เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 64 สู่ขอแมว (ตอนปลาย)

บทที่ 64 สู่ขอแมว (ตอนปลาย)

บทที่ 64 สู่ขอแมว (ตอนปลาย)


'ผู้มาเยือนเจตนาไม่ดี! อักษรขนาดใหญ่สี่ตัวกลิ้งหมุนวนเวียนอยู่ในสมอง สัญญาณเตือนภัยดังระงม!'

แม้ภายในใจจะเตรียมพร้อมรับมือถึงขีดสุด ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่มีร่องรอยของการฝืนใจแม้แต่น้อย

นางตอบรับด้วยท่าทีปกติว่า "ได้สิ ไม่มีปัญหา เพียงแต่เงินก้อนใหญ่ที่ท่านอาจารย์กู้มอบให้มานั้นหนักเกินไป ข้ายังต้องคำนวณดูอีกทีว่ามีสุราเท่าใด แล้วค่อยนำไปส่งให้ท่านอาจารย์กู้อีกที"

วาจานี้ของเซินถังเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อยื้อเวลาล้วนๆ ยื้อได้นานเท่าไรก็เอาเท่านั้น พลางในใจลอบสบถ 'ถ้ารู้แต่แรกว่าออกจากบ้านแล้วจะเจอเจ้าหมอนี่ สู้ข้านั่งจับเจ่าจนขึ้นราอยู่ที่บ้านยังดีเสียกว่า ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ให้ตายเถอะ!'

ผู้ใดจะคาดคิดว่าอาจารย์กู้จะแก้สถานการณ์อย่างรวดเร็ว นิ้วมือขวาของเขาขยับนับนิ้วอย่างสบายๆ เพียงแค่สองลมหายใจก็คำนวณปริมาณสุราที่ต้องใช้ออกมาได้อย่างแม่นยำ ทำเอาแผนการของเซินถังพังไม่เป็นท่า

เขาราวกับมองไม่เห็นมุมปากของเซินถังที่ค่อยๆ ตกลง แล้วกล่าวต่อว่า "ได้ยินมาว่าคุณชายเซินใช้วาจาสิทธิ์สร้างสุราได้ ทักษะวิชาไม่ธรรมดา ตัวข้าเองก็เป็นคนรักสุรา ได้ให้คนเตรียมภาชนะใส่สุราไว้ที่หอเย่าหลิงแต่เช้าแล้ว ท่านเพียงแค่ไปกับข้าสักเที่ยวก็พอ ไม่ต้องเตรียมการสิ่งใดให้วุ่นวาย"

เซินถัง "......"

คราวนี้ไม่ได้จงใจเก็บอาการภายในใจอีกต่อไป ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนสุภาพ แต่ในใจก่นด่าสาดเสียเทเสีย 'ไอ้บ้าเอ๊ย!'

เชื่อว่าอาจารย์กู้คงได้รับสัญญาณมิตรภาพจากนางอย่างแน่นอน

ทว่าอาจารย์กู้กลับมีสีหน้าไม่เปลี่ยน แม้แต่ปลายคิ้วหางตา หรือแววตาก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เซินถังรู้สึกเหมือนต่อยหมัดใส่ก้อนนุ่นอย่างไรอย่างนั้น

อีกฝ่ายลองเชิงมาถึงขั้นนี้แล้ว หากนางยังหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงยื้อเวลาอีก ก็เท่ากับยื่นจุดอ่อนให้อีกฝ่ายจับได้ เซินถังจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "เช่นนั้นก็ดียิ่ง"

พร้อมกันนั้นก็ท่องวาจาสิทธิ์ 'ใจคนกั้นด้วยหนังท้อง' ที่ฉู่เย่าสอนไว้ในใจ 'ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ การควบคุมสีหน้าของท่านอาจารย์กู้ผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นเลิศ แถมหน้าตายังดูขี้โรค ทำให้ตัดสินใจได้ยากจริงๆ'

เซินถังทำได้เพียงแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ หากยังไม่ได้ผลอีก--- นางลอบใช้หางตาชำเลืองมองลำคอของอาจารย์กู้ ลำคอของอีกฝ่ายค่อนข้างเรียวระหง มองเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางๆ

อาจเพราะป่วยเรื้อรัง อาจารย์กู้จึงดูไม่ค่อยมีเนื้อหนัง ประกอบกับส่วนสูงร่วมแปดเชียะ ทำให้ทั้งร่างดูผอมบางราวกับโครงกระดูกเดินได้ ซึ่งคนธรรมดาถ้าผอมขนาดนี้คงดูซูบตอบจนน่ากลัว แต่เขากลับต่างออกไป แม้จะผอมแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

'ลำคอขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาเช่นนี้ แค่ดาบเดียวก็คงปาดขาดได้กระมัง?'

เซินถังคลี่รอยยิ้ม "ข้าจะไปกับท่าน รบกวนด้วย"

อาจารย์กู้กล่าวเสียงเรียบ "ไม่ได้รบกวนอันใด"

ทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไป ทว่าใจกลับคิดคนละอย่าง

ผู้ที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อนคืออาจารย์กู้ เขาเปิดบทสนทนาราวกับจะปรับทุกข์ "พรสวรรค์ของคุณชายเซินช่างน่าอิจฉาโดยแท้ ไม่เจอกันเพียงวันสองวัน กลับเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้ผู้อื่นอ่านใจได้เสียแล้ว ตัวข้าในวัยเดียวกันกับคุณชายเซิน เทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"

เซินถังแค่นเสียงหึในใจ ยิ่งเพิ่มความระแวดระวังมากขึ้น

ปากของบัณฑิต เชื่อถือไม่ได้ คุณชายเซิน นี่คือคำเรียกชวนสับสนอะไรกัน? ปากบอกว่าเซินถังปิดกั้นการอ่านใจของเขาได้สำเร็จ แต่วาจานี้จริงเท็จเพียงใดมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนี้ เพียงเพื่อหวังให้นางตายใจ แล้วฉวยโอกาสลอบอ่านความคิดยามเผลอไผลหรือไม่? นางจึงขึงเกลียวประสาทจนตึงเขม็ง ไม่กล้าคลายความระวังตัวแม้เพียงชั่วขณะ

แต่นางก็ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มให้ใครมาบีบเล่นง่ายๆ ดังนั้น จึงแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์กู้ ข้ามีข้อสงสัย"

อาจารย์กู้กล่าว "เชิญกล่าวมาเถิด"

เซินถังถาม "บนถนนผู้คนสัญจรไปมา ความสามารถในการอ่านใจของท่านอาจารย์กู้นั้นอ่านได้เพียงคนเดียว หรืออ่านได้ทุกคน?"

อาจารย์กู้ถามกลับ "มีความแตกต่างกันหรือ?"

เซินถัง "ตอนเด็กๆ บังเอิญได้ยินคำกล่าวที่บ้านว่า ในโลกนี้มีสองสิ่งที่ไม่อาจจ้องมองได้ตรงๆ หนึ่งคือดวงตะวันอันร้อนแรง สองคือจิตใจของผู้คน ซึ่งความมืดมิดในใจคน ลึกล้ำยิ่งกว่าหุบเหว ผู้คนส่วนใหญ่มักมีหน้าฉากอย่างหนึ่ง ในใจคิดอีกอย่าง"

"คนที่หน้าเนื้อใจเสือมีน้อยนัก ภายนอกพวกเขาอาจประจบสอพลอ แต่ลับหลังกลับสาปแช่งเคียดแค้น หากถูกเจ้าตัวล่วงรู้เข้า ไม่เพียงจะไม่สำนึกว่าตนทำสิ่งใดผิดหรือไม่ แต่จะยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังใหม่ขึ้นมา"

"แม้แต่คนเดินถนนทั่วไปที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง เพียงเดินสวนกัน หากเห็นคนหรือเรื่องราวแปลกประหลาด ก็จะติฉินนินทาในใจอย่างสนุกปาก บอกว่าคนนั้นอัปลักษณ์พิสดาร คนนี้ป่วยจนอายุสั้น ได้ยินเสียงในใจพวกนี้ มันช่างเป็นเรื่องอัปมงคลสิ้นดี!"

ปากบ่นว่าอัปมงคล สีหน้าก็ฉายแววรังเกียจ

แววตาของอาจารย์กู้ไหววูบ กล่าวด้วยน้ำเสียงใจเย็นว่า "เช่นนั้นคุณชายเซินเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ หรือปากอย่างใจอย่าง?"

เซินถังหุบยิ้มฉับพลัน "ย่อมต้องเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ"

"โอ้? เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?" อาจารย์กู้ดูเหมือนจะไม่เชื่อ

"คนอย่างข้าปกติแล้วด่าในใจปากก็ด่า ลับหลังด่าต่อหน้าก็ด่า แบบนี้ไม่นับว่าเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือหรือ?" เซินถังกล่าวอย่างหน้าไม่อาย

'โปรดเรียกนางว่า ปรมาจารย์แห่งศาสตร์การแซะ'

อาจารย์กู้นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย "จริงแท้ คาดว่าดวงคงจะดีด้วย"

หากดวงไม่ดี ลำพังแค่ปากของคุณชายเซิน ไม่รู้ว่าจะโดนคนดักตีหัวจับยัดกระสอบไปกี่รอบแล้ว

ตลอดทาง บรรยากาศระหว่างทั้งสองเต็มไปด้วยประกายไฟที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เซินถัง 'ประชดประชัน' ส่วนอาจารย์กู้ 'นิ่งสงบดั่งขุนเขา'

ในที่สุด เมื่อใกล้จะถึงหอเย่าหลิง อาจารย์กู้ก็เอ่ยถึงฉู่เย่าขึ้นมา "จับกังที่คุณชายเซินไถ่ตัวไปจากหอเย่ว์หัวเมื่อคราวก่อน เขาแซ่ฉู่ คุณชายเซินรู้ความเป็นมาของเขาหรือไม่?"

เซินถัง "ซื้อจับกังคนหนึ่งยังต้องรู้ความเป็นมาด้วยหรือ?"

ความหมายโดยนัยคือ นางไม่รู้ภูมิหลังของฉู่เย่า แต่อาจารย์กู้ไหนเลยจะเชื่อ?

แม้จะเป็นเพียงจับกังล้างจานในครัวหลัง ในสัญญาขายตัวแม้แต่ชื่อจริงยังไม่มี มีเพียงแซ่สั้นๆ กับวันที่และจำนวนเงินที่ซื้อมา ทว่าจากเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น อาจารย์กู้ก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ

จับกังที่ชื่อ "เหล่าฉู่" ผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นหนึ่งในสามยอดคนแห่งแคว้นฉู่ในอดีต ฉู่เย่า ฉู่อู๋ฮุ่ย!

หึๆ

เขากับเวิงจือพำนักอยู่ที่หอเย่ว์หัวมาพักใหญ่ กลับไม่รู้เลยว่าหอนายโลมแห่งนี้ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์ซุ่มเอาไว้ พลาดไปแล้วช่างน่าเสียดาย

เซินถังมาครั้งแรกก็ระบุตัวจะไถ่ตัวเขา หากไม่มีแผนการล่วงหน้า ผู้ใดจะเชื่อเล่า? อีกประการ เขายังค้นพบความบังเอิญที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง จึงเป็นที่มาของการลองเชิงในครานี้

สำนักสังคีตไม่ได้มีเพียงสถานที่เริงรมย์ทางกามารมณ์เท่านั้น แต่ยังรับงานจัดเลี้ยงบรรเลงดนตรีและร่ายรำนอกสถานที่ มีทั้งนางโลมขายเรือนร่างและนางโลมขายศิลปะ นักดนตรี และนางรำ

บ้านไหนมีงานมงคลเทศกาล ก็จะว่าจ้างคนเหล่านี้ไปแสดงดนตรีร่ายรำถึงบ้าน นี่คือหน้าตาทางสังคม! ดังนั้นกิจการของหอเย่าหลิงจึงรุ่งเรือง แม้จะเป็นเวลากลางวัน ก็ยังมีเสียงดนตรีอันอ่อนช้อยงดงามดังแว่วมาเข้าหู

เซินถังเดินตามหลังอาจารย์กู้ ฝีเท้าสงบนิ่งไม่รีบร้อน สายตามองตรงไม่วอกแวกไปมองเหล่านางรำที่กำลังซ้อมอยู่บนเวที ขาดแค่สลักคำว่า 'สำรวม' ไว้บนหน้าผากเท่านั้น

นางถาม "สตรีตระกูลกง...ก็อยู่ที่นี่ทั้งหมดหรือ?"

อาจารย์กู้ตอบ "ส่วนหนึ่งขอรับ"

เซินถังถามต่อ "แล้วอีกส่วนหนึ่งเล่า?"

อาจารย์กู้ตอบ "ตายระหว่างทางแล้ว"

เซินถัง "......"

'(╯‵□′)╯︵┻━┻' (ล้มโต๊ะ)

'ฟังคำท่านหนึ่งคำ เหมือนได้ฟังคำหนึ่งคำจริงๆ'

อาจารย์กู้ดูเหมือนจะเป็นลูกค้าประจำหรือแขกคนสำคัญของหอเย่าหลิง ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาก็มีหญิงงามเมืองเข้ามานำทาง พาคนทั้งสองไปยังห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหรามีรสนิยม

ห้องรับรองมีขนาดใหญ่มาก ทั้งยังมีกลองดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายเวทีการแสดงในร่มตั้งอยู่ และทันทีที่ทั้งสองเข้าห้อง คนรับใช้ก็ทยอยขนไหสุราเปล่าเข้ามา

จบบทที่ บทที่ 64 สู่ขอแมว (ตอนปลาย)

คัดลอกลิงก์แล้ว