- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 56 มีคนขโมยของข้า (ตอนกลาง)
บทที่ 56 มีคนขโมยของข้า (ตอนกลาง)
บทที่ 56 มีคนขโมยของข้า (ตอนกลาง)
"คุณชายเซิน ท่านแน่ใจหรือว่าโจรชั่วผู้นั้นอยู่นอกเมือง?"
แม้เลือดลมของจ๋ายเล่อจะพลุ่งพล่าน แต่ยามนี้เขาก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ... หัวขโมยผู้นั้นจะหนีเก่งเกินไปแล้วกระมัง?
เขากับคุณชายเซินไล่ตามมาช้านานยังไม่เห็นแม้แต่เงาที่น่าสงสัย แต่ดูเหมือนคุณชายเซินจะยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก
ยังคงมุ่งหน้าวิ่งไปทางทิศนี้ต่อไป… นี่แทบจะวิ่งเข้าป่าดงดิบอยู่แล้ว
เซินถังกล่าวเสียงเรียบ "ใช่ ข้ามั่นใจมาก"
จ๋ายเล่อยามนี้มืดแปดด้านประดุจหลวงจีนสูงสองจั้งลูบไม่เจอศีรษะ แต่ในใจก็เริ่มระแวงแคลงใจในตัวเซินถังขึ้นมาบ้างแล้ว เกรงว่าคุณชายเซินผู้นี้จะหลอกลวงเขาออกมาเพื่อหวังมิดีมิร้าย! มิใช่ว่าเขาหลงตัวเอง แต่ใบหน้าของเขานั้นหล่อเหลาถึงขั้นทำให้แม่นางน้อยและสะใภ้ทั้งหลายโยนผลไม้ใส่จนเต็มรถได้จริงๆ!
ทว่า… คุณชายเซินเองก็เป็นบุรุษอกสามศอก เป็นชายชาตรีผู้หนึ่ง! แถมยังรูปงามหน้าตาดี มีความจำเป็นต้องมาหลงใหลใบหน้าของเขาด้วยหรือ?
อีกประการหนึ่ง อีกฝ่ายยังเป็นผู้มีแก่นยุทธ์ ในสถานการณ์ตัวต่อตัวตามปกติ บัณฑิตผู้หนึ่งจะเอาอะไรมารั้งผู้เยี่ยมยุทธ์ไว้ได้?
จ๋ายเล่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ก็ลอบปัดตกข้อสันนิษฐานไร้สาระเรื่อง 'คุณชายเซินคิดมิดีมิร้าย' ทิ้งไป แต่ความคิดอีกอย่างกลับผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด… 'หรือว่าจะล่อลวงเขามาฆ่าหมกป่า? หรือไม่ก็ในป่าจะมีพรรคพวกดักรออยู่ เตรียมจะร่วมมือกันจับเขา?'
ความคิดนี้พุ่งขึ้นมาครอบงำจิตใจทันที ข้อสันนิษฐานนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ต้องรู้ไว้ว่าด้านหลังพวกเขายังมีอีกหนึ่งบุรุษตามมาด้วย
ดังนั้นแววตาที่จ๋ายเล่อมองเซินถังจึงเพิ่มความเคร่งขรึมขึ้นอีกหลายส่วน ลอบระวังตัวว่าเซินถังจะหันมาเล่นงานตนกะทันหัน จนกระทั่งไม่ทันสังเกตว่าทั้งสองเข้าสู่เขตภูเขาตั้งแต่เมื่อใด
ยามนี้เพิ่งพ้นช่วงกลางฤดูร้อนยังไม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ป่าไม้ใบหญ้ากำลังเขียวชอุ่ม
เทือกเขาเบื้องหน้าทอดตัวสลับซับซ้อน ภายใต้การปกคลุมของม่านราตรี ดูประหนึ่งสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มพักผ่อนอยู่บนพื้นดิน
เมื่อเข้าสู่ป่าเขา อากาศยังคงอบอวลด้วยความร้อนระอุที่ยังไม่จางหาย ผสมผสานกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแมกไม้ รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพเสียง
"คุณชายเซิน บรรยากาศที่นี่ไม่ชอบมาพากล" สัญชาตญาณอันเฉียบคมของจ๋ายเล่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง คิ้วดาบเข้มขมวดมุ่น มือคว้าหมับเข้าที่แขนซ้ายของเซินถัง
เซินถังยังคงทำหน้าตาย มือเกาะกุมกระบี่ นางกล่าวว่า "ข้ารู้ โจรชั่วที่น่าตายมันอยู่ที่นี่!"
จ๋ายเล่อ "......"
เมื่อเห็นเซินถังสวมเพียงชุดนอนวิ่งออกมา เขาก็รู้สึกในใจว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ตัวเขาเองก็มีกลิ่นสุราหอมฟุ้ง รุนแรงกว่าเซินถังเสียอีก จึงทำให้มองข้ามเบาะแสสำคัญไป
ยิ่งเข้าใกล้ทั้งสองก็ยิ่งระมัดระวังตัว หากจะพูดให้ถูกคือจ๋ายเล่อระวังตัวมากขึ้น ส่วนเซินถังยังคงเป็นเหมือนเดิม
ทั้งสองลัดเลาะไปตามลำธาร จนพบกับบ้านเรือนที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ซึ่งบ้านเรือนปลูกสร้างอิงสายน้ำ ส่วนใหญ่เป็นเพิงหยาบๆ ที่กองสร้างด้วยหิน ไม้ และฟาง ยามนี้เปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ลามเลีย ย้อมสีภูเขาและสายน้ำให้กลายเป็นสีแดงฉาน
จ๋ายเล่อเพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล กำลังจะพุ่งออกไป แต่กลับถูกมือข้างหนึ่งกดศีรษะลงอย่างแรง จนหน้าแทบทิ่มดิน
เขามองไปยัง 'ตัวการ' ด้วยความโกรธระคนหดหู่ "คุณชายเซิน ท่านทำบ้าอะไรกะทันหันเนี่ย?"
เซินถังย้อนถามเสียงเรียบ "แล้วท่านจะออกไปด้วยเหตุอันใด?"
"ไม่เห็นหรือว่าเกิดเพลิงไหม้? ย่อมต้องไปช่วยคนไม่ใช่หรือ!"
เซินถังแค่นเสียงหึ! จ้องเตือนจ๋ายเล่อ "ท่านจะไปช่วยรังโจรหรือ? ระวังพวกมัน ฆ่าฟันจนหน้ามืดตามัว แล้วหันคมดาบมาเล่นงานท่านแทน!!"
รังโจร?
จ๋ายเล่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าเพลิงที่ลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่ใช่เพลิงธรรมดา ท่ามกลางแสงไฟวูบไหวยังมีเงาร่างคนกำลังเข่นฆ่ากัน หรือจะพูดให้ถูกคือคนกลุ่มหนึ่งรุมสังหารคนผู้หนึ่ง
ฝ่ายแรกแม้สวมชุดผ้ากระสอบหยาบ แต่กลับมีการฝึกฝนมาอย่างดี จับกลุ่มสามถึงห้าคน เข้าโจมตีประสานเสริมซึ่งกันและกันอย่างคล่องแคล่ว
ส่วนฝ่ายหลังมีเพียงคนเดียว แต่ดุดันห้าวหาญ แม้เผชิญหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าตนถึงสามสิบสี่สิบเท่าก็ไม่มีความขลาดเขลาแม้แต่น้อย ฉวยโอกาสตวัดดาบฟันศีรษะหรือแขนขาของศัตรูกระเด็นอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
"คนผู้นั้นบาดเจ็บ? ดูท่าอาการจะสาหัสมาก" สายตาของจ๋ายเล่อจับจ้องชายฉกรรจ์ผู้นั้นอย่างไม่วางตา
คนนอกดูเรื่องราว คนในดูเคล็ดวิชา คนนอกอาจเห็นว่าคนผู้นี้ลงมือโหดเหี้ยม ขวัญกำลังใจฮึกเหิม การกำจัดศัตรูที่เหลือก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้ลมหายใจของเขาจะหนักแน่นทว่าเริ่มขาดห้วงแล้ว บาดเจ็บสาหัส เสียเลือดมากเกินไป ปราณแก่นยุทธ์แห้งเหือด ศัตรูยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ดูอย่างไรก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
คิดจะตีฝ่าวงล้อมหนี? ก็ต้องดูด้วยว่าศัตรูจะเปิดทางให้หรือไม่
เซินถังกล่าวว่า "มันคือโจรชั่วที่ขโมยสมบัติล้ำค่าของข้า!"
จ๋ายเล่อยิ่งงุนงงหนัก "ท่านหมายถึงคนที่ถูกรุมกินโต๊ะอยู่นั่นกระนั้นหรือ?"
เซินถังพยักหน้า ใบหน้าที่ตายด้านฉายแววคับแค้นใจเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น นางกล่าวอย่างเดือดดาล "ขโมยของข้า แถมไม่ได้มีแค่คนเดียว!"
'โมโหชะมัด!' อยากจะฆ่าเจ้าพวกหัวขโมยให้หมดโลกไปซะ!' เซินถ่งบ่นในใจ
จ๋ายเล่อเห็นสีหน้าของเซินถังไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำ ก็เริ่มลำบากใจ เขาค่อนข้างชื่นชมความองอาจของคนผู้นั้น แต่การลักขโมยเป็นปัญหาด้านคุณธรรมและจริยธรรม จะกระโดดออกไปช่วยก็ดูจะไม่เหมาะสม
ในขณะที่เขากำลังลังเล ประกายดาบสีแดงฉานสายหนึ่งก็ฟาดฟันลงมาจากฟากฟ้าพร้อมเสียงระเบิดกึกก้อง
เป้าหมายพุ่งตรงไปยังเจ้าหัวขโมยที่ถูกวงล้อม
'ไอ้บ้าเอ๊ย! ดาบยาวสิบเมตรเลยเรอะ?' เซินถังนั่งยองๆ อยู่ในที่มืด สองมือวางบนหัวเข่า แหงนหน้ามองประกายดาบที่ฟาดฟันลงมา ตกตะลึงจนเผลอสบถคำหยาบออกมาในใจ
เห็นประกายดาบที่อัดแน่นด้วยพลานุภาพมหาศาล ผ่าบ้านเรือนใต้เท้าของเจ้าหัวขโมยแยกเป็นสองซีก ทิ้งรอยดาบลึกราวหนึ่งศอกไว้บนพื้น
เจ้าหัวขโมยสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตในชั่วพริบตาที่แสงดาบปรากฏ โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เขาใช้มือเดียวคว้าคอศัตรูคนหนึ่งเหวี่ยงเข้าใส่แสงดาบ ส่วนตัวเองกระโดดหลบฉากออกไปด้านข้าง
ศัตรูผู้โชคร้ายระเบิดเป็นหมอกเลือดก้อนใหญ่กลางอากาศ แม้แต่เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันได้เปล่งออกมา
เมื่อแสงดาบจางหาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก็พุ่งเข้ามาประดุจสายฟ้า สองมือกุมดาบเยี่ยนหลิงโถมเข้าสังหารเจ้าหัวขโมย
ดาบนี้สะสมพลังมาเนิ่นนาน หนักหน่วงปานพันชั่ง
เพียงแค่ปะทะกัน พละกำลังมหาศาลก็ซัดเจ้าหัวขโมยที่บาดเจ็บสาหัสและหมดแรงกระเด็นไปไกลร่วมสองจั้ง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกระแทกเข้ากับประตูหน้าต่างบ้านเรือนแถวนั้นจนพังยับเยิน
เครื่องเรือนไม้ภายในบ้านแตกกระจาย ฝุ่นผงคละคลุ้ง
ผ่านไปไม่กี่อึดใจเจ้าหัวขโมยผู้นั้นก็กระอักเลือดคำโต นิ้วมือสั่นระริกพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากซากปรักหักพัง ร่างกายโชกเลือด เต็มไปด้วยฝุ่นดิน
เขาถ่มน้ำลาย ถุยฟองเลือดผสมดินโคลนออกมา สายตาจ้องมองชายฉกรรจ์ผู้ถือดาบเยี่ยนหลิงอย่างดุร้าย "เป็นเจ้า?"
ฝ่ายหลังก็ไม่รีบร้อนจะจับกุม เพียงแค่มองดูการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "เป็นข้า มาส่งเจ้าเดินทางสู่ปรโลก"
สิ้นคำ คนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามาห้อมล้อม
จ๋ายเล่อทอดถอนใจ "คนผู้นี้จบสิ้นแล้ว"
ดูออกว่าระดับแก่นยุทธ์ของคนผู้นั้นไม่ต่ำเลย แต่ต่อให้แก่นยุทธ์แข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่อาจทนทานต่อการต่อสู้ที่รุนแรงต่อเนื่อง บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ พละกำลังและสมาธิย่อมตามไม่ทัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเวลานี้ยังมีผู้มีแก่นยุทธ์ระดับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันโผล่ออกมาอีกคน แถมยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมไล่ล่าสังหาร ต่อให้จ๋ายเล่อกระโดดออกไปตอนนี้ก็กู้สถานการณ์อะไรไม่ได้แล้ว
เขากำลังนึกเสียดาย ใครจะรู้ว่าจู่ๆ สายลมกรรโชกสายหนึ่งก็พัดวูบผ่านข้างกาย หางตาเห็นเพียงเงาร่างที่คุ้นเคยหายวับไปจากสายตา
จ๋ายเล่อตกใจแทบสิ้นสติ มองตามทิศทางของลมพายุ เห็นเพียงแผ่นหลังของเซินถังที่พุ่งห่างออกไปอย่างรวดเร็ว คุณชายเซินถึงกับไม่สนใจสิ่งใดพุ่งออกไปเข่นฆ่าแล้ว!!!
กระบี่ยาวในมือตวัดวูบ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์โปร่งใสส่งเสียงระเบิดกึกก้อง ผ่าแยกฟ้าดิน กรีดรอยกระบี่ยาวราวสามจั้งลงระหว่างชายฉกรรจ์ดาบเยี่ยนหลิงกับเจ้าหัวขโมย
ส่วนคนที่หลบไม่ทันในวิถีกระบี่จนถูกผ่าร่างนั้น นางหาได้ใส่ใจไม่ และความเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั้งสองฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว
เจ้าหัวขโมยที่บาดเจ็บหนักจวนเจียนจะล้มพลันสะดุ้งตกใจ ภายในใจลิงโลดขึ้นมาเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงเงาร่างสีขาวดุจหิมะพุ่งออกมาจากป่าราวกับสายลม ปลายกระบี่ชี้ไปที่ชายฉกรรจ์ผู้ถือดาบเยี่ยนหลิง
พร้อมประกาศก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว "พวกเจ้าคิดจะหมายตาสมบัติล้ำค่าของข้าด้วยกระนั้นหรือ?"