- หน้าแรก
- เก็บตัวฝึกวิชาบนเขามาสองปี พอลงมาทำไมไอพวกปีศาจโลกนี้มันอ่อนแอกันจัง
- บทที่ 3 - หมู่บ้านวิญญาณหลอน
บทที่ 3 - หมู่บ้านวิญญาณหลอน
บทที่ 3 - หมู่บ้านวิญญาณหลอน
บทที่ 3 - หมู่บ้านวิญญาณหลอน
จากเขาฮุยไปสู่เมืองชิงโจวมีเส้นทางอยู่หลายสาย หัวหน้าหมู่บ้านได้ชี้แนะเส้นทางที่ใกล้ที่สุดให้แก่จั่วเฉิน
เนื่องจากไม่ค่อยมีคนซ่อมแซมมานานปี ทำให้เส้นทางจากหมู่บ้านสู่เมืองชิงโจวเต็มไปด้วยโคลนตม สำหรับพ่อค้าเร่แล้วถือว่าเดินทางลำบากไม่น้อย
แต่สำหรับจั่วเฉินแล้ว ทางโคลนเช่นนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเท้าของเขาเลย
ปราณในจุดตันเถียนเอ่อล้นออกมา รวมตัวกันอยู่ที่เท้าและรอบกาย ถนนดินเละเทะสำหรับจั่วเฉินแล้วกลับเหมือนทางราบเรียบ
ในสายตาคนนอก จั่วเฉินเพียงแค่ก้าวเท้าสองสามก้าว ร่างทั้งร่างก็เคลื่อนที่ไปไกลกว่าร้อยเมตร เดินทอดน่องอย่างสบายใจแต่กลับย่นระยะทางได้นับร้อยเชียะ
'วิชาย่อพสุธาที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เต๋านี่ใช้สะดวกดีจริงๆ'
จั่วเฉินนึกชื่นชมในใจ พลางหวนนึกถึงคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านก่อนหน้านี้
ระหว่างทางไม่มีรังโจร และไม่มีชาวบ้านที่ดุร้าย
แต่เส้นทางนี้ก็ใช่ว่าจะไร้อันตรายเสียทีเดียว
ข้างถนนดินมีหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้ถูกทิ้งร้างมานาน ไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่แม้แต่คนเดียว มีเพียงป้ายหลุมศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ตามคำบอกเล่าของหัวหน้าหมู่บ้านชรา เดิมทีในหมู่บ้านมีหญิงสาวที่แต่งงานมาจากต่างถิ่น ไม่รู้ว่ามีเรื่องขัดแย้งอะไรกับคนในหมู่บ้าน ครั้งหนึ่งนางเข้าเมืองไปไม่ได้ซื้อชาดทาแก้ม แต่กลับซื้อสารหนูถุงใหญ่กลับมาแทน
นางวางยาพิษคนในครอบครัวห้าคนจนตายเกลี้ยง จากนั้นก็กระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย แต่หลังจากจมน้ำตายศพกลับไม่เน่าเปื่อย กลางดึกคืนหนึ่งนางกระโจนขึ้นมาจากบ่อน้ำ กลายเป็นลมทมิฬพัดผ่านไปทั่วหมู่บ้าน
หลังจากนั้นคนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครรอดชีวิต ล้วนตายตกไปตามกันอย่างน่าอนาถ แม้แต่สุนัขเฝ้าประตูหมู่บ้านก็ยังไม่รอด กลายเป็นเนื้อสุนัขตากแห้งแขวนห้อยอยู่บนต้นไม้หน้าหมู่บ้าน
สาเหตุที่คนในเมืองไม่ค่อยมาแถวตีนเขาฮุย ก็เพราะหมู่บ้านร้างแห่งนี้นี่เอง
หมู่บ้านร้างมีแรงอาฆาตสูง จะเดินผ่านตรงๆ ก็อันตราย จะเดินอ้อมก็ยุ่งยาก คนในเมืองก็ไม่ค่อยจำเป็นต้องมาทำการค้ากับหมู่บ้านแถบนี้ จึงไม่ค่อยมีใครผ่านมา
หลังจากฟังคำบอกเล่าของหัวหน้าหมู่บ้าน จั่วเฉินก็จดจำเรื่องนี้ไว้ ตั้งใจว่าเมื่อผ่านหมู่บ้านผีสิงจะแวะเข้าไปดูสักหน่อย
หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญสายมารที่กำลังหลอมธงหมื่นวิญญาณ เขาก็ตั้งใจจะลงมือจัดการให้
ลมปราณระดับสร้างรากฐานและวิชาย่อพสุธาเป็นเพียงการใช้พลังปราณง่ายๆ เท่านั้น ท่าไม้ตายก้นหีบของเขาจริงๆ คือวิชาสายฟ้าที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เต๋า
วิชาห้าอัสนีบาตและฝ่ามือสายฟ้า จั่วเฉินรู้วิชาไม่มากแต่พลังทำลายล้างล้วนไม่ธรรมดา
สายฟ้าหยางเป็นวิชาที่ร้อนแรงและแข็งแกร่งที่สุด เชี่ยวชาญในการปราบภูตผีปีศาจ เพียงฟาดสายฟ้าหยางลงไปทีเดียว แม้แต่ผู้บำเพ็ญสายมารระดับครึ่งก้าวสู่จินตานก็ยังต้องหนีหัวซุกหัวซุน การไปหมู่บ้านผีสิงจึงถือว่าตรงกับความถนัดพอดี
เดินต่อมาอีกหนึ่งชั่วยาม เขาฮุยด้านหลังกลายเป็นเพียงระลอกคลื่นจางๆ บนเส้นขอบฟ้า
ต้นไม้ใบหญ้าริมทางเริ่มบางตา พื้นดินดูมืดมนและเฉอะแฉะ จั่วเฉินมองไปไกลๆ เห็นรั้วไม้ผุพังตั้งอยู่ระหว่างเนินดินและต้นไม้
ถึงหมู่บ้านร้างแล้ว
เขายังไม่รีบร้อนเข้าไป ใช้เคล็ดวิชาเนตรทิพย์จากคัมภีร์เต๋ามองดูตำแหน่งของหมู่บ้านร้างก่อน
ในสายตาของจั่วเฉิน เหนือหมู่บ้านมีไอสีดำลอยอ้อยอิ่งอยู่เป็นสาย ดูแล้วไม่ได้มากมายอะไร หากเทียบกับปราณสร้างรากฐานของเขาแล้ว ก็เหมือนหยดน้ำเทียบกับทะเลสาบ หรือหญ้าคาเทียบกับไม้ใหญ่
'แรงอาฆาตเบาบางมาก ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปร่าง ไม่น่าจะใช่ฝีมือของผู้บำเพ็ญสายมาร ลงมือกำจัดทิ้งไปก็คงไม่มีอันตราย'
เมื่อมั่นใจแล้ว จั่วเฉินก็เดินมุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน
...
"การฆ่าล้างหมู่บ้านนี้เป็นฝีมือของฉู่ซุ่น หัวหน้าพรรคเหวินเซียงที่ใช้ธูปศพ ที่นี่กลายเป็นแดนทุรกันดารอันตราย วันนี้สมาคมไป๋เหล่าเชิญพวกท่านมา ไม่ใช่เพื่อให้มาทิ้งชีวิตในหมู่บ้านนี้ รบกวนช่วยตื่นตัวกันหน่อย!"
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมยาว สวมหมวกทรงกลมใบเล็ก ไพล่หลังมองดูเหล่าจอมยุทธ์เบื้องหน้า
สิ้นเสียงตวาดต่ำของเขา เหล่าจอมยุทธ์ที่เดิมทีมีท่าทีเฉื่อยชาก็พลันกระตือรือร้นขึ้นมา เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
พวกเขาล้วนเป็นคนมีฝีมือในยุทธภพ เป็นคนดังในละแวกสิบกว่าลี้นี้ ช่วงก่อนหน้านี้ได้รับป้ายคำสั่งยุทธภพจากสมาคมไป๋เหล่า จึงมารวมตัวกันที่นี่
ถ้าพูดถึงหมู่บ้านผีสิงพวกเขาไม่กลัว ท่องยุทธภพมาหลายปี หมู่บ้านที่มีผีสิงพวกนี้ก็เคยเห็นมาบ้าง คนเดียวอาจจะจัดการไม่ได้ แต่ตอนนี้รวมยอดฝีมือในยุทธภพกว่าสิบคน บุกเข้าไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นผีสางตนไหนก็คงกระเจิง!
แต่พอผู้ดูแลของสมาคมไป๋เหล่าบอกว่าเป็นฝีมือของพรรคเหวินเซียง เหล่าจอมยุทธ์ต่างก็พากันหวาดหวั่น
พรรคเหวินเซียงคือพรรคมารอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงโจว! ขึ้นชื่อเรื่องวิชาเทียนไขคนเป็นที่ใช้ติดตามวิญญาณ ป้องกันตัวยากยิ่งนัก
ในเมืองถึงกับมีคำร่ำลือว่า สามยามถูกจุดธูป ห้ายามพบยมบาล
แสดงให้เห็นว่าการไหว้คนด้วยธูปของพรรคเหวินเซียงนั้นชั่วร้ายเพียงใด
"ผู้ดูแลหาญ! พวกเราเข้าไปแล้วจะไม่โดนพรรคเหวินเซียงตามล่าหรือ"
ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนคนหนึ่งในกลุ่มจอมยุทธ์เอ่ยถาม ผู้ดูแลได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะ
"ตามล่าหรือ พรรคเหวินเซียงเก่งกาจก็จริง แต่ก็ยังถูกสมาคมไป๋เหล่าของเราตีจนแตกพ่ายออกจากเมืองชิงโจวไม่ใช่หรือ
"ต่อให้มันกล้ามาก็หาพวกเจ้าไม่เจอหรอก อย่างมากก็มาหาเรื่องสมาคมไป๋เหล่าของเรา!"
เหล่าจอมยุทธ์ได้ยินดังนั้นก็เบาใจลงบ้าง ทันใดนั้นก็มีเสียงใสแจ๋วของหญิงสาวดังขึ้นกลางฝูงชน
"ท่านผู้ดูแล! ในหมู่บ้านมีของวิเศษอะไรไหม!"
ผู้ดูแลหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
นี่ยังไม่ทันเริ่มงานก็ถามหาของวิเศษในหมู่บ้านแล้วรึ
เมื่อปรายตามอง ผู้ดูแลถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในฝูงชนมีเด็กสาวคนหนึ่งปะปนอยู่ด้วย ริมฝีปากแดงฟันขาว หน้าตาสะสวย ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งไปมาดูเจ้าเล่ห์แสนซน
แต่การแต่งตัวของนางดูไม่ค่อยดีนัก เทียบกับจอมยุทธ์นางดูเหมือนจอมยุทธ์มากกว่า แต่เทียบกับชาวนาขุดดินนางก็ดูเหมือนชาวนาขุดดินยิ่งกว่า
เดิมทีผู้ดูแลไม่อยากตอบคำถามนี้ แต่เห็นจอมยุทธ์กลุ่มใหญ่ต่างมองมาที่ตนด้วยความตื่นเต้น เขาจึงได้แต่ถอนหายใจ
"เรายังไม่ทันเข้าไปเลย ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าข้างในมีของวิเศษอะไร แต่สถานที่ที่มีไอชั่วร้ายแบบนี้น่าจะก่อเกิดของดีๆ ขึ้นมาได้บ้าง ถึงตอนนั้นก็แล้วแต่ความสามารถของพวกเจ้าก็แล้วกัน"
"เยี่ยมไปเลย!"
เด็กสาวตาชั้นเดียวโค้งหยีเป็นสระอิด้วยรอยยิ้ม
หลังจากพูดคุยเรื่องราวต่างๆ จบ ผู้ดูแลก็นับจำนวนคน
รวมตัวเขาเองด้วย ทั้งหมดสิบเอ็ดคน
ไม่มีปัญหา!
กลุ่มจอมยุทธ์ผู้กล้าเดินเข้าสู่หมู่บ้าน
ตอนแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ มองจากหน้าหมู่บ้านเข้าไปข้างใน เห็นเพียงแผ่นไม้ผุพังไม่กี่แผ่น กับหนังหมาที่แขวนห้อยอยู่บนต้นไม้หน้าหมู่บ้าน
แต่พอยิ่งเดินลึกเข้าไป จู่ๆ ทุกคนก็รู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา ฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายทำเอาแทบลืมตาไม่ขึ้น พอลืมตาขึ้นมาได้ก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลง
เหล่าจอมยุทธ์เห็นภาพเบื้องหน้า สีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนไป
นี่มันเพิ่งจะเที่ยงวัน! เมื่อกี้ดวงอาทิตย์ยังแขวนอยู่กลางหัว ทำไมจู่ๆ ฟ้าถึงมืดได้ล่ะ?!
สีหน้าของผู้ดูแลยังคงเรียบเฉย เขาหยิบโคมไฟสานด้วยไม้ไผ่ออกมาจากที่ใดไม่ทราบ แล้วใช้ที่จุดไฟจุดไฟข้างใน ทันใดนั้นในโคมก็ลุกโชนด้วยไฟสีเขียว ขับไล่ความมืดรอบกายออกไป
สีหน้าของเหล่าจอมยุทธ์จึงค่อยดูดีขึ้นบ้าง
"รวมกลุ่มกันไว้ ค่อยๆ เดินเข้าไป ฉู่ซุ่นทิ้งธูปดอกหนึ่งไว้ในหมู่บ้าน เป็นธูปที่หลอมมาจากน้ำมันพรายของศพ ตราบใดที่ธูปยังอยู่ ภูตผีในหมู่บ้านจะไม่หายไป ขอแค่หักธูปนั้นทิ้ง ภูตผีก็จะหายไปเอง"
ผู้ดูแลตะโกนสั่ง เหล่าจอมยุทธ์พยักหน้ารับทราบ
"เล่าจ้าว? เล่าจ้าวหายไปไหน"
ทันใดนั้น มีคนในกลุ่มร้องถามด้วยความตื่นตระหนก คิ้วของผู้ดูแลขมวดเข้าหากันทันที
เขานับจำนวนคนอีกครั้ง
สิบคน
หายไปคนหนึ่ง!
หัวใจของผู้ดูแลหนักอึ้ง
'ไอ้พวกเวรเอ๊ย เพิ่งเข้ามาก็หลงทางไปคนนึงแล้ว'
"ไม่ต้องสนใจเขา เราเดินหน้าต่อ" หูยังได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญเรียกหาเพื่อนจากด้านหลัง ผู้ดูแลหันกลับไปด่าทันที "ความเศร้าโศกจะเรียกผี ใครทำท่าทางแบบนี้อีก ข้าจะจับโยนให้เป็นอาหารหมู่บ้านซะ!"
ทุกคนเงียบกริบทันที
จุดโคมเดินคลำทางต่อไป รอบข้างก็ไม่มีเหตุการณ์ภูตผีปีศาจเกิดขึ้นอีก
จิตใจของผู้ดูแลสงบลงได้มาก
ภารกิจครั้งนี้ไม่ยากจริงๆ ก็แค่อาศัยไอปราณของเหล่าจอมยุทธ์คุ้มกันเข้าไปถอนธูปศพกลางหมู่บ้าน
ถ้าทำสำเร็จ ก็เป็นความดีความชอบครั้งใหญ่! พอกลับเข้าเมือง เขาคงได้เลื่อนขั้นจากผู้ดูแลเป็นหัวหน้าสาขา อนาคตสดใสรออยู่!
ความเสี่ยง?
แน่นอนว่าต้องมี แต่ก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด
สู้ไม่ได้เขาก็ยังหนีได้ไม่ใช่หรือ ยังมีจอมยุทธ์อีกตั้งเยอะแยะให้เป็นหนังหน้าไฟ
เดินไปได้สักพัก เด็กสาวคนเมื่อครู่ก็ร้อง "เอ๊ะ" ขึ้นมา
"ที่ตรงนี้พวกเราเคยเดินผ่านมาแล้วรึเปล่า"
ได้ยินเสียงเด็กสาว ผู้ดูแลรีบมองซ้ายมองขวาทันที
เขามองเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล บนต้นไม้นั้นมีหนังหมาแขวนอยู่ไหวๆ ตามแรงลม
นี่มัน...
ผีบังตา!
เหล่าจอมยุทธ์เริ่มใจเสีย แม้แต่ผู้ดูแลก็ต้องข่มความกังวลในใจ
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าผูกเชือกแดงไว้ พวกเราก็จะเดินออกไปได้"
ผู้ดูแลพูดพลางหยิบเชือกแดงออกมา เดินไปที่แผ่นไม้ผุพังพวกนั้น ตั้งใจจะผูกเชือกไว้
แต่ทว่าในจังหวะที่เข้าใกล้แผ่นไม้ ผู้ดูแลก็สังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่หลังแผ่นไม้
เขาก้มลงมอง เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กเต็มหน้าผาก!
นั่นคือจอมยุทธ์ที่หายตัวไปก่อนหน้านี้ ชื่อจ้าวเต๋อไฉ
ในขณะนี้เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
ศีรษะของเขา กำลังถูกตัวเขาเองกอดไว้ในอ้อมอก
ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
[จบแล้ว]