- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 57 มีคนขโมยของข้า (ตอนปลาย)
บทที่ 57 มีคนขโมยของข้า (ตอนปลาย)
บทที่ 57 มีคนขโมยของข้า (ตอนปลาย)
เจ้าหัวขโมย "......"
ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิง "......"
ทั้งสองจ้องมองเด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่ที่ไม่คุ้นตาด้วยสีหน้าแตกต่างกัน
ฝ่ายแรกงุนงง เขาหมดหวังโดยสิ้นเชิงแล้ว เตรียมที่จะรีดเค้นศักยภาพทั้งหมดของตันเถียนและแก่นยุทธ์เพื่อฝืนยกระดับพลัง เดิมพันด้วยชีวิตเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
ต่อให้ตายก็ต้องลากพวกมันไปลงนรกด้วยสักสองสามคน! แต่คิดไม่ถึงเลยว่าในยามคับขันเช่นนี้ จู่ๆ จะมีเด็กหนุ่มแปลกหน้ากระโดดออกมาจากที่ใดก็สุดจะรู้
ฝ่ายหลังมีสีหน้าเคร่งเครียด เพียงมองดูอานุภาพของรอยกระบี่นั้นก็รู้ว่าผู้มาเยือนมีฝีมือไม่ธรรมดา หากประมาทเลินเล่ออาจล่มเรือในหนองน้ำได้
"พรวด---"
เจ้าหัวขโมยตั้งท่าจะเอ่ยปากแต่กลับสะเทือนถึงบาดแผล ลำคอกระตุกเกร็งอย่างควบคุมไม่อยู่ กระอักเลือดเสียคำโตออกมา ทำให้ใบหน้าที่มอมแมมอยู่แล้วยิ่งดูสะบักสะบอมยิ่งกว่าเดิม
เขาไออยู่หลายครั้ง ฝืนกลั้นแรงขย้อนในอก หอบหายใจกล่าวว่า "สหายตัวน้อย นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเรา เจ้าอย่าได้เอาตัวเข้ามาเกลือกกลั้วในน้ำโคลนบ่อนี้เลย"
ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม "ริอ่านจะเลียนแบบผู้กล้าผดุงคุณธรรมกระนั้นหรือ? หากรู้ความก็ไสหัวไปซะ!"
เซินถังยังคงตีหน้าตาย เดิมทีความสนใจของนางถูกเจ้าหัวขโมยด้านหลังดึงดูดไว้ แต่พอได้ยินชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงกล่าวเช่นนี้ ไฟโทสะที่เพิ่งมอดลงก็ลุกโชนขึ้นมาสูงเสียดฟ้า
ความโกรธเกรี้ยวทำให้นางเบิกตากว้าง "ข้าว่าแล้วเชียวว่าโจรชั่วเยี่ยงพวกเจ้าต้องมีเจตนาไม่ซื่อ"
ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงนึกรังเกียจที่เซินถังพูดจาไร้สาระ "พูดจาเลอะเทอะ ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถอะ"
คมดาบตวัดวูบ ออกคำสั่ง "ฆ่ามันทั้งคู่!"
สิ้นเสียงคำสั่ง คมกระบี่ก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้า ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงตกตะลึงพรึงเพริด มองไม่ทันเลยว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเข้ามาประชิดตัวได้อย่างไร
เขาคำรามลั่น เร่งเร้าพลังแก่นยุทธ์ คลื่นลมกระแทกออกจากร่างซัดสาดไปแปดทิศสี่ทาง พร้อมกันนั้นก็ขวางดาบยาวในมือ ตัวดาบเข้าสกัดกระบี่เล่มนั้น ผ่าคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาปะทะซึ่งๆ หน้า
เคร้ง!
ดาบและกระบี่เข้าปะทะกัน เงาดาบสีแดงฉานระเบิดออก คลื่นลมม้วนตลบ
ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงถูกกระแทกถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าวจึงจะทรงตัวอยู่ได้ ตัวดาบในมือไม่อาจแบกรับภาระไหว ส่งเสียง 'แกรก' แผ่วเบา รอยร้าวเล็กละเอียดสามสี่สายพลันปรากฏขึ้น
เขาเผยสีหน้าตื่นตระหนก ในขณะที่เด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย แม้ถูกคนนับสิบรุมล้อมก็ยังไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"สิบก้าวสังหารหนึ่งคน"
เด็กหนุ่มสืบเท้าสลับร่าง ราวกับเหยียบเมฆขี่ลม เคลื่อนไหวอิสระท่ามกลางแสงดาบเงากระบี่ กรีดผ่านลำคอของผู้ขวางทางอย่างลื่นไหลต่อเนื่องดุจน้ำไหลเมฆลอย ล้วนเป็นหนึ่งกระบี่ปลิดชีพ!
ลิ้นไฟแลบเลีย เลือดสดๆ ที่พุ่งกระฉูดร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิง! เพียงสองช่วงลมหายใจ ใต้คมกระบี่ก็มีวิญญาณเพิ่มมาอีกสามดวง!
ดวงตาของเด็กหนุ่มดำขลับดุจแต้มหมึก ริมฝีปากแดงเม้มเล็กน้อย แม้แสงเพลิงจะย้อมใบหน้าที่เย็นชาให้อบอุ่นขึ้นหลายส่วน แต่ก็ยังทำให้ผู้คนหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
ติ๋ง ติ๋ง---
เลือดอุ่นระอุบนคมกระบี่ไหลย้อยลงมาตามตัวกระบี่ ไม่นานนักก็หยดลงบนพื้นดินจนเปียกชุ่ม ทิ้งรอยด่างสีแดงฉานเอาไว้
เด็กหนุ่มมองชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงด้วยสายตาเย็นเยียบ "ไม่อยากตาย ก็ไสหัวไปซะ!"
เมื่อเผชิญกับการยั่วยุเช่นนี้ ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงกลับหัวเราะด้วยความโกรธจัด ตราพยัคฆ์แก่นยุทธ์ที่เอวส่องประกายวูบวาบ ปราณกังชี่สีแดงฉานไหลเวียนไปทั่วร่าง ชั่วพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นชุดเกราะหัวสัตว์ที่ดูดุร้ายน่ากลัว
ดาบเยี่ยนหลิงในมือก็แปรสภาพเป็นหอกตะขอเกี่ยวเคียวพู่แดง กลิ่นอายสังหารพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ทั้งร่างดูประหนึ่งก้อนอัคคีที่กำลังลุกไหม้
เขาวิ่งตะบึงออกมาสองก้าว ม้าสีดำทมิฬที่มีเปลวเพลิงลุกท่วมกีบเท้าก็ปรากฏขึ้นใต้ว่างขา พุ่งทะยานเข้าใส่เซินถังราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่ง
เคร้ง!
แม้คมหอกจะพลาดเป้า แต่ก็เฉียดผ่านโหนกคิ้วของเซินถังไปอย่างเฉิวเฉียด ทิ้งรอยเลือดเป็นเส้นยาว ขับเน้นให้ผิวพรรณยิ่งดูขาวซีด
หอกแรกพลาดเป้า การโจมตีระลอกต่อมาก็ติดตามมาติดๆ
หัวหอกตะขอเคียวหมุนคว้าง ตะขอที่ด้านข้างตวัดขึ้นหมายเล่นงานใบหน้าของเซินถัง หากโดนเข้าไป อย่างเบาที่สุดศีรษะคงแยกเป็นเสี่ยงๆ
"ไป๋สื่อ!" สายธนูสั่นสะเทือน ลูกธนูขนรสีหมึกพุ่งแหวกอากาศมา
หัวลูกศรปะทะเข้ากับตะขอของหอกเคียวอย่างแม่นยำ เสียงปะทะของทั้งสองดังก้องแก้วหู จนหูอื้ออึงไปหมด
"ซานเหลียน!" ลูกธนูขนสีหมึกพุ่งตามมาอีกครา ครั้งนี้กลับเป็นหนึ่งดอกตามติดด้วยสามดอก
ดูเหมือนไร้เรี่ยวแรงแผ่วเบา แต่ยามสัมผัสจริงกลับหนักหน่วงปานพันชั่ง กระแทกจนทิศทางของหอกตะขอเคียวเบี่ยงออกไป ทำเอาผู้ถือหอกง่ามมือชาด้าน
เป้าหมายของลูกธนูได้ได้มีเพียงชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิง คนที่เหลือแทบจะโดนกันคนละดอก ล้วนปักเข้าที่กลางแสกหน้า ลำคอ หัวใจ และจุดตายอื่นๆ อย่างแม่นยำ
ผู้ตายยังไม่ทันจะตอบสนอง ก็รู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง บางคนถึงกับถูกแรงธนูพาร่างปลิวไปปักติดกับผนัง
ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงเพ่งมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดดำผูกผมด้วยเชือกแดงกระโดดออกมาอีกคน มือซ้ายถือคันธนูยาวสีดำสนิท บนร่างไร้ซึ่งกระบอกใส่ลูกธนู
เด็กหนุ่มผู้นั้นเหาะเหินลงสู่พื้น ปลายเท้ายังไม่ทันยืนมั่น มือขวาก็ง้างสายธนูจนเต็มวงพระจันทร์
"จิ่งอี้!" ปราณกังชี่สีหมึกควบแน่นที่ปลายนิ้วกลายเป็นลูกธนูสี่ดอก หนึ่งดอกสกัดกั้นชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิง กระแทกหอกตะขอเคียวของเขาให้เบี่ยงออกไปอีกครั้ง ส่วนอีกสามดอกยิงสังหารคนที่กลุ้มรุมเซินถัง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว สามดอกปลิดชีพไปอีกสามคน ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงเห็นแล้วอยากจะด่าเปิงเสียให้ได้! 'เจ้าเด็กบ้าพวกนี้โผล่มาจากที่ใดกันนักกันหนา?'
กระบี่ในมือเซินถังกำลังจะปาดคอศัตรู แต่กลับถูกลูกธนูขนสีหมึกดอกหนึ่งชิงเจาะกะโหลกศัตรูไปเสียก่อน หัวคนหายวับ!
นางหันขวับกลับไปมองจ๋ายเล่อทันที 'นี่มันไอ้พวกชอบแย่งคิลที่ชิงตัดหน้านางไป!'
จ๋ายเล่อกลับไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว พลิกกายหลบหลีกการไล่ล่าอย่างคล่องแคล่ว ปลายเท้าดีดส่งร่างกระโจนขึ้นไปบนชายคา อาศัยทำเลหลอกล่อศัตรู พร้อมกับยิงธนูสวนกลับมาเป็นระยะ ล้วนเข้าจุดตายทุกดอก
วิชาธนูของเขายอดเยี่ยมยิ่งนัก การเคลื่อนไหวก็พลิ้วไหวจนน่าทึ่ง ปากก็ยังไม่ลืมที่จะตะโกนโวยวาย
"คุณชายเซิน คนพวกนี้ฆ่าได้หมดเลยหรือไม่? แล้วเหตุใดพวกเขาถึงไล่ตามแต่ข้าเล่า! ร้อน ร้อน ร้อน เท้าร้อนจะตายอยู่แล้ว!" บ่นไปพลางก็ยิงธนูออกไปอีกหลายดอก
เขากระโดดเหยียบศีรษะคนด้านล่างโผนทะยานไปยังหลังคาบ้านอีกหลัง แขนข้างหนึ่งคว้าชายคาเหวี่ยงตัวเปลี่ยนทิศทาง หลบเลี่ยงการไล่ล่าได้อีกครั้ง เอาตัวรอดจากการถูกขนาบตีสามด้านได้อย่างงดงาม
ปากคอก็ยังไม่ยอมว่างเว้น "ดูการประสานงานนี้ไม่เห็นจะเหมือนโจรป่าเลย"
เขากับพี่ชายท่องเที่ยวจากตะวันออกเฉียงใต้จรดตะวันตกเฉียงเหนือ ตลอดทางเจอคนถ่อยมาไม่ต่ำกว่าเก้าร้อยหรือหนึ่งพัน
พวกโจรปลายแถว ต่างคนต่างสู้ ฝีมือก็ลุ่มๆ ดอนๆ ง่ายที่จะจัดการทีละคน แต่คนถ่อยพวกนี้มีการประสานเสริมซึ่งกันและกัน ดูเหมือนพวกกินเบี้ยหวัดหลวงมากกว่า
"คิดถึงพี่ชายยิ่ง ไม่มีแก่นปราชญ์คอยช่วยเหลือแล้วไม่ชินเลย คุณชายเซิน ท่านช่วยข้าหน่อยสิ แก่นปราชญ์ แก่นปราชญ์ แก่นปราชญ์!" ปากของจ๋ายเล่อไม่หยุดขยับแม้แต่น้อย
เซินถังถูกบ่นจนรำคาญ จึงกล่าวว่า "เจ้าหุบปากได้หรือไม่?"
หางตาเหลือบไปทางจ๋ายเล่อ ข้อมือสะบัดเบาๆ กระบี่ยาวหลุดมือพุ่งออกไป เสียบทะลุศัตรูที่ง้างดาบเตรียมลอบกัดจ๋ายเล่อจากด้านหลัง
"ข้าไม่เคยเล่นบทตัวหนุนให้ผู้ใด!" กล่าวจบสองนิ้วก็ตวัดเรียก กระบี่ยาวราวกับได้รับการเรียกขาน บินกลับเข้ามาในมือนางอย่างว่านอนสอนง่าย
จ๋ายเล่อที่ถูกเลือดสาดกระเซ็นใส่หน้าเต็มๆ "......"
มันน่าน้อยใจยิ่ง??? แม้จะฟังไม่เข้าใจว่าเล่นบทตัวหนุนหมายถึงสิ่งใด แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าผู้ติดตามคือสิ่งใด คุณชายเซินนี่รังเกียจเขาชัดๆ 'เฮ้อ! ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็ได้'
ความผ่อนคลายบนใบหน้าของจ๋ายเล่อค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย อย่าเห็นว่าเขากับคุณชายเซินกำลังได้เปรียบ แต่จำนวนศัตรูกลับมีแต่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง ไม่รู้ว่าพวกเขาโผล่มาจากไหน ให้ความรู้สึกเหมือนไปแหย่รังแตนเข้าให้แล้ว
นอกจากนี้ ชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงผู้นั้นอย่างน้อยก็มียศระดับแปดกงเฉิง ตราพยัคฆ์แก่นยุทธ์สามารถบัญชาการทหารได้สี่ร้อยนาย
ทหารสี่ร้อยนายนี้ยังไม่ออกโรง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังออมมืออยู่มาก ตอนนี้กลับใช้พวกทหารเลวปลายแถวมาตัดกำลังพวกเขา สถานการณ์ไม่สู้ดีเสียแล้ว