เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 ก้งซูอู่

บทที่ 60 ก้งซูอู่

บทที่ 60 ก้งซูอู่


"ช่วยหนึ่งชีวิตได้กุศลแรงกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น พบเรื่องอยุติธรรมกลางทางย่อมต้องชักดาบเข้าช่วยเหลือ นี่คือกิจที่คนรุ่นเราพึงกระทำ จอมยุทธ์เกรงใจไปแล้ว"

เซินถังกล่าวประโยคนี้ด้วยความห้าวหาญ หากมองข้ามแผ่นแป้งย่างที่นางชูอยู่ในมือ ก็คงมีมาดจอมยุทธ์พเนจรท่องยุทธภพอยู่หลายส่วน

ต่อให้ปากคอเราะร้ายอย่างฉีซ่าน เวลานี้ก็ยังขี้เกียจจะค่อนขอดจุดบอดในวาจาของคุณชายน้อยเซิน ซึ่งคุณชายน้อย 'ช่วยหนึ่งชีวิต' ก็จริง แต่ชีวิตที่ถูกกระบี่ปาดคอหอยตายตกไปนั้นมีกี่ชีวิตกันเล่า?

ไอ้ขี้เมานี่จำเรื่องของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ

ส่วนไอ้คำว่าพบเรื่องอยุติธรรมกลางทางยิ่งน่าขัน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าคุณชายน้อยเมาอาละวาด วิ่งตะบึงข้ามทุ่งไปชักกระบี่ช่วยเหลือถึงหน้าพวกมัน

ฉีซ่านรู้สึกว่ามีจุดน่าตำหนิเต็มไปหมด แต่หัวขโมยกลับไม่คิดเช่นนั้น

เขาเห็นเซินถังกล่าววาจาฉะฉานเป็นธรรมชาติ เส้นประสาทที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คิ้วที่ขมวดมุ่นเริ่มคลายออก ไหล่ทั้งสองข้างลดระดับลงอย่างวางใจ

เขาประสานมือคารวะให้คำมั่น "บุญคุณใหญ่หลวงไม่จำต้องกล่าวขอบคุณ วันหน้าหากผู้มีพระคุณมีเรื่องให้ผู้น้อยช่วยเหลือ ย่อมยินดีรับใช้เป็นวัวเป็นม้า!"

เซินถังหัวเราะ "ว่ากันได้ ว่ากันได้"

พูดพลางแบ่งแป้งที่ย่างเสร็จแล้วออกไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมื้อเย็นกินน้อย หรือเพราะตอนเมาออกแรงมากเกินไป เวลานี้ท้องไส้ของนางจึงหิวโหยจนปวดมวน มันเป็นความว่างเปล่าหลังการปลดปล่อยที่ทรมานอย่างบอกไม่ถูก

พอแบ่งเสร็จ นางก็ไม่สนว่าแป้งยังร้อนอยู่ งับเข้าปากคำโต ทิ้งรอยฟันรูปพระจันทร์เสี้ยวเรียงสวยเอาไว้บนแผ่นแป้ง

"ขอบคุณคุณชายเซิน"

จ๋ายเล่อเปลี่ยนท่าจากนั่งกอดเข่าบนพื้น ยื่นมือไปรับแป้งย่างจากเซินถังอย่างมีมารยาท ผิวแป้งย่างจนเหลืองกรอบ รสสัมผัสฝาดเฝื่อนเล็กน้อยแต่ก็แฝงรสหวาน เขาถือแผ่นแป้งพลางรำพึง "บรรยากาศเช่นนี้ หากมีสุรารสเลิศมาแกล้ม ไม่ใช่งดงามหรอกหรือ?"

สุรา???

พอได้ยินคำว่าสุรา เส้นประสาทอันเปราะบางของฉีซ่านก็กระตุกทันที เขาข่มความปวดหนึบที่ขมับ แสร้งยิ้มแต่แววตาซ่อนมีด "สหายตัวน้อย ผู้น้อยช่วงนี้ฟังคำว่าสุราไม่ค่อยจะได้นัก"

พอเอ่ยถึงสุรา ภาพคุณชายน้อยเซินถือกระบี่เมาอาละวาด โดยมีเขาวิ่งไล่ตามตูดก็ผุดขึ้นมา นี่มันฝันร้ายที่หาได้ยากชัดๆ! คนมีอายุแล้ว แข้งขาไม่เอื้อให้สมบุกสมบันขนาดนั้น

จ๋ายเล่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก็ตกใจจนหดคอหนี

ส่วนเซินถังเองก็ร้อนตัวจนเหงื่อตก และเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน เซินถังจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง หันไปถามเจ้าหัวขโมยที่นั่งปรับลมปราณอยู่

"ยังไม่ทราบนามสูงส่งของท่านจอมยุทธ์?"

สิ้นคำถาม สีหน้าของหัวขโมยผู้นั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พริบตาเดียวก็กลับเป็นปกติ หากไม่สังเกตให้ดีคงคิดว่าตาฝาด "ผู้น้อยแซ่สองพยางค์ ก้งซู นามอู่ นามรองปั้นปู้"

ก้งซูอู่?

ก้งซูปั้นปู้?

ชื่อนี้ช่างพิกลนัก อย่าว่าแต่แซ่ก้งซูที่เป็นแซ่สองพยางค์ที่หาได้ยากยิ่ง ลำพังแค่ชื่อตัวกับนามรองก็แปลกประหลาดแล้ว

สมัยโบราณหกฉื่อคือปั้น ครึ่งก้าวคืออู่ จะว่าบิดามารดาที่ตั้งชื่อให้ไม่ใส่ใจก็คงไม่ได้ เพียงแต่ทิศทางความใส่ใจนั้นดูจะรักอิสระไปเสียหน่อย แต่เซินถังก็ไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้สิ่งใด

ในเมื่อป่ากว้างย่อมมีนกมาก นางยังเคยรู้ว่ามีคนแซ่ 'หวาง' ชื่อ 'เจ่อหรงย่าว' หรือแซ่ 'กู่' ชื่อ 'เต๋อเมาหนิง' ด้วยซ้ำ

จ๋ายเล่อเคี้ยวแป้งตุ้ยๆ ถามว่า "เช่นนั้นท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเขาต้องไล่ฆ่าท่าน? ถึงขั้นส่งระดับแปดกงเฉิงออกมา?"

แม้จะกล่าวว่าการฝึกฝนแก่นยุทธ์นั้นง่ายกว่าแก่นปราชญ์ ธรณีประตูก็ต่ำกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าระดับแปดกงเฉิงจะเป็นผักกาดขาวในไร่นา ตามความเป็นจริงนี่คือเพดานสูงสุดที่ผู้ฝึกยุทธ์เจ็ดส่วนจะไปถึงได้ชั่วชีวิต

หากจะขึ้นไปสูงกว่านี้ต้องอาศัยพรสวรรค์ การฝึกฝนอย่างหนักวันแล้ววันเล่า และโชควาสนา

ก้งซูอู่ส่ายหน้า "ไม่ทราบ"

จ๋ายเล่อสงสัย "ไม่ทราบรึ?"

ก้งซูอู่ยิ้มขมขื่น ไม่อยากกล่าวมากความ

ฉีซ่านแค่นหัวเราะในใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงถูกไล่ฆ่า คำแก้ตัวส่งเดชพรรค์นี้มีแต่เด็กสามขวบเท่านั้นที่จะเชื่อ สิ่งที่เรียกว่าก้งซูอู่ แท้จริงแล้วคือนามแฝง

ตามบันทึกดาวมาร เคยมีบุคคลนามว่าไท่ซูต้วนพ่ายศึกหนีไปยังเมืองก้ง จึงถูกเรียกว่า "ก้งซูต้วน"

เมื่อสืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน ก็ค่อยๆ แตกแขนงเป็นแซ่ต้วน แซ่ก้งซู แซ่ก้ง จนกระทั่งกลายเป็นแซ่กงที่ผู้คนรู้จักกันดี

เมื่อคิดได้ดังนี้ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ตระกูลก้งซู กับ ตระกูลกง…อู่ กับ เหวิน ครึ่งก้าวคืออู่ จารีตแห่งมรรยาทคือเหวิน

ดังนั้น ก้งซูอู่ที่อยู่ตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วคือผู้มีแก่นยุทธ์ระดับเก้าอู่ต้าฟูของตระกูลกงที่กำลังหลบหนี--- กงเหวิน นามรอง กงอี้หลี่!

ฉีซ่านตีหน้าตายไร้ระลอกคลื่น ราวกับไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของก้งซูอู่

เขาแสร้งทำเป็นไม่ล่วงรู้ฐานะของก้งซูอู่ เพียงแต่แสดงความห่วงใยไปประโยคหนึ่ง "โจรชั่วคงไม่ยอมตัดใจง่ายๆ ไม่ช้าก็เร็วคงม้วนเสื่อกลับมาใหม่ คุณชายก้งซูคิดอ่านรับมือไว้อย่างไร?"

ก้งซูอู่ส่ายหน้า ใบหน้าที่ซูบตอบปรากฏรอยแดงระเรื่อที่ไม่ค่อยจะดีต่อสุขภาพนัก ต่อให้ระดับเก้าอู่ต้าฟูจะมีร่างกายแข็งแกร่งเพียงใด แต่ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล หลังจากถูกแกะรอยเจอก็ต้องหนีเอาชีวิตรอดตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักฟื้นเลยแม้แต่น้อย

บาดแผลบางแห่งตกสะเก็ดหายเองเหลือเพียงรอยแดงยาว บางแห่งหายแล้วก็ปริแตกใหม่ หรือไม่ก็บาดเจ็บซ้ำซ้อน บาดแผลจำนวนไม่น้อยเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรกจนบวมแดงเน่าเปื่อย

คำถามของฉีซ่านคือสิ่งที่เขากังวลที่สุดในขณะนี้ แต่ก็อับจนหนทางที่สุดเช่นกัน

เนิ่นนานกว่าเขาจะถอนหายใจแผ่วเบา "หากหมดหนทางจริงๆ ก็คงทำได้เพียงหนีไปลี้ภัยยังแคว้นเพื่อนบ้าน อาจจะพอมีทางรอดริบหรี่"

ฉีซ่านหลุบตาครุ่นคิด แสร้งทำเป็นเปิดอกคุยตามก้งซูอู่ "ไม่ปิดบังท่าน ผู้น้อยเองก็เพิ่งเรียนจบกลับมาจากต่างแคว้นเมื่อไม่นานนี้ ที่นั่นก็หาได้สงบสุขไม่ การปกครองกดขี่ ภาษีโหดหิน สงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แผ่นดินแห้งแล้งนับพันลี้ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว แคว้นเกิงกลับดูดีกว่าบ้าง"

แคว้นเกิงกับแคว้นซินรบกันจบไปแล้ว ส่วนแคว้นอื่นๆ ไม่กำลังรบกันอยู่ก็กำลังเตรียมตัวรบ

ก้งซูอู่ฟังวาจานี้แล้วก็เงียบงัน สีหน้าตายด้าน บังเกิดความโศกสลดว่าแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลกลับไร้ที่ยืนสำหรับตน

ฉีซ่านพอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ในที่นี้ยกเว้นจ๋ายเล่อที่มาจากแดนบูรพา ผู้ที่เหลือล้วนเป็นราษฎรแคว้นซิน ทว่าแคว้นซินล่มสลายและถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 'ฉงไถ'

แม้ว่าในยุคสมัยนี้การสร้างแคว้น สิ้นแคว้น การเปลี่ยนที่อยู่ของประชากรจะเป็นเรื่องปกติสามัญ ผู้มีปัญญาก็ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า 'ชื่อแคว้น' แต่ความรู้สึกว้างเว้งเหมือน 'บ้านเกิดถูกถล่มจนไร้บ้านให้กลับ' ก็ยังคงมีอยู่

เหนื่อยล้าราวกับสุนัขจนตรอกไร้บ้าน ใช้เปรียบเปรยก้งซูอู่ที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงในยามนี้ได้เหมาะสมนัก

จ๋ายเล่อตั้งหน้าตั้งตากินแป้งย่าง ส่วนเซินถังไม่เหมือนกัน ปากเคี้ยวแป้งแต่หูคอยฟังสองคนนั้นคุยกัน และสัญชาตญาณบอกนางว่า ไอ้หมอนี่กำลังวางแผนชั่วร้ายในท้อง!

'ไอ้พวก LYB นี่มันร้ายจริงๆ! ตอนตีกันใช้ 'รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี' ให้ตัวเอง แล้วยืนดูอยู่ขอบสนามอู้งานหน้าตาเฉย ขอแค่สหายร่วมทีมไม่ตายเขาก็ไม่สน คนนิสัยสุนัขๆ เช่นนี้ มีหรือจะมาใส่ใจสุขภาพจิตของผู้อื่น ปลอบประโลมดวงใจที่เปราะบาง แถมยังเปิดอกคุยด้วย? คนเราทำดีโดยไม่มีสาเหตุ ไม่หวังผลประโยชน์ก็หวังปล้น' เซินถังกลอกตา ความรู้ใจอันแปลกประหลาดพลันทำงาน

"ท่านจอมยุทธ์ก้งซูเคยได้ยินคำว่า 'ที่มืดใต้ตะเกียง' หรือไม่?"

"ที่มืดใต้ตะเกียง? ย่อมเคยได้ยิน"

"เช่นนั้นก็ควรเคยได้ยินว่า 'ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด' คนที่ไล่ล่าท่านรู้ว่าท่านหนีมาเมืองเซี่ยว ย่อมต้องคาดเดาว่าท่านจะหนีไปยังแคว้นอื่น บางทีอาจจะวางกำลังดักซุ่มรออยู่ตามเส้นทางที่ต้องผ่าน รอให้ท่านบินเข้ากองไฟ เช่นนั้นสู้ไม่ทำสิ่งใดเลยจะดีกว่า"

"ไม่ทำอะไรเลย?"

เซินถัง "ปิดบังฐานะซ่อนตัว อยู่ในเมืองเซี่ยวนี่แหละ"

ลูกรับลูกส่งนี้ทำให้ฉีซ่านพอใจมาก เขาจึงกล่าวเสริมว่า "ช่วงนี้มีข่าวลือเรื่อง 'ดาวม่วงปรากฏทางทิศพายัพ คุ้มครองใต้หล้าให้รวมเป็นหนึ่ง' แพร่สะพัดไปทั่ว เมืองสี่หลังเปามีคนแปลกหน้าต่างถิ่นเข้ามามากมาย หากซ่อนตัวปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ ความเสี่ยงที่จะถูกพบตัวกลับน้อยกว่า"

ก้งซูอู่จิตใจหวั่นไหวอย่างรุนแรง ที่มืดใต้ตะเกียง… รั้งอยู่ในเมืองเซี่ยวที่อันตรายที่สุด

ภายในใจต่อสู้กันอย่างหนัก สุดท้ายก็ต้านทานแรงยั่วยวนไม่ไหว เขาพลันพยักหน้ารับคำ "อืม"

จบบทที่ บทที่ 60 ก้งซูอู่

คัดลอกลิงก์แล้ว