- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 63 สู่ขอแมว (ตอนกลาง)
บทที่ 63 สู่ขอแมว (ตอนกลาง)
บทที่ 63 สู่ขอแมว (ตอนกลาง)
ราวกับจะขานรับ เจ้าก้อนนุ่มนิ่มในอ้อมกอดก็ส่งเสียงร้อง 'เหมียว' ออกมาอย่างอ่อนหวาน เจ้าอ้วนกลมเองก็พยักหน้าหงึกหงัก
เขาค่อยๆ คลายมือออกอย่างระมัดระวัง แล้วเลิกมุมผ้าเนื้อหยาบขึ้น เผยให้เห็นลูกแมวลายสลิดตัวน้อยตัวหนึ่ง
แมวน้อยลืมตาแป๋ว ทว่าสีตาของมันกลับไม่ใช่สีเหลืองอำพันที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เป็นสีเขียวมรกตที่หาได้ยากยิ่ง จมูกสีชมพูระเรื่อ สีขนก็อ่อนกว่าแมวลายสลิดทั่วไปมากนัก
พอเห็นเซินถัง มันก็ร้องเหมียวอย่างขลาดกลัวแล้วมุดตัวเข้าไปซุกในอ้อมอกเจ้าอ้วนกลม ฉู่เย่าที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้วมุ่น
ความสนใจของเซินถังจดจ่ออยู่ที่แมวตัวนี้ ปลายนิ้วสัมผัสขนแมวอันอ่อนนุ่มอย่างแผ่วเบา เพียงแต่เจ้าแมวน้อยค่อนข้างตื่นคนและขี้กลัว "แมวตัวนี้ที่บ้านเจ้าเลี้ยงไว้หรือ? หรือเป็นแมวป่า?"
เจ้าอ้วนกลมตอบ "แม่แมวที่บ้านคลอดออกมาขอรับ"
เซินถังถามต่อ "แล้วเหตุใดจึงพาออกมา?"
'ลูกแมวตัวเล็กขนาดนี้ไม่ควรจะอยู่กับแม่แมวหรอกหรือ?'
เจ้าอ้วนกลมได้ฟังก็สลดลงวูบหนึ่ง ก้มหน้ามองแมวแล้วกล่าวว่า "ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าไม่ให้เลี้ยง บอกให้เอาไปทิ้ง"
"ไม่ให้เลี้ยง? สุขภาพมันไม่ดี เลี้ยงไม่รอดหรือ?"
เจ้าอ้วนกลมส่ายหน้า ตอบตามความสัตย์จริงว่า "ไม่ใช่ขอรับ มันแข็งแรงดีแต่ตาไม่ดี ท่านพ่อคิดว่าเป็นลางร้ายจึงไม่ให้เลี้ยง"
ลูกแมวครอกเดียวกันเจ็ดตัวล้วนมีตาสีเหลืองอำพันเหมือนแม่แมว มีเพียงตัวนี้ที่แปลกแยกแตกต่าง คนขายเนื้อเกรงว่าจะเป็นลางร้าย ประจวบเหมาะกับช่วงนี้กิจการไม่สู้ดีนัก ในใจจึงรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เตรียมจะนำลูกแมวไปทิ้งหรือไม่ก็ยกให้ผู้อื่น
เจ้าอ้วนกลมจึงพามันออกมา ถามไถ่เพื่อนบ้านร้านตลาดว่ามีผู้ใดยินดีรับเลี้ยงหรือไม่ ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ราษฎรทั่วไปลำพังเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองยังยากลำบาก กินไม่อิ่มท้อง ไหนเลยจะมีเศษข้าวปลาอาหารเหลือมาเลี้ยงแมว?
เซินถังกล่าว "ตาไม่ดีตรงไหน? ออกจะสวย"
ถูกเจ้าแมวน้อยตัวนุ่มนิ่มจ้องมองด้วยดวงตาสีเขียวมรกตที่ใสกระจ่างดั่งสายน้ำเช่นนี้ หัวใจคนมองก็แทบจะละลายแล้ว
นางกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงสอบถามของฉีซ่านดังมาจากเหนือศีรษะ "ลูกแมวตัวนี้มีเจ้าของแล้วหรือยัง?"
เจ้าอ้วนกลมส่ายหน้า "ยังขอรับ"
เซินถัง "???"
นางกล้าตบอกรับประกันเลยว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินฉีซ่านใช้น้ำเสียงอ่อนโยนละมุนละไมเช่นนี้พูดจากับผู้ใดมาก่อน ราวกับว่าหากเสียงดังขึ้นอีกนิดจะทำให้เจ้าแมวน้อยตกใจกลัว
นางเงยหน้าขึ้น ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าใบหน้าของฉีซ่านประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน…
'สยองขวัญยิ่ง!' สีหน้าของเซินถังถึงกับหลุดการควบคุมไปชั่วขณะ
แต่ผู้ใดจะรู้ นางยังได้ยินฉีซ่านกล่าวอีกว่า "เช่นนั้นก็ดียิ่ง รอสักครู่ ข้าจะไปดูปฏิทิน เลือกฤกษ์งามยามดีไปสู่ขอ"
เซินถัง "???"
'สู่... สู่ขอ???'
เซินถังถาม "ท่านจะสู่ขอผู้ใด?"
ฉีซ่านตอบราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผลว่า "ย่อมต้องเป็นสู่ขอเจ้าแมวตัวนี้ หน้าตามันช่างเหมือนแมวที่ข้าเคยเลี้ยงเมื่อกาลก่อนยิ่งนัก"
แววตาฉายแววคะนึงหาและอาลัยอาวรณ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เซินถัง "???" 'เลี้ยงแมวก็เลี้ยงแมวสิ ทำไมต้องสู่ขอด้วย?'
ฉีซ่านผู้นี้ไม่เพียงแต่จะสู่ขออย่างเป็นทางการ เขายังไปพลิกปฏิทินหาฤกษ์งามยามดี ฤกษ์คือวันพรุ่งนี้ วันมงคล เหมาะแก่การแต่งงาน วาดภาพเหมือนแมวที่ดูมีชีวิตชีวาลงในเทียบสู่ขอ แล้วยังไหว้วานหญิงชราเจ้าของบ้านให้ออกไปซื้อปลาเล็กตากแห้งและเกลือสองถุง
ทำอะไรฉับไว ไม่ยืดเยื้อชักช้า บนใบหน้ายังฉายแววปลื้มปิติของว่าที่ 'เจ้าบ่าว' ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า......
เซินถัง "......"
'นี่มันโคตรจะบ้าบอ'
ฉีซ่านยุ่งวุ่นวายจนไม่เห็นเงาคน ส่วนฉู่เย่าขอยืมครัวตะวันออกของหญิงชรา นำเครื่องในที่ซื้อมาล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน
ฉีซ่านทำเป็นแต่ปิ้งแป้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เซินถังเห็นบุรุษในยุคนี้เข้าครัว เดิมทีนางคิดจะเข้าไปช่วยแต่ถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"ผู้เฒ่าฉู่ ไม่ใช่เขาว่าวิญญูชนห่างไกลโรงครัวหรอกหรือ?" เขาไม่เพียงมีวิชาครัว แต่ยังชำนาญยิ่งนัก
ฉู่เย่าใช้ผ้าเช็ดคราบมันบนมือ ยิ้มพลางกล่าวหยอกเย้าว่า "เครื่องในเศษเนื้อเหล่านี้ร้านขายเนื้อเขาชำแหละมาดีแล้ว จะมีสิ่งใดให้ต้องห่างไกลเล่า? อีกอย่างไม่ใช่บุตรหลานตระกูลใหญ่ หากทำครัวไม่เป็น หวังจะกินลมดื่มน้ำค้างให้อิ่มท้องกระนั้นหรือ?"
ผู้เป็นนายของเขาในยามนี้คืออู่หลางคุณชายน้อยเซิน เป็นบ่าวใช่เป็นนาย ต้องรู้จักเจียมตัว
อาหารการกินในยุคปัจจุบันมีรูปแบบเดียว การปรุงรสก็น้อยนิด อาหารส่วนใหญ่เน้นต้ม ปิ้ง และนึ่ง รสชาติจืดชืด
ทว่าฉู่เย่ากลับมีเคล็ดลับ เครื่องในเหม็นคาวที่ชาวบ้านทั่วไปต่างรังเกียจ แต่เมื่อผ่านการกำจัดกลิ่นคาว บวกกับเครื่องปรุงรสที่เขาผสมเอง รสชาติกลับกลายเป็นโอชา
"อู่หลาง ลองชิมฝีมือดูขอรับ"
เซินถังสูดเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างไม่เกรงใจ พูดให้ถูกคือบะหมี่มีดบินฉบับหยาบ หรือจะเรียกว่าก้อนแป้งต้มก็ว่าได้
นำแป้งสาลีมานวดง่ายๆ เป็นก้อนแล้วฝานเป็นแผ่น แม้จะไร้ซึ่งความเหนียวนุ่ม แต่สำหรับเซินถังที่กินแต่แป้งจี่มาเนิ่นนาน นี่ไม่ต่างอะไรกับอาหารรสเลิศในโรงเตี้ยมชื่อดัง
เจ้าอ้วนกลมก็กินจนปากมันแผล็บ แม้แต่น้ำซุปในชามก็ไม่เว้น ยกซดจนเกลี้ยงเกลา ส่วนยามบ่ายติดตามฉู่เย่าร่ำเรียน สิ่งที่เรียนไม่ใช่ตำรา แต่เป็นวรยุทธ์
เซินถัง "...???"
'อดีตบัณฑิตแก่นปราชญ์อย่างฉู่เย่าสอนศิษย์ ไม่สอนวิชาถนัดของตัวเอง แต่ข้ามสายไปสอนวรยุทธ์เนี่ยนะ?'
คนในบ้านสองคน คนหนึ่งเตรียมตัวสู่ขอแมวอย่างเบิกบานใจ อีกคนสอนลูกศิษย์ฝึกยุทธ์อยู่กลางลานบ้าน ส่วนเซินถัง… 'นางว่างงานอีกแล้ว'
ดังนั้น หลังจากนอนเปื่อยเป็นปลาเค็มอยู่หนึ่งเค่อ นางก็ลุกพรวดขึ้นมา 'น่าเบื่อเกินไปแล้ว พอว่างงานก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปเสียหมด ไม่มีผู้ใดคุยด้วย ไม่มีสิ่งใดให้ทำ สู้ไปตั้งแผงขายสุราหาเลี้ยงครอบครัวดีกว่า!'
พอมีเป้าหมาย พลังกายของเซินถังก็พุ่งทะลุปรอท
"ผู้เฒ่าฉู่ ข้าออกไปตั้งแผงขายสุรานะ" สิ้นเสียง คนก็วิ่งหายไปไวปานลิงลม ราวกับมีอะไรไล่กวดหลัง
ฉู่เย่าตะโกนกำชับไล่หลังได้เพียงประโยคเดียวว่า "อย่าแตะต้องสุรา" ไม่รู้ว่านางได้ยินหรือไม่
ที่เก่าเจ้าเดิมเมื่อวาน ทว่าชนิดของสุราเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีเพียงสุราตู้คัง ยังเพิ่มสุราองุ่นจากบทกวี 'จอกแสงจันทร์กับสุราองุ่นรสเลิศ', สุราข้าวหมากจากบทกวี 'สุราหมักใหม่ลอยฝ้าเขียว', สุราหลานหลิงจากบทกวี 'สุราหลานหลิงรสเลิศกลิ่นทิวลิป ใส่ถ้วยหยกส่องประกายสีอำพัน'... ส่วนอื่นๆ ไว้ค่อยๆ ทยอยนำออกมาภายหลัง
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว นางเป็นคนสร้างสุรา แต่กลับชิมไม่ได้ "ข้าล่ะกลุ้มใจจริงๆ"
เซินถังทั้งทอดถอนใจทั้งรำพึงรำพัน "ถามท่านมีความทุกข์โศกเพียงใด เปรียบปานขันทีไปเที่ยวหอคณิกา"
"พรืด---" เสียงหัวเราะดังมาจากเงาใต้ร่มไม้เหนือศีรษะ
เซินถังเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย นางระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที 'นี่ไม่ใช่ท่านอาจารย์กู้ขี้โรคแห่งหอเย่วหัวหรอกหรือ?'
"คุณชายเซินนี่คือ... กำลังขายสุราหรือ?"
"ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น? หรือจะให้มาตากแดดเล่นหรือ?" เซินถังงอนิ้วเคาะป้ายคำว่าสุราข้างกาย คนผู้นี้ไม่ใช่รู้แล้วแกล้งถามหรอกหรือ?
"ท่านอาจารย์กู้จะซื้อสุราหรือไม่?"
"ขายอย่างไร?"
เซินถังตอบ "สุราองุ่นหนึ่งไหสองชั่งสี่ร้อยห้าสิบอีแปะ สุราอื่นหนึ่งไหสองชั่งสามร้อยอีแปะ งดต่อรอง"
อาจารย์กู้จ่ายเงินอย่างห้าวหาญ ทว่ากลับเป็นเงินก้อนใหญ่ เซินถังกำลังจะหยิบตาชั่งเงินและกรรไกรตัดเงินออกมา อาจารย์กู้ก็ยกมือห้ามการกระทำของอีกฝ่าย สายตาเป็นประกายวาววับพลางกล่าวว่า "เหมาหมด!"
นางตกใจเล็กน้อย ความคิดยังไม่ทันบังเกิด พลันนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าอ่านใจได้ สีหน้าจึงแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะชักมือกลับอย่างแนบเนียน ตีหน้าตายแล้วกล่าวว่า "ซื้อสุรามากมายปานนี้ ท่านอาจารย์กู้ขนกลับไหวหรือ?"
"ข้าบอกเมื่อใดว่าจะขนกลับเอง? การค้าใหญ่โตเพียงนี้ รบกวนคุณชายเซินไปส่งให้สักเที่ยวได้หรือไม่?"
เซินถังตอบ "ย่อมได้แน่นอน" ลูกค้าคือพระเจ้า คนขายไม่มีความเห็น
อาจารย์กู้หลุบตาลงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น เขากล่าวว่า "ตกลง เช่นนั้นรบกวนคุณชายเซินส่งไปที่หอเย่าหลิง"
เซินถังถามต่อ "หอเย่าหลิงอยู่ที่ใด?"
อาจารย์กู้พลันเผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง "สำนักสังคีต... สำนักสังคีตเมืองเซี่ยว"
หัวใจของเซินถังพลันกระตุกวูบ