที่ดูรุ่นราวคราวเดียวกับเธอทว่าตัวเล็กกว่าเล็กน้อย สวมชุดเกราะหนังเก่าคร่ำคร่า เรือนผมสั้นประบ่า ใบหน้างดงามหมดจด แม้จะเปรอะเปื้อนคราบสกปรกไปบ้างแต่ก็ยังฉายแววความงามให้เห็น สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือใบหูของอีกฝ่าย...

ปลายหูที่เรียวแหลมทว่าไม่ได้ยาวเฟื้อยดั่งเช่นเอลฟ์ บ่งบอกถึงชาติกำเนิดของนางได้อย่างชัดเจน... "ฮาล์ฟเอลฟ์"

ทว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าสายเลือดอีกกึ่งหนึ่งของนางคือเผ่าพันธุ์ใด ด้วยเพราะพลังแห่งสายเลือดเอลฟ์นั้นเข้มข้นอย่างยิ่ง ไม่ว่ามนุษย์หรือออร์คหากผสมข้ามสายพันธุ์กับเอลฟ์ ลักษณะภายนอกที่ปรากฏมักไม่ต่างกันเท่าใด

ทันทีที่เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์ร่วงลงสู่พื้น อัศวินไบรอนก็ก้าวประชิดพร้อมพาดคมดาบลงบนลำคอของนาง ทหารอีกสามนายรุดเข้ามาปิดล้อมทันควัน ปลายดาบทั้งสามเล่มปิดตายเส้นทางหนีทุกทิศทาง

“เจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไงถึงบังอาจบุกรุกสุสานบรรพชนแห่งตระกูลเซซิล?!” เฮอร์ตี้ก้าวฉับๆ เข้ามาด้วยโทสะที่ยากจะระงับ

สำหรับทายาทขุนนางเช่นนาง การที่สุสานบรรพชนถูกโจรขุดสุสานเหยียบย่ำถือเป็นเรื่องที่ชวนให้เดือดดาลจนแทบคลั่ง...

หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงที่สั่นคลอนอยู่แล้วของตระกูลเซซิลคงถึงคราวพินาศย่อยยับ

รีเบคก้าเองก็จ้องเขม็งไปยังลูกครึ่งเอลฟ์ผู้นั้น

แม้เหตุการณ์ฉุกละหุกนี้จะทำให้เธอมึนงงไปบ้าง แต่การที่คนนอกปรากฏตัวในเขตหวงห้ามอย่างสุสานบรรพชน ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอขุ่นเคืองแล้ว

เมื่อถูกดาบจ่อคอ ซ้ำยังถูกสายตาอาฆาตของเฮอร์ตี้และรีเบคก้าจ้องมอง เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์ก็เริ่มเอ่ยเสียงสั่น “ด...เดี๋ยวก่อน! ข้ายังไม่ได้ขโมยอะไรไปเลยนะ!”

ไบรอนกดคมดาบในมือลงต่ำอีกส่วน “บังอาจนัก!”

สิ้นเสียงอัศวิน พลันบังเกิดเสียงกุกกักประหลาดดังแว่วมาจากโลงศพเหล็กทมิฬกลางห้องสุสาน เสียงนั้นดังก้องจนทุกคนรวมถึงรีเบคก้าต้องเงียบกริบลงในทันที

ชั่วอึดใจต่อมา รีเบคก้าได้สติเป็นคนแรก ปลายคทาของเธอปรากฏลูกไฟขนาดเท่ากำปั้น ชี้กราดไปยังลูกครึ่งเอลฟ์ที่คุกเข่าอยู่กับพื้น “เจ้าทำอะไรกับท่านบรรพชนของพวกเรา?!”

คราวนี้เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์แทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ “อย่า... อย่าเพิ่งสังหารข้า! ห่วงเรื่องนั้นก่อนเถอะ ฝาโลงท่านบรรพชนของพวกเจ้าจะเอาไม่อยู่แล้ว!”

สิ้นเสียงโอดครวญของเด็กสาว เสียงกุกกักภายในโลงเหล็กทมิฬก็ยิ่งดังสนั่น กระทั่งฝาโลงยังสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านบรรพชน!” เฮอร์ตี้หน้าถอดสี สตรีผู้ได้ชื่อว่าวางตัวสง่างามในวงสังคมขุนนางมาตลอดพลันเสียกิริยาเป็นครั้งแรก “โปรดสงบลงเถิด! ผู้ที่ล่วงเกินท่านย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์...”

เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์ตะโกนโวยวายขัดขึ้นมา “มัวพล่ามอะไรตอนนี้เล่า! รีบไปช่วยกันกดฝาโลงท่านบรรพชนของพวกเจ้าเร็วเข้า!”

ทหารทั้งสามต่างมองหน้าเลิ่กลั่ก แม้แต่ไบรอนก็ยังมีสีหน้ามึนงง

ทว่าในยามนั้นรีเบคก้ากลับได้สติขึ้นมา เธอทะยานขึ้นไปบนแท่นวางโลงศพในก้าวเดียว ประจวบเหมาะกับที่ฝาโลงถูกดันเปิดออกจนสุด พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยื่นโผล่ออกมาจากรอยแยก

รีเบคก้าเห็นดังนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอเงื้อคทาขึ้นสุดแขนก่อนจะฟาดเปรี้ยงลงไปเต็มแรง “ท่านบรรพชน! ไปสู่สุคติเถิดเจ้าค่ะ!!”

มือนั้นถูกตีกลับเข้าไปในโลงทันที พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดที่ดังลอดออกมา “โอ๊ย เชี่ย! ใครทุบมือตูฟะ!”

รีเบคก้าเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ก่อนจะพบว่าอัศวินประจำตระกูล ท่านอา และทหารทั้งสามต่างจ้องมองมาที่เธออย่างตะลึงพรึงเพริด

รีเบคก้าก้มลงมองคทาในมือ คราวนี้เป็นทีของเธอที่เบะปากอยากจะร้องไห้ออกมาบ้าง “ท่านอา... ข้าลบหลู่ท่านบรรพชนเกินไปหรือเปล่า...”

ทว่าเฮอร์ตี้กลับกรีดร้องลั่น “รีเบคก้า! ถอยออกมาจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้!”

รีเบคก้าชะงัก “ท่านอา?”

“นั่นอาจเป็นพวกอันเดดคืนชีพ!” ใบหน้าของเฮอร์ตี้ซีดเผือดไร้สีเลือด “บางทีไอปีศาจจากพวกอสุรกายข้างบนนั่น... อาจจะทำให้ร่างศักดิ์สิทธิ์ของท่านบรรพชนแปดเปื้อนไปแล้ว!”

ความเป็นไปได้นั้นทำให้รีเบคก้าเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ขณะที่เธอกำลังจะกระโดดหนีลงไปหลบหลังเหล่าทหาร ฝาโลงเหล็กอันหนักอึ้งก็ถูกกระแทกขึ้นมาอีกครั้ง...

และคราวนี้คนในโลงดูจะใช้แรงจนสุดตัว ส่งผลให้ฝาโลงทั้งบานปลิวว่อนกระเด็นออกไปไกล!

จากนั้น บุรุษผู้มีเรือนผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าหล่อเหลาองอาจแฝงอำนาจ สวมอาภรณ์ขุนนางโบราณ ก็ลุกพรวดขึ้นนั่ง

เด็กสาวลูกครึ่งเอลฟ์ที่ยังคุกเข่าอยู่หันไปเห็นภาพนั้นเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว “เห็นไหมล่ะ ท่านบรรพชนของพวกเจ้าคืนชีพลุกขึ้นมานั่งแล้วจริงๆ ด้วย”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 2 ทะลุมิติมาแล้วยังต้องตะเกียกตะกายออกจากโลงศพนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว