บทที่ 4
บทที่ 4
บทที่ 4
เวลาผ่านไปจนก้าวเข้าสู่ปีที่สอง นับแต่วันที่อาลอนได้ช่วยเหลือยูเทียและเริ่มแลกเปลี่ยนจดหมายกับนางอย่างสม่ำเสมอ
“ครานี้ก็ช่วยเหลือได้สำเร็จเช่นกันขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ”
อาลอนรับฟังข่าวดีจากอีวาน
“เจ้าได้ส่งเขาไปที่สถานเลี้ยงเด็กแล้วหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ ครานี้นับเป็นคนที่ห้าแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาลอนก็พยักหน้าช้า ๆ
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาได้ช่วยเหลือบาปทั้งสามตนที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ
‘บาปแห่งความโลภค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย’
บาปคนที่สามที่ถูกช่วยไว้ นางผู้มีนามว่า ไรน์ กรอฟฟ์ หาได้ยาก แต่การช่วยเหลือนั้นกลับไม่ยากเย็นนักเช่นเดียวกับบาปคนอื่น ๆ
แม้จะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะตามตัวเจอ แต่ด้วยความรู้จากเกมและการควบคุมแผนอย่างมีแบบแผนของอาลอน ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี
เมื่อมองไปยังอีวาน ผู้ซึ่งวิ่งวุ่นช่วยเหลือเหล่าห้าบาปมหันต์มาตลอดปี อาลอนก็กล่าวขึ้น
“เจ้าน่าจะพักได้แล้ว”
“จบแล้วหรือขอรับ?”
“จบแล้ว”
“โล่งอกเสียที”
อีวานถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย แล้วมองอาลอนอย่างพินิจ
“แต่คุณชาย ท่านดูไม่ดีใจเลย”
“ข้าย่อมดีใจสิ”
“แต่สีหน้าท่านไม่ได้บอกเช่นนั้นเลยนะขอรับ”
“จริงรึ?”
อาลอนหันไปมองกระจก
สะท้อนกลับมาในนั้นคือใบหน้าของเขาเอง ใบหน้าที่เขาคุ้นชินดีอยู่แล้ว
‘อืม’
สีหน้าของอาลอนนั้นเรียบเฉยอย่างยิ่ง
ไม่สิ หากสังเกตดี ๆ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ทว่ามันจางจนแทบไม่เห็น
เขาลองฝืนยิ้มดู แต่พอเห็นภาพสะท้อนกลับรู้สึกว่าตนดูเหมือนคนแปลกหน้า
‘ราวกับกล้ามเนื้อใบหน้านี้ไม่ปรับตามอารมณ์ของข้าเลย’
ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทุกอารมณ์จะฉายชัดบนสีหน้า บัดนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงน้อยเสียจนแทบจับไม่ได้
‘แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร’
อาลอนไม่คิดว่านั่นเป็นปัญหาเพราะการที่อารมณ์ไม่ปรากฏเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากให้คนอื่นมากกว่าตัวเขาเอง
‘ไม่ว่ายังไง เรื่องที่ต้องทำในตอนนี้ก็จบลงแล้ว’
อาลอนยิ้มเล็กน้อยในใจ ขณะนึกถึงเหล่าห้าบาปมหันต์ในอนาคตที่เขาได้รวบรวมไว้ ณ สถานเลี้ยงเด็ก
‘ไม่คิดเลยว่าจะเป็นไปได้ดีถึงเพียงนี้’
ความจริงแล้ว เขาไม่เคยคาดหวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น
เพราะพวกเขาทั้งห้าต่างมีเหตุผลมากพอที่จะกลายเป็นสัตว์นรกในวันหน้า ต่อให้เขาพยายามมากเพียงใดก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
กล่าวคือความกังวลของอาลอนคือเขาอาจไปไม่ทันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
บาปทั้งห้ากำลังเติบโตอย่างเป็นปกติ
“อีวาน”
“ขอรับ?”
“คราวก่อนเจ้ารายงานว่าไม่มีปัญหาอะไรที่สถานเลี้ยงเด็กใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ข้าเห็นแม้แต่ไรน์กับซอลรังที่เคยสภาพย่ำแย่ ตอนนี้ยังกลับมาดูปกติอย่างน่าประหลาด”
“จริงหรือ?”
“ขอรับ ตอนที่ข้าช่วยซอลรัง นางเหมือนตุ๊กตาที่จิตใจแตกสลาย เอาแต่นั่งนิ่งไร้การตอบสนอง แต่เมื่ออยู่ในสถานเลี้ยงเด็ก นางเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นส่วนไรน์ตอนแรกนางเอาแต่หลับตาราวกับไม่อยากมองโลก แต่ครั้งล่าสุดที่ข้าไป นางกำลังนั่งอ่านหนังสือด้วยความสนใจ”
อาลอนพยักหน้าเบา ๆ รายงานนี้ตรงกับสิ่งที่ยูเทียเขียนไว้ในจดหมาย
‘ไม่คิดเลยว่ายูเทียจะทำได้ดีถึงเพียงนี้’
แต่เดิม อาลอนวางตัวนางไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กเพราะต้องการเว้นระยะและเพราะในเกมก็มีข้อมูลว่านางผูกพันกับที่นั่น
ทว่า เขาไม่มั่นใจว่านางจะดูแลเด็กคนอื่นด้วยจึงเคยคิดจะให้อีวานจับตาดู หากจำเป็นก็จะหาผู้ดูแลมืออาชีพมาแทน
‘แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้ว’
อาลอนยิ้ม
ทุกอย่างดีกว่าที่คาดไว้มากและด้วยความพยายามของยูเทีย บัดนี้สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงสิ่งเดียว
‘ฝึกวิชาไว้ป้องกันตัวบ้างก็คงดี’
แน่นอนว่าในฐานะบุตรชายคนที่สามของตระกูลเคานต์พาลาทิโอ หากเขาไม่ทำอะไรก็ไม่น่าจะมีใครลอบทำร้ายเขา
โดยเฉพาะเมื่อมีอีวานอยู่ข้างกาย
แต่โลกนี้คือแฟนตาซีสายมืด การไม่มีแม้แต่พลังป้องกันตัวใด ๆ ก็ช่างน่ากังวล
‘หรือจะลองเรียนเวทมนตร์ดี?’
ขณะอาลอนกำลังครุ่นคิด อีวานก็เอ่ยขึ้น
“ว่าแต่คุณชายเคยได้ยินเรื่องจันทราสีครามหรือไม่ขอรับ?”
“จันทราสีคราม?”
“ขอรับ เป็นองค์กรที่เพิ่งมีชื่อเสียงในแถบตะวันออก พวกเขาไล่ล่าองค์กรอื่นอย่างไม่ลดละ”
“องค์กรไล่ล่าองค์กรงั้นหรือ?”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องดี”
อาลอนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
หลังใช้ชีวิตในโลกแฟนตาซีมืดมาเนิ่นนาน เขาก็ชินชาเสียแล้ว
หากพวกนั้นฆ่าชาวบ้านนั่นย่อมเป็นเรื่องใหญ่
แต่หากฆ่าเฉพาะองค์กรใต้ดิน เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุให้ใส่ใจนัก
เพราะในดินแดนนี้ไม่มีองค์กรไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความตาย
“ปัญหาก็คือพวกเขาฆ่าขุนนางด้วยขอรับ”
“อีวาน”
“ขอรับ?”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องนอนในห้องข้าง ๆ ข้า”
อาลอนเอ่ยคำสั่งอย่างเด็ดขาดทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
‘ในเมื่อจันทราสีครามไม่เคยปรากฏในเนื้อเรื่องหลักก็คงจะสลายหายไปก่อนเหตุการณ์หลักจะเริ่ม แต่เอ๊ะ ลีโอช่วงนี้อารมณ์ไม่ดีแปลก ๆ จะเกี่ยวกันไหม?’
ขณะครุ่นคิด อาลอนก็นั่งลงเขียนจดหมายตอบกลับฉบับที่ยูเทียเพิ่งส่งมาเมื่อวาน
“อืม”
จดหมายของยูเทียยังคงมีเนื้อหาเดิม ๆ
ทักทายเล็กน้อย รายงานสถานการณ์ของเด็ก ๆ ที่เขาฝากไว้รวมถึงรายชื่อผู้บริจาค
เมื่อยืนยันว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อาลอนก็พิจารณาจะเขียนเรื่องจันทราสีครามลงไป แต่ก็ตัดใจ
อย่างไรเสีย เป้าหมายของพวกนั้นก็คือองค์กรกับขุนนาง มิใช่สถานเลี้ยงเด็ก
ดังนั้น เขาจึงเขียนจดหมายตามปกติ แล้วส่งผ่านกิลด์ทหารรับจ้างเช่นเคย
เป็นอีกวันอันสงบสุข
...
หลายสัปดาห์ต่อมา ณ สถานเลี้ยงเด็กทางตะวันออก
การประชุมประจำสัปดาห์ของกลุ่มที่เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่กิจกรรมลับเริ่มต้นอย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นขึ้น ยูเทียกำลังนั่งอ่านข้อความจากจดหมายของอาลอน
“จดหมายนั้นของเขาหรือ? ให้ข้าอ่านบ้าง ข้าด้วย”
“ข้าก็อยากอ่าน”
เด็กสาวคนหนึ่งโบกมือด้วยความกระตือรือร้น อีกคนที่นั่งตรงข้ามเงียบ ๆ ก็ยกมือขึ้นเบา ๆ ขณะยูเทียอ่าน
แม้ภายในรังลับที่มืดสลัว แต่ดวงตาสีทองกับสีเขียวของพวกนางกลับเป็นประกายอย่างชัดเจน พวกนางคือซอลรังและไรน์ ว่าที่บาปแห่งความเย่อหยิ่งและบาปแห่งความโลภในอนาคต
“เอาเถอะ”
“จริงนะ? คราวก่อนเจ้ายังไม่ให้ข้าเลยนะ”
“ถึงเวลาแล้วล่ะ”
ยูเทียยิ้มพลางส่งจดหมายให้ซอลรังและไรน์รวมถึงเดอุสที่เงียบมาตลอดต่างพากันจ้องข้อความในจดหมายด้วยความสงสัย
ผ่านไปครู่หนึ่ง
“นี่มันรายงานคำสั่งหรือ?”
“ดูยังไงก็แค่จดหมายสนทนาธรรมดา”
พวกนางขมวดคิ้วขณะอ่านข้อความนั้นซ้ำไปมา
จดหมายนั้นมีเพียงเรื่องราวชีวิตประจำวันอันแสนเรียบง่าย
เดอุสหันไปมองยูเทียด้วยแววตาสงสัยซึ่งนางก็ยิ้มตอบ
“ก็เป็นแบบนั้นแหละ เขาสั่งข้าตั้งแต่แรกแล้วให้เขียนเหมือนเป็นจดหมายพูดคุยทั่วไป”
จากนั้น ยูเทียก็ควักจดหมายฉบับหนึ่งที่ดูเก่าเล็กน้อยออกมาให้ดู
เนื้อหาในนั้นก็เป็นเพียงการทักทายธรรมดา ก่อนจะเอ่ยชักชวนให้แลกเปลี่ยนจดหมายกันเป็นประจำ
“…?”
“…?”
ซอลรังกับไรน์ยังคงทำหน้าฉงน
ทว่า เดอุสดูเหมือนจะเข้าใจ
“เพราะเขาไม่ต้องการให้มีข้อมูลรั่วไหลสินะ จึงใช้วิธีนี้แทน?”
“ถูกต้อง”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เดอุสพยักหน้า แล้วหันไปมองสองสาวที่ยังตั้งใจอ่านจดหมาย
“ถ้ากลัวข้อมูลรั่วไหลนักก็ใช้เวทสื่อสารหรือให้พวกเราไปรายงานตัวเป็นระยะก็ได้นี่?”
“จริงด้วย”
“เหตุใดต้องยืนกรานจะใช้จดหมาย?”
“เพราะนั่นคือเจตจำนงของเขา”
ยูเทียยิ้มพลางกล่าวต่อ
“ในเมื่อเขาตัดสินใจเช่นนั้น พวกเราก็แค่ทำตาม ไม่มีเหตุผลต้องตั้งคำถาม”
คำพูดนั้นทำให้เดอุสรู้สึกขนลุกอย่างไร้เหตุผล
แม้โดยปกติยูเทียจะดูสงบนิ่ง ทว่าเมื่อใดที่นางพูดถึงเขา แววตานั้นจะเปล่งประกายด้วยแรงศรัทธาอันลึกล้ำจนน่าพรั่นพรึง
“เข้าใจแล้ว”
เดอุสจึงพยักหน้าเบา ๆ ขณะมองสบตาสีแดงฉานของยูเทีย ตาแห่งผู้คลั่งศรัทธา
จากนั้น ยูเทียก็เก็บจดหมายคืนใส่อก ปิดฉากการประชุมครั้งนี้ลง
“ซอลรัง เรื่องทางเหนือเป็นอย่างไรบ้าง?”
“หมายถึงพวกค้ามนุษย์นั่นหรือ?”
“ใช่”
ซอลรังยิ้มกว้าง
“ข้าจัดการหมดแล้ว”
“หลักฐานตัวตนของเจ้าล่ะ?”
“ไม่มีรั่วไหล เสื้อผ้าที่ไรน์ทำให้ได้ผลดีมาก ข้าให้พวกมันตอบคำถามก่อนตาย หากบอกลักษณะหน้าข้าได้ก็จะไว้ชีวิต แต่ไม่มีใครตอบได้เลย”
“แล้วหลังจากนั้น?”
“ข้าก็ถอนหัวพวกมันหมดเลย”
คำพูดที่โหดร้ายเกินคาด แต่กลับหลุดจากปากนางด้วยเสียงหัวเราะสดใส ยูเทียจึงหันมาทางเดอุส
“แล้วทางใต้ล่ะ?”
“อวาลอนก่อเรื่องมากเกินไป ข้าก็จัดการเรียบร้อยและมีอีกเรื่องหนึ่ง”
“ว่ามา”
“ผู้นำของอวาลอนคือบุตรชายคนโตของตระกูลพาลาทิโอใช่หรือไม่?”
ยูเทียพยักหน้าเงียบ ๆ
แต่เดอุสก็กล่าวต่อ
“ดูเหมือนว่าหมอนั่นกำลังจะวางยาพิษเขา”
“ว่าไงนะ?”
บรรยากาศแข็งทื่อทันที
เมื่อครู่ ซอลรังที่ยังยิ้มสดใสกลับหุบยิ้มรวบหูอย่างตื่นตระหนกส่วนไรน์ที่เงียบมาตลอดก็เบนสายตาขึ้นมาทันใด
เพียงผู้เดียวที่ยังมองยูเทียตรง ๆ ได้ก็คือเดอุสซึ่งเตรียมใจไว้แล้ว
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกเหงื่อเย็นไหลซึมกลางหลัง
พลังสังหารที่พวยพุ่งจากนางรุนแรงเกินคาดนัก
ผ่านไปครู่หนึ่ง
“เจ้ามั่นใจหรือ?”
“มีเอกสารคำสั่ง”
“นำมา”
เดอุสดึงแผ่นกระดาษจากอกเสื้ออย่างมั่นใจ
ยูเทียอ่านข้อความนั้นโดยไม่กะพริบตา
[เมื่อเคานต์ผู้ชราภาพเสียชีวิตลงให้ลอบวางยาพิษเขา แล้วจัดการให้เงียบที่สุด]
อ่านถึงประโยคสุดท้าย
“เช่นนี้เอง”
ยูเทียบดกระดาษแผ่นนั้นแน่น
“เป็นความจริงสินะ”
ในดวงตาปรากฏแววเย็นเยียบอย่างหาที่เปรียบมิได้