- หน้าแรก
- บันทึกสร้างชาติ การกลับมาของท่านบรรพชน
- บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแค่มุมมองเนี่ยนะ
บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแค่มุมมองเนี่ยนะ
บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแค่มุมมองเนี่ยนะ
บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแค่มุมมองเนี่ยนะ
ปีที่เท่าไหร่ไม่รู้ เดือนไหนก็ไม่ทราบ วันเวลาก็...ช่างมันเถอะ
โลกเบื้องล่างยังคงเป็นเฉกเช่นทุกวัน พื้นที่ในขอบเขตการสังเกตการณ์แจ่มใส ปลอดโปร่งไร้ลม ชั้นเมฆเบาบาง
‘เกาเหวิน’เฝ้ามองผืนพสุธาอันไกลโพ้นอย่างเงียบงันด้วยมุมมองจากเบื้องบน พร้อมกับขบคิดทบทวนชีวิตอย่างสงบ—ก็แหงล่ะ เขาทำอย่างอื่นได้เสียที่ไหน
เขาจำไม่ได้แล้วว่าค้างเติ่งอยู่ในสภาพนี้มานานกี่เดือนกี่ปี ไม่รู้แม้กระทั่งว่ายามนี้สารรูปตัวเองเป็นเช่นไร แม้จะพอคาดคะเนเวลาคร่าวๆ ได้จากการผลัดเปลี่ยนของกลางวันและกลางคืน แต่พูดตามตรง—หลังจากผ่านไปหลายแสนรอบ เขาก็คร้านที่จะนับมันแล้ว
แบบนี้เขาเรียกว่าทะลุมิติแล้วสินะ?
อันที่จริง เรื่อง ‘การทะลุมิติ’ นั้นเกาเหวินค่อนข้างจะปล่อยวางได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นผู้บรรลุสัจธรรมจนมองความตายเป็นเรื่องว่างเปล่า แต่เป็นเพราะชาติก่อนตอนที่เครื่องบินกำลังดิ่งพสุธา เขาก็ตระหนักได้ถึงสัจธรรมที่ว่าโลกล้วนไม่เที่ยงและความตายนั้นขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต
อย่างไรเสีย ในสถานการณ์ที่ต้อง "ซี้แหงแก๋" แบบนั้น การได้รับโอกาสให้ทะลุมิติมาย่อมดีกว่า “ตกลงไปโหม่งโลกแล้วกลายเป็นกล่อง” เป็นไหนๆ
สิ่งที่เขายังทำใจยอมรับไม่ได้ก็มีแค่เรื่องเดียว... ไหงทะลุมิติมาแล้วต้องมาลอยเคว้งอยู่บนฟ้าแบบนี้ฟะ…
แถมลอยค้างเติ่งมาตั้งกี่หมื่นปีแล้วก็ไม่รู้
เกาเหวินไม่รู้แน่ชัดว่ายามนี้ตนตกอยู่ในสภาวะเช่นไร เขาไม่อาจเปลี่ยนมุมมอง และไม่อาจสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของร่างกาย
อันที่จริงนอกจากการมองเห็นแล้ว เขาแทบไม่รับรู้อะไรจากภายนอกเลย ดังนั้นเขาเลยฟันธงไม่ได้ว่าตอนนี้ตนเป็นแค่เศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลืออยู่ หรือเป็นเพียงศพลอยในอวกาศที่โคจรไปตามแรงดึงดูดกันแน่
ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ นั่นคือตัวเขาในยามนี้ย่อมไม่ได้ลอยอยู่ที่นี่ในสภาพของมนุษย์ปกติอย่างแน่นอน
เพราะเขามั่นใจว่าโครงสร้างทางจิตวิญญาณของมนุษย์ปกติ ย่อมไม่อาจลอยเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยวบนท้องฟ้ามานับหมื่นปีได้ โดยที่ยังคงความคิดอ่านแจ่มชัดและความทรงจำครบถ้วนสมบูรณ์ แถมยังมีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งคิดทบทวนปรัชญาชีวิตอยู่แบบนี้ได้แน่ๆ
หากเป็นคนปกติ เกรงว่าคงสติแตกจนบ้าหลุดโลกไปนานแล้ว
ทว่าเขากลับยังไม่บ้า นอกจากไม่บ้าแล้ว ความทรงจำของเขายังดีเยี่ยมจนน่าตกใจ
กาลเวลาที่ล่วงเลยไปนับหมื่นปีไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความทรงจำของเกาเหวินแม้แต่น้อย
จวบจนวันนี้เขายังจำวินาทีสุดท้ายของชาติที่แล้วได้อย่างแม่นยำ
ไม่ว่าจะเป็นเสียงกรีดร้องที่บาดหู เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงม แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายในห้องโดยสาร ท้องฟ้าและพื้นดินที่หมุนติ้วอยู่นอกหน้าต่าง
รวมไปถึงคนข้างๆ ที่พยายามสวมหน้ากากออกซิเจนอย่างทุลักทุเลแต่ใส่ไม่ได้สักที และเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทในยามที่เครื่องบินแตกเป็นเสี่ยงๆ กลางอากาศ
ทุกเรื่องราวยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และเขายังจดจำได้ดีว่าหลังจากสิ้นเสียงระเบิดกัมปนาทนั้น
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งแล้วพบว่าตนเองกำลังลอยละล่องอยู่เหนือดาวเคราะห์แปลกหน้าดวงนี้... มันเหวอแดกขนาดไหน
นับตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่มองอยู่ไม่ใช่ผืนดินและมหาสมุทรของโลกใบเดิมอย่างแน่นอน
เขาจึงใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการไตร่ตรองและยอมรับความจริงที่ว่า "ตูมาต่างโลกแล้วจ้า" จากนั้นก็ใช้เวลาอีกยาวนานมหาศาลในการพยายามหาทางลงจากที่นี่ หรืออย่างน้อยก็ขอให้เลิกลอยค้างเติ่งแบบนี้เสียที
น่าเสียดาย ที่เรื่องหลังนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า
เขาพบว่าตนเองถูก ‘ตรึง’ เอาไว้ หรือพูดให้ถูกคือรูปแบบการดำรงอยู่ของเขาในตอนนี้อาจไม่มีความสามารถในการเคลื่อนที่เลยก็ได้
เขากลายเป็น ‘มุมมองคงที่’ ที่ทำได้เพียงก้มลงมองผืนดิน และถูกล็อกสเปกไว้ที่ตำแหน่งปัจจุบันอย่างตายตัว
ณ ตำแหน่งปัจจุบัน เขาสามารถจ้องมองผืนดินได้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่มองดูผืนดินเท่านั้น
กระทั่งยังมองได้เพียงพื้นที่ส่วนหนึ่งบนผืนดินที่ถูกจำกัดไว้—มันคือทวีปรูปร่างบิดเบี้ยวที่มีมหาสมุทรล้อมรอบ ทว่าขอบเขตสายตาของเขากลับไม่อาจมองฝ่าออกไปเห็นพื้นที่ที่กว้างไกลกว่านั้นได้เลย
เขาไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองไปทางซ้ายหรือขวาได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจยืนยันได้ว่านอกมหาสมุทรนั้นยังมีแผ่นดินอื่นอยู่อีกหรือไม่
และด้วยเหตุผลเดียวกัน จวบจนวันนี้เขาก็ยังไม่เคยได้ยลโฉมท้องฟ้าในอวกาศของโลกใบนี้เลยสักครั้ง
เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านอกโลกใบนี้มีวัตถุทางดาราศาสตร์อื่น ๆ อยู่หรือไม่
ไม่แน่ว่าหากหันขวับกลับไปมองได้ ก็อาจจะเจอกับตาแก่หนวดขาวกำลังถือสปอตไลท์คอยส่องแสงสว่างให้สรรพสิ่งอยู่ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้
พับผ่าสิ อยากจะลอยตัวว่ายท่ากรรเชียงจริงๆ…
ต่อให้พลิกตัวไปแล้วจะเจอแค่ตาแก่หนวดขาวถือสปอตไลท์ส่องลงมาก็ยังดี
ทว่า ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ไอ้มุมมองท็อปวิว แบบก้มลงมองผืนดินนี่มันเปลี่ยนทิศทางไม่ได้เลย
ทว่า หลังจากเพียรพยายามอยู่นาน เกาเหวินก็ค้นพบฟังก์ชันที่พอจะควบคุมได้บ้างของมุมมองนี้
แม้จะไม่สามารถเคลื่อนที่ซ้ายขวาได้ แต่เขากลับสามารถย่อและขยายภาพ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ซูมเข้า-ซูมออก’ได้ภายในขอบเขตสายตานี้
หลังจากค้นพบความจริงข้อนี้ เขาก็รู้สึกยินดีอยู่เป็นนาน จากนั้นจึงเริ่มทดลองปรับเปลี่ยนมุมมองของตนในรูปแบบต่างๆ แต่ถึงแม้จะซูมออกจนสุดขอบเขตแล้วก็ยังมองไม่เห็นอะไรที่ไกลกว่าสัณฐานมหาสมุทรนั่นอยู่ดี
แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถเลือกที่จะซูมเข้าไปดูให้ชัดๆ ได้ว่าบนทวีปนั้นมีอะไรอยู่กันแน่
บนผืนปฐพีนั้นเขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เห็นได้ชัดว่า ย่อมต้องมีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่
หากได้เฝ้ามองดูวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนต่างโลกบ้างก็คงดีไม่น้อย
ถึงแม้ตัวเขาจะทำได้เพียงลอยเท้งเต้งอยู่ที่นี่ แต่อย่างน้อยการได้สอดส่องดูเรียลลิตี้ชีวิตชาวบ้านของผู้คนต่างโลกก็น่าจะช่วยคลายความเบื่อหน่ายได้บ้าง
คิดได้ดังนั้น เขาจึงเริ่มซูมเข้าไปใกล้ที่สุด ใกล้จนถึงระดับที่สามารถมองเห็นต้นหญ้าและใบไม้ทุกใบแบบชัดแจ๋วระดับ 4K
ทว่า ในวันนั้นเอง เขาก็ได้ค้นพบความจริงที่น่าสิ้นหวังว่า เหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนผืนดิน…
ยังไม่มีสายพันธุ์ไหนที่เรียนรู้การเดินด้วยสองขาเลย
แต่ไม่เป็นไร เกาเหวินมีความอดทนเป็นเลิศ
บางทีในยามที่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์ ความอดทนของเขาอาจมีจำกัด แต่หลังจากทะลุมิติมากลายเป็นมุมมองจากเบื้องบนเหมือนกล้องวงจรปิดแบบนี้ เขากลับพบว่าสกิลความอดทนของตัวเองอัปเกรดขึ้นจนเต็มแม็กซ์
เขาเฝ้ารออย่างใจเย็นจวบจนกระทั่งวันที่เจ้าลิงพวกนั้นเรียนรู้ที่จะเดินด้วยสองขาได้สำเร็จ
จากนั้นกาลเวลาก็ล่วงเลยไปอีกเนิ่นนาน เขาได้เป็นประจักษ์พยานด้วยตาตนเองในวินาทีที่ประกายไฟซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรก
เป็นการจุดไฟด้วยหินเหล็กไฟ
และการเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ประกายไฟนั้นถือกำเนิดขึ้นนั่นเอง
เกาเหวินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากไฟกองแรกถือกำเนิด เขาก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างพลัน "เร็วขึ้น" แบบก้าวกระโดด หรืออาจเป็นเพราะการรับรู้ถึงการไหลของเวลาของเขาเองเกิดปัญหา
เหตุการณ์บนพื้นโลกเริ่มวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว ราวกับวิดีโอที่ถูกกดปุ่มเร่งความเร็วขึ้นนับไม่ถ้วนเท่า
เขาเห็นเผ่าพันธุ์รูปร่างมนุษย์พวกนั้นเร่งสปีดสร้างชนเผ่าดั้งเดิมขึ้นมา จากชนเผ่ากลายเป็นนครรัฐยุคแรกเริ่ม
เขาเห็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เหล่านั้นเชี่ยวชาญในความสามารถอันน่าเหลือเชื่อ และใช้ทักษะที่ดูคล้ายเวทมนตร์เหล่านั้นในการบุกเบิกขยายอาณาเขต
ทว่ายังไม่ทันจะได้ดูชัดๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาณาจักรยุคโบราณเหล่านั้นก็ทยอยพังครืนกลายเป็นซากปรักหักพังไปทีละแห่ง
แล้วก็ตามมาด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์กลุ่มใหม่ที่ผุดขึ้นมาจากซอกมุมของซากอารยธรรม เริ่มขยายเผ่าพันธุ์กันใหม่อีกครั้ง…
มนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ อีกหลากหลายชนิดเริ่มต่อสู้แย่งชิงพื้นที่เพื่อความอยู่รอดบนทวีป
พวกเขาสถาปนาอาณาจักรต่างๆ นานา
สร้างความเชื่อที่แตกต่างกันไป ตะโกนโห่ร้องพระนามของเทพเจ้าองค์ต่างๆ แล้วก็ทำสงครามระหว่างกัน ก่อนจะล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว
วัฏจักรหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเกาเหวินเริ่มประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ผ่านตาไม่ทัน
เขาเห็นสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายมังกรยักษ์ปรากฏขึ้นในสายตา แต่กลับไม่รู้ว่า "มังกรยักษ์" เหล่านั้นวิวัฒนาการขึ้นบนทวีป หรือมาจากดินแดนโพ้นทะเลกันแน่
เขาเห็นยุคแห่งศาสตราวุธรุ่งเรือง ไฟสงครามแผดเผาจนแทบสิ้นแผ่นดิน แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว... อารยธรรมใหม่ก็ผุดขึ้นมาแทนที่
หลังจากนั้นผ่านไปอีกนานโข เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า... ไม่ใช่เหตุการณ์บนโลกที่หมุนเร็วขึ้น แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ "ข้าม" ข้อมูลจำนวนมหาศาลไป
‘การสังเกตการณ์’ ของเขากำลังกลายเป็นภาพที่ขาดๆ หายๆ จากที่เคยเฝ้ามองได้อย่างต่อเนื่องในคราแรก
กลายเป็นว่าบันทึกภาพได้แค่ไม่กี่ช็อตทุกๆ สองสามปี หรือไม่ก็เว้นช่วงไปเป็นสิบปี
และเมื่อนำภาพที่มีช่วงเวลาห่างกันมหาศาลเหล่านี้มาเรียงต่อกัน จึงทำให้เขาเกิดภาพลวงตาว่าทุกสรรพสิ่งกำลังเร่งความเร็วขึ้น
ก่อนหน้านี้ สาเหตุที่เขาไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ นั่นเป็นเพราะในช่วงเวลาที่มุมมองการสังเกตการณ์ขาดหายไป ห้วงความคิดของเขาเองก็หยุดนิ่งไปเช่นกัน
และเมื่อมุมมองการสังเกตการณ์กลับมาทำงานอีกครั้ง ความคิดของเขาก็แล่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับตัวเอง
บรรลัยแล้ว
สามคำนี้ผุดขึ้นในสมองของเกาเหวินราวกับสายฟ้าฟาด
ทว่า ไอ้ความคิดที่แวบเข้ามาดุจประกายไฟนี้ อันที่จริงแล้ว เกรงว่าคงใช้เวลาไปเนิ่นนานหลายร้อยปี
เพราะเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงดุจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ในชั่วขณะที่สามคำนั้นผุดขึ้นในหัว อาณาจักรอีกแห่งหนึ่งก็ได้เปลี่ยนจากจุดรุ่งโรจน์สู่ซากปรักหักพังไปเสียแล้ว
เกาเหวินไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดอะไรขึ้น ทว่าเขารู้ว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอย่างแน่นอน
เขาตระหนักว่าความคิดอ่านของตนเองใกล้จะเลือนหายไปเต็มที
ในทุกๆ หนึ่งร้อยปี เวลาที่เขาสามารถรวบรวมสมาธิคิดได้นั้น รวมกันแล้วเกรงว่าคงไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
มิหนำซ้ำ ‘ช่วงเวลาที่ความคิดหยุดชะงัก’ ของเขาก็ยังคงขยายยาวนานขึ้นเรื่อยๆ
เพราะเขาสังเกตเห็นว่าการตัดฉากของเหตุการณ์บนโลกมันกระโดดข้ามไปไกลจนน่าตกใจ
ไอ้ "สไลด์โชว์" ที่สับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วพวกนั้น มันเริ่มดูไม่รู้เรื่องแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันหนึ่ง จิตสำนึกที่ชื่อว่า "เกาเหวิน" คงได้สลายหายไปในสถานที่อันพิศวงแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ เขาคงต้องหลับใหลชั่วนิรันดร์โดยไม่มีโอกาสได้รีบูตเครื่องใหม่อีกเลย
นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปีที่เกาเหวินบังเกิดความรู้สึกร้อนรนขึ้นมา
เขาเริ่มเค้นสมองกระตุ้นความคิดของตนเองอย่างบ้าคลั่งเพื่อที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้
เขารู้สึกว่าสมองของตัวเองกำลังแล่นเร็วอย่างถึงที่สุด (ถ้าเขายังมีอวัยวะชิ้นนั้นอยู่ล่ะก็นะ)
ความคิดนับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกมาดั่งน้ำพุ ทว่าเมื่อมองดู ‘ภาพสไลด์’ บนผืนดินที่สับเปลี่ยนไปไม่หยุดหย่อน
เขาก็รู้ได้ทันทีว่าแท้จริงแล้วความคิดของตนนั้นเชื่องช้าจนถึงระดับที่ต้องรอคอยนับพันปีกว่าจะได้เห็นภาพถัดไป
แน่นอนว่าคำพูดนี้อาจดูเกินจริงไปบ้าง ทว่าสถานการณ์ความเป็นจริงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไรนักหรอก
ต้องหนี ต้องหนี ต้องหนีออกไปให้ได้ ต้องหลุดพ้นจากตรงนี้…
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด จะอยู่ในร่างอะไรก็ได้ ขอแค่หลุดไปจากตรงนี้ทีเถอะ!
ต่อให้ต้องกลับไปนั่งบนเครื่องบินที่กำลังจะโหม่งโลกก็ยังดีกว่ามาตายแบบงงๆ ในที่บ้าบอคอแตกพรรค์นี้!
เกาเหวินรู้สึกได้ว่าห้วงความคิดของตนเริ่มสับสนวุ่นวาย สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนรางลง
ดูเหมือนว่าการเชื่อมต่อทางความคิดที่เคย ‘ไร้รอยต่อ’ นั้นเริ่มจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว เขาพยายามครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งและทุ่มเทสุดกำลัง
ทว่า ในเมื่อเขาเป็นเพียงมุมมองคงที่ที่ทะลุมิติมา ต่อให้จะขบคิดอย่างเกรี้ยวกราดเพียงใด มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนี้ได้เลย
แต่ในวินาทีที่เขารู้สึกว่าจิตสำนึกกำลังจะดับวูบหรือหยุดนิ่งไปตลอดกาลนั่นเอง
จู่ๆ สุ้มเสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นมาจากทิศทางใดก็ไม่รู้:
"พลังงานขัดข้อง รีบูตเมนเฟรมล้มเหลว"
“เริ่มรันโปรแกรมหลบหนีฉุกเฉิน”
พริบตาถัดมา มุมมองอันคงที่นั้นก็ได้มลายหายไป—เบื้องหน้าของเกาเหวินหลงเหลือเพียงความมืดมิดอนธการ
แต่ความคิดของเขาไม่ได้หยุดทำงาน
นับเป็นครั้งแรกในรอบกาลเวลาอันยาวนานจนไม่อาจนับคำนวณ ที่เขายังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ในยามที่ ‘หลับตา’ ลงเช่นนี้
เขาไม่รู้ว่าตนเองจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดนี้นานเพียงใด
เขารู้สึกราวกับว่าตนกำลังหมุนคว้าง ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง และกำลังแทรกตัวเข้าไปในสถานที่ที่ทั้งหนาวเหน็บและคับแคบ
ประสาทสัมผัสต่างๆ ที่เคยเลือนหายไปจนกลายเป็นเรื่องแปลกหน้าพลันส่งผ่านมาทางแขนขาและสรรพางค์กาย
ทำเอาสมองของเขาสับสนปั่นป่วนไปหมด และท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง สุ้มเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ได้ยินแว่วมาอย่างเลือนราง น้ำเสียงนั้นฟังดูตื่นตระหนกจนถึงขีดสุด:
"ช้า...ช้าก่อน อย่าเพิ่งฆ่าข้า! เทียบกับเรื่องนี้แล้ว ฝาโลงของบรรพชนพวกเจ้ากำลังจะกดเอาไว้ไม่อยู่แล้วนะ!"