- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 53 เล่ห์เหลี่ยมของนักปั่นกระแส
บทที่ 53 เล่ห์เหลี่ยมของนักปั่นกระแส
บทที่ 53 เล่ห์เหลี่ยมของนักปั่นกระแส
เซินถัง "???"
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นมาชอบกล
นางสะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกหลอนๆ เหล่านั้นออกไปจากสมอง ปั้นหน้ายิ้มแย้มอีกครั้ง แล้วแจกจ่ายข้าวของที่หอบหิ้วกลับมาราวกับกำลังแบ่งสมบัติ
ฉีซ่านละสายตาจากฉู่เย่า กลับมาสนใจไหสุราทรงกลมสองใบ เขาเปิดจุกผ้าออกดมพิสูจน์กลิ่น เขาถาม "สุราตู้คัง?"
เซินถังตอบ "ใช่แล้ว ให้ท่าน"
ฉีซ่านกล่าวอย่างมั่นใจ "เจ้าใช้วาจาสิทธิ์สร้างขึ้นมาอีกแล้วรึ?"
ฉู่เย่าที่ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มมีปฏิกิริยาในที่สุด แววตาไหววูบเล็กน้อย สายตาที่มองไปยังฉีซ่านแฝงความหนักอึ้งและเย็นชาดุจหุบเหวลึก
เซินถัง "เหตุใดถึงคิดว่าเป็นของที่ข้าซื้อมาไม่ได้เล่า?"
แม้ความจริงจะเป็นอย่างที่เขาพูด แต่การที่ฉีซ่านเดาถูกในทันทีทำให้นางรู้สึกไม่พอใจ พูดเหมือนนางเป็นคนขี้งกที่ชอบของฟรีอย่างนั้นแหละ
ฉีซ่านหัวเราะ หึ หึ สองที วาจาที่เอ่ยออกมาล้วนทิ่มแทงใจดำ
"เจ้ามีเงินหรือ? ต่อให้มีเงิน เมืองเซี่ยวไปหาสุราตู้คังมาจากที่ใด? ต่อให้มีสุราตู้คังจริง ไหสุรากับจุกผ้าจะใหม่เอี่ยมอ่องปานนี้เชียวหรือ? บอกมาเถอะ เจ้าไปย่ำยีบทกวีบทใดมาอีก? เป็น 'ไม่ยินดีในลาภยศ เคารพบูชาเพียงตู้คัง' หรือว่า 'จะคลายทุกข์โศกได้อย่างไร? มีเพียงตู้คังเท่านั้น' กันแน่?"
ในบรรดาม้วนตำราของเขา บทกวีที่เกี่ยวข้องกับสุราตู้คังดูเหมือนจะมีเพียงสองประโยคนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าคุณชายน้อยเซินจะสามารถสร้างมันออกมาได้จริงๆ
เซินถังรู้สึกร้อนตัวแต่ยังทำใจดีสู้เสือ เสียงเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ "จะสนใจทำไมว่าเป็นวาจาสิทธิ์บทใด วาจาสิทธิ์ที่สร้างสุรารสเลิศมาหาเงินได้คือนับเป็นวาจาสิทธิ์ที่ดีทั้งนั้น คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อปากท้องไม่ใช่หรือ? ข้าเห็นชาวบ้านร้านตลาดในเมืองเซี่ยวชอบดื่มสุรากันไม่น้อย ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว สร้างสุราออกมาเร่ขายวันละไม่กี่ไห เงินทองก็ไหลมาเทมาแล้วไม่ใช่หรือ?"
วันหลังนางจะลองทำเหล้าบ๊วยดูบ้าง
ฉีซ่านอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเอง แม้ว่าความเป็นอยู่ของเขาจะไม่ถึงกับมั่งคั่งร่ำรวย แต่ตลอดการเดินทางเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้คุณชายน้อยเซินต้องอดอยากปากแห้ง แล้วเหตุไฉนคุณชายน้อยถึงได้มุดหัวเข้าไปอยู่ในรูเงินเยี่ยงนี้? ขายบ๊วยสด ขายแผ่นแป้ง ขายตังเม ยังไม่พอ ตอนนี้ถึงขั้นจะตั้งร้านขายสุรา นี่กะจะทำกินระยะยาวเลยหรือไร?
"ข้าเห็นว่ากิจการของเจ้าคงทำได้ไม่ยืดยาวนักหรอก" ฉีซ่านสาดน้ำเย็นใส่เซินถังหนึ่งถังใหญ่ ช่างเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
"ของฟรี... ไม่สิ การค้าแบบจับเสือมือเปล่า เหตุใดจะทำได้ไม่ยืดยาว? ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ไม่ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบ..." ขายเท่าไรกำไรเท่านั้น นี่มันผลกำไรในฝันที่พ่อค้าทุกคนถวิลหาเลยนะ
ฉีซ่านไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเหลือบตาขึ้นมองไปยังฉู่เย่าที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง
เซินถังมองทั้งสองคนสลับกันด้วยความงุนงง "ท่านมองเขาทำไม?"
ฉีซ่านยังคงไม่ตอบ เป็นฉู่เย่าที่เอ่ยปากไขข้อข้องใจ "อู่หลาง เมืองเซี่ยวจวนจะเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นการค้าขายคงทำได้ไม่ยืดยาวขอรับ"
"เมืองเซี่ยวจะวุ่นวาย?" นี่คือเสียงของเซินถัง
"อู่หลาง?" นี่คือเสียงของฉีซ่านที่มองมายังเซินถัง
"ในบ้านข้าลำดับที่ห้า ข้าเลยให้ท่านผู้เฒ่าฉู่เรียกข้าว่าอู่หลาง"
นางตอบคำถามของฉีซ่านก่อน แล้วจึงรีบถามต่อทันที "เมืองเซี่ยวจะวุ่นวายคือเรื่องอะไรกันแน่? ไหนบอกว่าศึกสงครามเพิ่งสงบลง? วันนี้บนถนนก็ยังคึกคักจอแจ ดูไม่ออกเลยว่าจะรบกันตอนไหน"
แม้ว่าสภาพภายในและภายนอกกำแพงเมืองจะแตกต่างกันราวกับคนละโลก ความไม่เท่าเทียมเช่นนี้ช้าเร็วต้องเกิดปัญหา ซ้ำฉีซ่านยังเคยบอกนางว่าเจ้าเมืองเป็นพวกนกสองหัว เป็นสายลับของเผ่าสืออู ภัยซ่อนเร้นย่อมต้องระเบิดออกมาไม่ช้าก็เร็ว
แต่นางไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ มันต้องมีสาเหตุอะไรแน่
"เป็นเพียงความสงบแค่เปลือกนอก แท้จริงแล้วคลื่นใต้น้ำกำลังโหมกระหน่ำ เมื่อครู่เพิ่งได้ข่าวมาข่าวหนึ่ง เมืองเซี่ยวเกรงว่าจะกลายเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้ง ข้ากำลังพิจารณาว่าจะย้ายไปที่อื่น เพื่อหลบเลี่ยงพายุฝนชั่วคราวดีหรือไม่"
ฉีซ่านคิดเรื่องนี้มาตลอด แม้แต่เรื่องแก้แค้นเขายังเลือกที่จะวางไว้ก่อน ในใจคิดแต่จะพาคุณชายน้อยเซินหลบหนีออกไป
คิดไม่ถึงว่าคุณชายน้อยตัวดีจะเล่นตลก หิ้วใครก็ไม่รู้ที่ยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากลับมาให้เขาปวดหัวเพิ่ม จะหาเรื่องใส่ตัวก็ไม่บอกกล่าวกันสักคำ…หึ!
เซินถังไม่ทันสังเกตสีหน้าอันซับซ้อนของฉีซ่าน ความสนใจทั้งหมดของนางพุ่งเป้าไปที่ข่าวนั้น
นางทิ้งตัวลงนั่งที่ระเบียงทางเดิน สลัดรองเท้าเกี๊ยะไม้ ทรุดตัวเข้าไปใกล้ "ข่าว? ข่าวอะไร? หรือว่ามีกองทัพกบฏกลุ่มใด หรือกองทัพธรรมจากแคว้นอื่นยกทัพมาปราบปรามเจิ้งเฉียว?"
ฉีซ่านตอบ "ไม่ใช่ทั้งสิ้น"
เซินถัง "แล้วมันคืออะไรเล่า?"
ฉู่เย่าแทรกเข้ามาในบทสนทนา ช่วยเติมเต็มส่วนที่ฉีซ่านยังพูดไม่จบ "เป็นข่าวลือเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกรงว่าจะเป็นต้นตอของหายนะขอรับ"
"ข่าวลืออะไรกันถึงได้ร้ายกาจปานนั้น ถึงขั้นทำให้เมืองเซี่ยววุ่นวายได้?" เซินถังมองหน้าทั้งสองคน อดไม่ได้ที่จะเริ่มพาล
"พวกท่านใครก็ได้ช่วยพูดให้มันจบๆ ทีเถอะ! คนหนึ่งพูดครึ่งประโยค อีกคนพูดอีกครึ่งประโยค แขวนค้างเติ่งให้คนฟังลุ้นจนตัวเกร็ง ข้าคงได้ขาดใจตายเข้าสักวัน..."
ฉู่เย่า "......"
ฉีซ่าน "......"
คนสองคนที่ไม่มีความเข้าขากันเลยสักนิด กลับมีความคิดผุดขึ้นมาตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย 'คุณชายน้อยเซิน/อู่หลาง ช่างมีนิสัยเหมือนเด็กเสียจริง'
ฉีซ่านหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก 'ความอดทนแค่นี้ก็ไม่มีหรือ?'
ส่วนสายตาของฉู่เย่าเขียนเอาไว้ว่า 'ยังต้องขัดเกลาอีกมาก'
เซินถังที่ถูกรุมตำหนิ "......"
นางไม่มีความอดทนตรงไหน? แต่ความอดทนมันไม่ได้มีไว้ใช้พร่ำเพรื่อแบบนี้
'พวกนายสองคนป่วยจิตหรือไง พูดจาอืดอาดเป็นเรือเกลือแบบนี้ ถ้านายทุนมาเห็นเข้า ความดันขึ้นสมองตายพอดี!'
"เจ้าดูเอาเองเถิด" เมื่อเห็นความน้อยอกน้อยใจที่ไม่ปิดบังบนใบหน้าของเซินถัง ฉีซ่านจึงจำต้องหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา แล้วเลื่อนไปตรงหน้าอีกฝ่าย
เซินถังจำได้ทันทีว่านี่คือกระดาษที่นายโลมผู้นั้นมอบให้ตอนทำภารกิจวาดภาพในห้องหอ บนกระดาษปรากฏภาพวาดดวงอาทิตย์ตกที่ทะเลทรายอันคุ้นตา ด้านข้างมีตัวอักษรเขียนไว้อย่างเป็นระเบียบหนึ่งบรรทัด
นางอ่านออกเสียงทีละคำ "ดาวม่วงปรากฏทางทิศพายัพ คุ้มครองใต้หล้าให้รวมเป็นหนึ่ง?"
คำบ่นในใจของนางหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย 'ใครวะเนี่ย? สร้างกระแสขี้โม้ได้เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์ขนาดนี้? ขาดแค่สักคำว่าทะเยอทะยานแปะไว้บนหน้าผากบอกชาวโลกว่าข้าจะครองโลก ร้อยแคว้นทั่วหล้า นี่กะจะไล่ตีเรียงตัวเลยรึไง? ถ้าทำไม่สำเร็จ หน้าแหกหมอไม่รับเย็บแน่'
นึกถึงนายโลมที่เจอเมื่อเช้า ท่านอาจารย์กู้ผู้มีวิชาอ่านใจ และกงเฉิ่งที่พวกนางช่วยชีวิตไว้ นางกล่าวว่า "รูปนี้ข้าเคยเห็นในห้องของนายโลมผู้นั้น เหมือนกันราวกับแกะ บนฉากกั้นลมก็เป็นรูปตะวันตกดินที่ทะเลทราย ข่าวลือนี้หรือว่าพวกเขาจะเป็นคนปล่อย?"
มิเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องระบุชนิดของกระดาษวาดเขียน? หากจะบอกว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ใดจะเชื่อ?
ฉู่เย่ากล่าว "ข่าวลือนี้มีมานานแล้วขอรับ"
ฉีซ่านแสยะยิ้มเย็น "ไม่เป็นลูกไม้สกปรกของชาวเป่ยโม่ ก็ต้องเป็นของพวกสืออู จุดประสงค์น่าจะเป็นการดึงดูดผู้มีสติปัญญาและความสามารถให้มารวมตัวกันที่ตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วฉวยโอกาสรวบรวมคน"
"หรือไม่ก็สร้างกระแสเพื่อเตรียมการบุกเข้าสู่จงหยวนในวันหน้า หรือไม่ก็ฉวยโอกาสปั่นป่วนแคว้นต่างๆ ในตะวันตกเฉียงเหนือให้วุ่นวาย จะได้ฉกฉวยผลประโยชน์ตอนน้ำขุ่น"
หากดูแค่เนื้อหาตัวอักษร เจิ้งเฉียวเองก็มีส่วนน่าสงสัย
คนผู้นี้ได้บัลลังก์มาอย่างไม่ชอบธรรม อดีตก็ไม่ขาวสะอาด แต่กลับมีความทะเยอทะยานเปี่ยมล้น ไม่แน่ว่าอาจหวังจะครองใต้หล้า จึงใช้วิธีการเช่นนี้ชุบตัวสร้างบารมีให้ตัวเอง
แต่เมื่อประกอบกับภาพตะวันตกดินที่ทะเลทราย ข้อสงสัยในตัวเขาก็ลดน้อยลง เพราะในดินแดนแคว้นเกิงไม่มีทะเลทราย กลับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนเป่ยโม่และสืออู
เซินถังเท้าคาง "นี่มันไม่ใช่ การสร้างกระแสคุยโวโอ้อวดหรอกหรือ?"
จะมีคนหลงเชื่อด้วยหรือ? หลงเชื่อแล้วยังดั้นด้นเดินทางไกลพันลี้มาร่วมวงเนี่ยนะ?
แคว้นต่างๆ ในตะวันตกเฉียงเหนือกำลังทำสงครามกัน อย่างเช่นแคว้นซินที่เพิ่งถูกแคว้นเกิงตีแตกไปไม่นาน ภายในดินแดนก็ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่ทนรับสภาพความเป็นอยู่ไม่ได้ ลุกฮือขึ้นก่อกบฏไม่ขาดสาย
สถานการณ์บ้านเมืองลุกเป็นไฟเยี่ยงนี้ ใครมันจะกินอิ่มแล้วว่างจัด ไม่มีอะไรทำ จนต้องวิ่งวุ่นไปทั่วโลก?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เซินถังก็นึกถึงจ๋ายเล่อและสหายที่เพิ่งเจอเมื่อครู่ นางจึงลบคำบ่นเมื่อกี้ทิ้งไปเงียบๆ นางต้องยอมรับว่า มันมีพวกว่างจัดจนไม่มีอันใดทำอยู่จริงๆ
ฉีซ่านแค่นเสียง "กระเรียนมิร่ายรำ"
ฉู่เย่าก็กล่าวเสริม "เนื้อปลาลายมังกร"
เซินถัง "......"